
ผลการประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์การพัฒนากระทรวงวัฒนธรรม
เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมรอยัลซิตี้
---------------------------------------------------
ประเด็นที่ ๑ จุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทิศทาง บทบาทภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในอนาคต
๑.ทำหน้าที่อนุรักษ์ รักษา และสืบทอดศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม
๒.ทำหน้าที่อนุรักษ์ พัฒนา ทุนทางวัฒนธรรม และปรับใช้ให้เหมาะสม เฝ้าระวังและบริหารจัดการกระแสโลกาภิวัตน์
๓.ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย ค้นหาองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม/สถานการณ์ทางวัฒนธรรม ต่อยอดองค์ความรู้เดิม และสร้างองค์ความรู้ใหม่
๔.ทำงานรณรงค์สื่อสารให้สังคมเข้าใจงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าผลผลิตของกระทรวงวัฒนธรรมมีรูปธรรมเป็นอย่างไร
๕.ทำงานเฝ้าระวังผลกระทบทางวัฒนธรรมจากปัจจัยภายนอกประเทศ กระแสโลกาภิวัตน์
๖.เพิ่มบทบาทการทำหน้าที่เสริมสร้างสังคมที่มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม โดยอาศัยพื้นฐานจากศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม
๗.เพิ่มบทบาทการใช้มิติด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม มาแก้ไขปัญหาสังคมให้มากกว่าเดิม
๘.สามารถชี้นำสังคมเพื่อวางบรรทัดฐานทางสังคมที่เหมาะสม
๙.ทำงานในระดับชาติ โดยกำหนดมาตรฐานทางวัฒนธรรม ให้เป็นแนวปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ พัฒนาไปเป็นกติกาของสังคม จนได้รับการยอมรับเป็นวิถีการดำเนินชีวิต ก็อาจกำหนดเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมิติทางวัฒนธรรมเพื่อบังคับใช้ในสังคมต่อไป
๑๐.“วัฒนธรรม” แม้จะเป็นคำที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวาง ลึกซึ้ง ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ ภูมิภาคระดับประเทศและระดับนานาชาติ ยากที่ผู้คนในระดับต่าง ๆ จะเข้าใจได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การกำหนดจุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม จำเป็นต้องหา “กลยุทธ” ในการ กำหนดความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ในระดับต่าง ๆ ทุกระดับ (Cultural Diversity) ให้ชัดเจนก่อน จึงจะมองเห็นทิศทางและดำเนินการตามภารกิจของกระทรวง ด้วยการเปิดโอกาสให้ “เจ้าของวัฒนธรรม” ในระดับต่าง ๆ ได้ เป็นผู้เสนอแนวทาง การอนุรักษ์ การปฏิบัติ การพัฒนา และการสืบทอด โดยมีกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่งเสริมสนับสนุน วิจัยและพัฒนา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคม รักษาอัตลักษณ์ของชาติ และความปรองดองในระดับสากล (Unity in Diversity)
๑๑.ปลูกจิตสำนึกความเป็นไทย ให้รู้รากเหง้าวัฒนธรรม และเอาวัฒนธรรมเป็นรากแก้ว เป็นปัจจัยสำคัญชี้นำในการพัฒนาสังคม
๑๒.ควรปลูกจิตสำนึกความเป็นไทยตั้งแต่เด็ก สร้างจิตวิญญาณของการปลูกฝังในรากเหง้าของชาติ
๑๓.สร้างนิสัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมให้แก่เด็ก
๑๔.สร้างความภาคภูมิใจในแต่ละท้องถิ่น
๑๕.เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ที่สามารถช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด พร้อมกับ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง
๑๖.สามารถให้ข้อมูลและองค์ความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม ที่ถูกต้อง นำไปใช้อ้างอิงได้
๑๗.นำเนื้อหาด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม บรรจุไว้ในหลักสูตรของสถานศึกษาและหลักสูตรชุมชน (ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา)
๑๘.สอนให้เด็กเยาวชนคิดเป็นทำเป็นแก้ปัญหาเป็น เรียนรู้วัฒนธรรมอย่างถ่องแท้
๑๙.พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม นำความรอบรู้อย่างเท่าทัน
๒๐.วางระบบการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเริ่มต้น ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ให้มีเรื่อง วัฒนธรรมไทยศึกษา อยู่ในบรรยากาศ และสาระ(พร้อมวิธีการเรียนการสอน) แบบไทย ๆ (วัฒนธรรมไทย)
๒๑.เป็นผู้ชี้ให้สังคมเห็นถึงประโยชน์ของความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการใช้สอย ซึ่งจะเป็นการธำรงรักษาและปรับใช้ให้ร่วมสมัยสามารถคงอยู่กับสังคมต่อไป
๒๒.ใช้หลักศาสนาหล่อหลอมจิตใจให้รับรู้ถึงจิตสำนึกที่มีความเมตตา กรุณา ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์
๒๓.เน้นการพัฒนาด้านจิตใจ
๒๔.ขับเคลื่อนงานศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยความสุข ความสนุก และความทันสมัย
๒๕.พัฒนาวัฒนธรรมให้ทันสมัย และมีอัตลักษณ์
๒๖.ส่งเสริมเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยในด้านการผลิตงานศิลปกรรม โดยเฉพาะศิลปกรรมประเพณี ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ที่สื่อถึงพระศาสนาและวิถีชีวิต ซึ่งงานดังกล่าวกำเนิดจากงานของช่างศิลป์ไทยพื้นถิ่นและงานช่างหลวงหรืองานช่างสิบหมู่
๒๗.นำเสนอความสำคัญของศิลปกรรมที่มีพื้นฐานอยู่กับวัฒนธรรมประเพณีในพื้นถิ่น และมุ่งสอนถึงวัฒนธรรมชาติ
๒๘.นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยไม่ทำลายวัฒนธรรม และพัฒนาในมิติทางด้านจิตใจ
๒๙.เพิ่มองค์ความรู้ให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการต่อยอดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์
๓๐.ส่งเสริมภาคธุรกิจในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่า/คุณค่า และการสื่อสาร
๓๑.การเสริมสร้างพัฒนาความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม จำเป็นมากกว่า การ “ขาย” เผยแพร่และประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม ในปัจจุบันส่วนราชการนิยม “ขาย” และเผยแพร่ มากกว่าการอนุรักษ์-พัฒนาให้วัฒนธรรมเข้มแข็งเป็นพลังในการสร้างสังคมไทยยุคใหม่ให้คงความเป็นไทย
๓๒.เพิ่มงานการเผยแพร่วัฒนธรรมออกสู่โลกภายนอกให้มากยิ่งขึ้น
๓๓.เตรียมความพร้อมรองรับการเป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักของประชาคมอาเซียน
๓๔.เตรียมพร้อมความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน เพื่อให้เข้าใจกรอบความคิดและวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านอาเซียน
ประเด็นที่ ๒ บทบาทภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมในปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่
๑. มองไม่เห็นผลผลิตของกระทรวงวัฒนธรรม จึงไม่รู้ว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่ทำอะไร
๒. งานที่กระทรวงวัฒนธรรมทำอยู่ในปัจจุบัน ก็เห็นว่าทำเหมือนกับของกระทรวงอื่น ๆ เช่นกัน งานของกระทรวงวัฒนธรรมจึงไม่มีความชัดเจน และไม่รู้ว่าแตกต่างจากงานของกระทรวงอื่นอย่างไร
๓. การดำเนินงานตามภารกิจยังไม่ครบถ้วนพอที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดได้
๔. กระทรวงวัฒนธรรมมุ่งแต่การบันเทิง ควรสร้างอัตลักษณ์ของความรักชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เป็นจุดเด่นของภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่ ออกเผยแพร่ด้วย IT
๕. การจัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ไม่มีการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และบทบาทของทุกกรม ที่แยกตัวจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างรอบคอบและเหมาะสม จึงเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายบางหน่วยงานมาสังกัด โดยขาดการกำหนดทิศทาง จัดลำดับ ความสำคัญ ความเร่งด่วน ปรับบทบาทขององค์กร และมาตรการส่งเสริม สนับสนุน ของ “วัฒนธรรม” ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค ชาติ และนานาชาติ ที่ชัดเจนในคุณค่า เป็นรูปธรรม กว้างขวางและทั่วถึง (Cultural Diversity) และตามหลักของสิทธิมนุษยชน (Human Rights)
๖. คนทั่วไปสับสนระหว่างบทบาทของกรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าแบ่งการทำงานด้านศาสนากันอย่างไร
๗. ผู้ใหญ่วันนี้ต้องทำจริง เป็น Role Model ให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมไทยอย่างมาก โดยพยายามนำวัฒนธรรมประเพณีแบบไทยที่ดี เหมาะสมกับยุคใหม่ มาประกอบการคิดการทำงาน และระเบียบพิธีการต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม (ไม่ลุ่มล่าม ไม่เชื่องช้า และไม่เชย)
๘. อุปนิสัยคนไทยยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ง่าย (เลียนแบบ) ถือเป็นความทันสมัย ส่งผลให้สังคมไทยเริ่มสูญเสียความเป็นตัวตนของสังคมไทยไป เกิดความหลากหลายแบ่งกลุ่ม แบ่งพวก แบ่งชั้น โดยใช้เกณฑ์ทาง เศรษฐกิจสู่สถานภาพทางสังคมที่เหนือกว่าคนชั้นรองๆ ลงไป ดังนั้น สังคมไทยจะเข้มแข็งมีความเป็นไทยได้ ต้องใช้วัฒนธรรม (การบริหารจัดการวัฒนธรรม) ที่เป็นระบบช่วยค้ำจุนและนำการพัฒนาสังคมต่อไปให้มั่นคงผูกพันและเอื้ออาทรกัน (ไม่เข่นฆ่าล้มล้างกัน) หากไม่ใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม สังคมไทยในอนาคตจะไม่ยึดโยงคนไทยไว้ด้วยกัน จะแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวกมาก สังคมไทยจะล่มสลายกลายสู่สังคมใหม่ที่ขาดความเป็นไทยไป ข้อสำคัญคือ อะไรคืออัตลักษณ์/เอกลักษณ์ของศิลปะ-วัฒนธรรมของไทย ที่จะช่วยคงความเป็นไทยไว้ และสามารถผนึกเป็นพื้นฐานให้กับการพัฒนาประเทศต่อไป ต้องค้นหาให้พบ และชูวัฒนธรรมให้โดดเด่นเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนไทยทุกภาค กรณีของญี่ปุ่น เกาหลี จีน เห็นได้ชัดว่า การพัฒนาประเทศตามหลักสากล สามารถทำได้ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางสังคมให้เข้มแข็ง ผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก (วัฒนธรรมใหม่) ได้อย่างดี ไม่ก่อให้เกิดการแตกแยกขัดแย้ง
๙. ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมที่พัฒนาไปตามเงื่อนไขของสังคมของตนเอง กับจุดหมายและการผลักดันของปัจจัยสมัยใหม่ ในการผลักดันให้สังคมจำกัดการเปลี่ยนแปลงที่นับว่าดีเท่านั้น ทำให้กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลายลดลงไป จึงต้องมีการจัดการที่รักษาดุลยภาพระหว่างเงื่อนไขภายในของสังคมกับอิทธิพลภายนอก โดยเน้นสิทธิและอิสระของประชาชนและสังคม
ประเด็นที่ ๓ หากจะต้องปรับบทบาทภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควรปรับบทบาทด้านใดให้เหมาะสม
๑.ทำงานเชิงรุก ดังนี้
๑.๑ เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ในการจัดเก็บข้อมูล การให้บริการข้อมูลและองค์ความรู้ รวมถึงการสร้างสุนทรียภาพด้วย
๑.๒ เน้นการใช้สื่อต่าง ๆ ได้แก่ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์โดยมีสถานีเฉพาะด้านศิลปะ – วัฒนธรรม (Art & Culture Channel) เพิ่มช่องทางและโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้วัฒนธรรมให้มาก ๆ
๑.๓ มีการวิเคราะห์ด้านการตลาด การขาย และจิตวิทยาในการดำเนินงานทางวัฒนธรรม โดยมีรูปแบบและกระบวนการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม
๑.๔ ใช้กลยุทธ์ดึงดูดความสนใจ ทำให้เกิดการยอมรับในงานวัฒนธรรม
๑.๕ การประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรมต้องมีความเข้มข้น และแพร่หลายให้มากกว่านี้
๒.บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มากขึ้น เนื่องจากงานของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นต้นทางการผลิต ส่วนผลผลิตปลายทางอยู่ที่หน่วยงานอื่น ๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การแพทย์แผนไทยอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาอยู่ที่สินค้า OTOP กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
๓.ไม่ใช้วิธีคิด “ข้าเก่งคนเดียว” ต้องทำงานแบบเครือข่ายที่กว้างขวางมาก ๆ ให้ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งระดับบน ระดับล่างมามีส่วนร่วมคิดร่วมทำ ร่วมผลักดัน ร่วมสนับสนุน ร่วมทำนุบำรุงรักษา และร่วมใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ เพื่อสังคมในท้องถิ่นชุมชน และของประเทศ
๔.ฟังเสียงประชาชน แสวงหาผู้ส่วนร่วม สร้างความชัดเจนในแนวทางการทำงานวัฒนธรรม (เป็นรูปธรรม) ไม่เน้นการจับผิด
๕.ใช้กลไกการทำงานเป็นเครือข่าย ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
๖.ในการบูรณาการงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ควรทำทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงาน ระดับปฏิบัติการ (หรือระดับกระทรวงลงไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น)
๗.บรรจุแผนวัฒนธรรมไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประสานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ/ภาคเอกชน/ภาคประชาชน
๘.ให้มีหน่วยงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในทุกส่วนราชการของกระทรวงวัฒนธรรม
๙.ให้ความสำคัญและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินงานศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม
๑๐.สร้างระบบเครือข่ายที่มีศักยภาพ และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเครือข่าย
๑๑.นำมิติทางศิลปะ – วัฒนธรรม เข้าสู่องค์กรอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและสุนทรียภาพ
๑๒.ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงานวัฒนธรรมให้มากขึ้น
๑๓.สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยการสร้างพื้นที่ของการแสดงออกทางวัฒนธรรมในทุกพื้นที่ (เป็นพื้นที่กลาง – พื้นที่ร่วม ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้)
๑๔.งานของกระทรวงวัฒนธรรมควรตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกวัย โดยอาจจะเน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นพิเศษ
๑๕.ศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นพื้นฐานจิตใจของคนไทย ต้องทำให้ตระหนักถึงคุณค่า โดยเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย
๑๖.ศิลปวัฒนธรรมควรเข้าไปสู่ชุมชนกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุช่วยสอนเด็ก
๑๗.ทำงานในลักษณะ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ไม่ใช่ “เอาใจเราไปใส่ใจเขา”
๑๘.การถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์ ควรแบ่งเขตให้มีเขตที่อนุญาตให้ประชาชนถ่ายภาพได้ เพื่อการประชาสัมพันธ์ และจะทำให้ประชาชนเข้าถึงพิพิธภัณฑ์มากขึ้น
๑๙.ควรจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่
๒๐.แหล่งเรียนรู้ของกระทรวงวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วควรดำเนินการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
๒๑.ควรมีการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) ของทุกส่วนราชการในกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงและบูรณาการงานร่วมกันในกระทรวงวัฒนธรรม
๒๒.ไม่ต้องทำงานเอง แสดงบทบาทเป็นที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และให้การรณรงค์ ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องเชิดชูเกียรติ ทั้งระดับองค์กรและบุคคล
๒๓.ควรแสดงบทบาทการกำกับ ช่วยเหลือ ส่งเสริม มากกว่าการควบคุม บังคับ จับกุม การทำงานควรใช้วิจารณญาณที่เหมาะสมตามแต่ละกรณี มากกว่าการใช้กฎระเบียบ/ข้อบังคับแบบ “one size fit all at all the time” ทำให้ความยืดหยุ่นไม่มี หากใช้แต่กฎระเบียบมากกว่า “ความสมเหตุสมผล” ของแต่ละเรื่อง
๒๔.บุคลากรกระทรวงวัฒนธรรมต้องมีภูมิความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้ เป็นวิทยากรให้ความรู้ และเป็นผู้ให้คำปรึกษา
๒๕.สร้างสื่อทางศาสนาให้ได้คุณค่าทางจริยธรรม และได้มูลค่าเพิ่มทางความคิดที่จะก่อตัวให้เป็นอุดมการณ พื้นฐานได้
๒๖.การบริหารจัดการงานวัฒนธรรมต้องทำโดยชุมชน เพราะชุมชนเป็นผู้สร้างรัฐมิใช่รัฐสร้างชุมชน
๒๗.ควรมีการประเมินผลการทำงานเกี่ยวกับเรื่องศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรม
๒๘.ต้องก้าวพ้นจากกรอบความคิดแบบราชการ เพื่อเข้าถึงทุกภาคส่วนของสังคมได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยความสามารถและ Empowerment จากผู้บริหารสู่ระดับล่างค่อนข้างมาก โดยไม่ติดขัดกับระบบ/ระเบียบ/ธรรมเนียมปฏิบัติของราชการมากจนเกินความจำเป็น
๒๙.การมีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและอำเภอ ต้องไม่ใช่คิดสร้างองค์กรแบบราชการทเพราะจะทำให้การบริหารสั่งการอยู่ในกรอบราชการแต่ประสิทธิผลจะลดน้อยลง แต่ต้องเป็น Change Leader, Change Manager และมีเครือข่ายที่หลากหลายจริง ๆ
๓๐.เพิ่มสายตรวจวัฒนธรรม เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางวัฒนธรรม โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ
๓๑.สายด่วนกระทรวงวัฒนธรรม ๑๗๖๕ ควรเชื่อมต่อให้ทั่วถึงทุกจังหวัดด้วย
๓๒.งานภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามกฎหมาย ควรมีนิติกรมาสนับสนุนการปฏิบัติงานในจังหวัด
๓๓.งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยลงสู่ภูมิภาคไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด
๓๔.ควรมีหน้าที่เสริมสร้างความสุขทางใจแก่บุคคลอันเป็นนามธรรม จึงไม่ควรขยายหน่วยงานมากเกินไป ไม่เห็นด้วยกับวัฒนธรรมอำเภอ เพราะงานวัฒนธรรมอำเภอเป็นงานเสริมสร้าง ไม่ใช่งานบริการ ไม่มีความจำเป็น- ต้องลงถึงพื้นที่ ระดับจังหวัดก็พอแล้ว ไม่ใช่ปลูกฝังจนเป็นเรื่องครอบงำความคิดจนเกินไป ควรทำให้ คนไทยใช้หลักธรรมในชีวิตได้อย่างไร ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ความภูมิใจไม่ใช่ข่มเพื่อนบ้าน
๓๕.พัฒนาวิธีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
๓๖.วิสัยทัศน์/พันธกิจ/เป้าประสงค์ ของกระทรวงวัฒนธรรมควรปรับให้สอดคล้องกัน
๓๗.ทบทวนนโยบาย บทบาทและภาระหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่เน้นการกระจายโอกาสในการมีส่วนร่วม และความเป็น “เจ้าของวัฒนธรรม” ในทุกระดับ แสวงหาการสร้างจุดร่วมในภาพรวมของวัฒนธรรมของชาติ ทบทวนภารกิจของทุกหน่วยงานตามประเด็นข้อที่ ๑ และ ๒ เพื่อการปรับบทบาทและภารกิจทั้งที่มีความซ้ำซ้อน และเป็นช่องว่างในการทำงาน จัดทำแผนกลยุทธ์ เพื่อการปฏิบัติ และ การพัฒนา (Road Map) เร่งรัดพัฒนาบุคลากรทั้งภายในองค์กร หน่วยงานเครือข่าย และที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงดำเนินการสู่การปฏิบัติ ตามที่ที่ประชุมการประชาพิจารณ์เสนอแนะไว้
๓๘.ควรมีหน่วยงานรองรับการดำเนินงานด้านภาพยนตร์โดยรวมให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน
๓๙.เพิ่มการประชาสัมพันธ์สร้างชื่อเสียงให้องค์กร
๔๐.ใช้ภาพยนตร์ในการส่งเสริมวัฒนธรรม
๔๑.ส่งเสริมภาพยนตร์ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
-------------------------------------------------------
|