วันมาฆบูชา
แม้ว่าในหนึ่งปีจะมีวันธรรมสวนะหรือวันพระมากมายหลายวัน เฉลี่ยแล้วประมาณ 8 วันต่อเดือน ทว่าวันสำคัญทางศาสนา 3 วัน ซึ่งศาสนิกชนนิกชนให้ความสำคัญที่สุดในรอบปีและนิยมเข้าวัดทำบุญครั้งใหญ่ คือ วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชาและวันอาสาฬหบูชา จนแม้ทางราชการก็ยังกำหนดให้เป็ฯวันหยุดราชการประจำปีอีกด้วย

วันมาฆบูชาคือวันสำคัญทางศาสนาพุทธวันแรกของทุกๆปี ชื่อของวันนี้ย่อมาจากคำเต็มคือ มาฆบูชาปูรณมี ซึ่งหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนสาม ซึ่งตามปฏิทินสากลมักตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม มีการอธิบายว่า วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งพระธรรม เพราะวันนี้ของเมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมอันมีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงการทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ อันเปรียบดังหัวใจของธรรมะต่างๆที่ทรงสั่งสอนตลอดพระชนม์ชีพ
เวลาประมาณเก้าเดือน นับจากวันที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ใต้ต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์ได้อุทิศพระวรกายเสด็จจาริกไปสั่งสอนพระธรรมอันลึกซึ้งนั้นแก่เหล่ามหาชน กระทั่งทรงได้ภิกษุสาวกจำนวน 1,340 รูป ซึ่งล้วนแยกย้ายเดินทางออกไปเผยแพร่พระธรรมในดินแดนต่างๆ
จนกระทั่งกาลล่วงมาใกล้วันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือเดือนสาม ตามปฏิทินจันทรคติ
ตามปรกตินั้น ในศาสนาฮินดู วันเพ็ญกลางเดือนสามถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาเช่นกัน เรียกว่า ศิวะราตรี ซึ่งเป็นเทศกาลบูชาพระศิวะเจ้า ตามธรรมเนียมแล้วบรรดาศิษย์มักเดินทางกลับไปยังสำนักของอาจารย์ของตนเพื่อทำพิธีบูชาเทพเจ้าและขอพรจากอาจารย์ รวมทั้งถือโอกาสนี้ทบทวนความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้ยังคงแข็งแรงมั่นคง หากมีข้อสงสัยอันใดก็ถือโอกาสซักถามอาจารย์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และคลายความสงสัย
เหล่าพระสงฆ์สาวกของพระศาสดานั้น ครั้งหนึ่งก็คือศาสนิกชนของพรามหณ์ ฮินดูนั่นเอง เมื่อถึงวาระสำคัญซึ่งตนเคยปฏิบัติกันมาก็ย่อมรำลึกถึง ครั้นเมื่อตระหนักว่าตนได้อุปสมบทแล้ว มีพระพุทธเจ้าเป็นปรมาจารย์ จึงชวนกันมาเฝ้าพระพุทธองค์โดยมิได้นัดหมายกัน
ในวันเพ็ญเดือนสามของเวลานั้น พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร นอกเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงพระกรุณาโปรดฯให้สร้างขึ้นเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็ฯโอกาสอันดีที่เหล่าภิกษุสาวกจำนวนถึง 1,250 รูปเดินทางมาเฝ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ทุกองค์ต่างก็เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ เป็นพระซึ่งทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งนั้น จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาชื่อ โอวาทปาฏิโมกข์ ประทานเป็นหลักปฏิบัติของสงฆ์เหล่านั้น และเป็นหัวข้อธรรมที่สำคัญสำหรับการนำไปเผยแพร่สู่สาธารณชน
วันเพ็ญกลางเดือนสามจึงกลายเป็ฯวันที่สมควรจดจำ ด้วยเกิดเหตุอันน่าอัศจรรย์ใจ 4 ประการเกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต อันประกอบไปด้วย
เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง
มีพระสงฆ์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์
ตั้งแต่นั้นวันมาฆบูชาจึงกลายเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธไป ชาวพุทธทั่วโลกต่างก็นิยมเข้าวัด บำเพ็ญกุศลเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชามาตลอดทุกๆปี ทว่าในสยามประเทศยังมิเคยปรากฎหลักฐานว่ามีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันนี้มาก่อน
จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงมีพระราชปรารภว่าวันเพ็ญเดือนสามเป็นวันสำคัญอันควรให้ระลึกถึง จึงโปรดให้จัดการพระราชพิธีขึ้นในราชสำนัก เสด็จออกทรงเป็นประธานในพิธีทุกๆปีมิได้ขาด
ในสมัยต่อมามีการเว้นการประกอบพระราชพิธีนี้บ้างเช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จออกเองบ้าง มิได้เสด็จออกเองบ้างเพราะมักตรงกับช่วงเวลาที่เสด็จประพาสหัวเมือง หากเวลาเหล่านั้นเสด็จพระราชดำเนินอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวย เช่น บางปะอินหรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็จะทรงประกอบพระราชพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ
จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมนิยมแพร่หลายไปในหมู่ประชาชน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ประชาชนนิยมเข้าวัด ทำบุญ ถือศีล ฟังเทศน์ และเวียนเทียนรอบศาสนสถานในคืนนี้อีกด้วย
ตามปรกติวันมาฆบูชาจะตรงกับวันเพ็ญกลางเดือนสาม แต่หากปีใดเป็นอธิกสุรทิน คือมีเดือน 8 สองหน ปีนั้นจะเลื่อนวันมาฆบูชาไปเป็ฯวันเพ็ญเดือน 4 หรือราวปลายเดือนมีนาคม ต้นเดือนเมษายนแทน และในปี พ.ศ.2549 ประเทสไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็นวันกตัญญูแห่งชาติด้วย โดยยึกหลักว่าวันนี้เป็นวันที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระพุทธเจ้าที่มีต่อชาวโลกทั้งมวล เราควรกตัญญูต่อพระองค์โยทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สมดังที่ทรงคาดหวัง
|