|
 |
 |
วันฉัตรมงคล |
|
วันฉัตรมงคล หมายถึง พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ พระแสงประจำรัชกาล ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษกเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี (ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
นอกจากตามความหมายดังกล่าวแล้ว วันฉัตรมงคล ยังเป็นวันที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๙ พ.ศ. ๒๔๘๙ ในเวลานั้น ดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" เนื่องจากในเวลานั้น ยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั่นเอง จากนั้น พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนเมื่อทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้เสด็จนิวัตประเทศไทย รัฐบาลไทยในขณะนั้น ก็ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ปวงพสกนิกรชาวไทย จึงได้ถือเอาวันที่ ๕ พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
การจัดพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า ในสมัยสุโขทัยมีพิธีต้อนรับประมุขของแผ่นดินอย่างมโหฬารตั้งแต่ที่พ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย
ในสมัยอยุธยาก็ปรากฏหลักฐานตามพงศาวดารว่า พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินอยุธยา เมื่อมีการเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ ทั่วทั้งเมืองจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกใหญ่โตไปทั่วทั้งพระนคร
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ก็มิได้ทรงละทิ้งพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ให้มีความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน อีกทั้งทรงต้องการให้ยึดถือเป็นระเบียบแบบแผนในรัชกาลต่อไป โดยมีระเบียบแบบแผนตามประเพณี ดังนี้
๑. ขั้นเตรียมงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่พิธีตักน้ำ และทำพิธีเสกน้ำ ณ เจดียสถานสำคัญจากสถานที่ตักน้ำ ก่อนที่จะส่งเข้ามาทำพิธีต่อในพระนคร น้ำที่เสกนี้ใช้สำหรับถวายอภิเษก และสรงมุรธาภิเษก (น้ำรดพระเศียรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก) โดยมีระเบียบกำหนดให้ใช้น้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ และสรภู ในชมพูทวีป หรือที่เรียกว่า ปัญจมหานที แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ห่างจากชมพูทวีปมาก ไม่สะดวกในการเดินทาง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำจากแม่น้ำ ๑๘ แห่ง จากภายในพระราชอาณาจักรแทน นอกจากนี้ยังมีพิธีจารึกดวงพระราชสมภพในพระสุพรรณบัฏ และแกะพระราชลัญจกร (ตราประจำรัชกาล)
๒. พิธีเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ตั้งนำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์
๓. พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เริ่มจากสรงมุรธาภิเษก
ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ (เป็นพระราชอาสน์ ๘ เหลี่ยม ภายใต้เศวตฉัตร ๗ ชั้น) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ในสมัยโบราณเป็นราชบัณฑิต) และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้ง ๘ กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล และถวายดินแดนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นทรงรับน้ำอภิเษก ขึ้นสู่พระที่นั่งภัทรบิฐพระราชอาสน์องค์ใหม่ พระมหาราชครูเริ่มร่ายเวทย์พิธีพราหมณ์ เมื่อร่ายเวทย์เสร็จแล้วจึงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี ฉลองพระบาท เมื่อทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาสวมพระเศียร เจ้าพนักงานจะประโคมดนตรี ทหารยิงปืนใหญ่ พระสงฆ์เคาะระฆัง และสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร หลังจากนั้นพราหมณ์ถวายพระแสงศาสตราวุธ เป็นอันเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก
๔. พิธีเบื้องปลาย เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จออก ณ มหาสมาคม เพื่อให้เหล่าข้าราชการ และประชาชนได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสทรงเข้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก
๕. เสด็จเยี่ยมราษฎร เมื่อทรงเสด็จพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนิน ให้ราษฎรได้มีโอกาสชมพระบารมี
สำหรับการจัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันฉัตรมงคลในอดีต แต่เดิมยังไม่มีพิธีนี้คงมีแต่พนักงานฝ่ายหน้าฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานสมโภชเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระองค์ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัย ประเทศทั้งหลายที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองประเทศย่อมนับถือว่าวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาลต่างก็จัดงานขึ้นเป็นอนุสรณ์ ส่วนในประเทศของเรายังไม่มีควรจะจัดขึ้น แต่จะประกาศแก่คนทั้งหลายว่าจะจัดงานวันบรมราชาภิเษกหรืองานฉัตรมงคล ผู้คนในขณะนั้นยังไม่คุ้นเคย ย่อมไม่เข้าใจจึงต้องทรงอธิบายชี้แจงยืดยาว จึงโปรดให้เรียกชื่อไปตามเก่าว่างานสมโภชเครื่องราชูปโภค แต่ทำในวันคล้ายวันราชาภิเษก นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วันราชาภิเษกตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม ด้วยทรงมีความเข้าใจในเรื่องราวของพระราชพิธีฉัตรมงคลเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น วันฉัตรมงคลก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เข้าใจในเรื่องราวพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขและออกเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้พระราชทานตรานี้ตรงกับวันบรมราชาภิเษก ข้าราชการผู้ใหญ่จึงยินยอมให้จัดงานวันฉัตรมงคลในวันที่ตรงกับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกได้ ส่วนประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคก็มิได้ทรงละทิ้งไป
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงเปลี่ยนการพระราชพิธีจากเดิมมีการจัดพระราชพิธีที่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมาเป็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทานในพระราชพิธีฉัตรมงคล โดยทำ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ การพระราชพิธีฉัตรมงคลจะเหมือนในรัชกาลที่ ๖ และได้มีการพระราชกุศลทักษิณานุปทานในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๘๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ได้นิมนต์พระสงฆ์ ๘๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ มีการถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ แล้วเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตลอดจนการเลี้ยงอาหารและการสโมสรสันนิบาต
ในรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งพระองค์ยังทรงพระเยาว์ มีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและยังมิได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษก การพระราชพิธีนี้จึงไม่เรียกพระราชพิธีฉัตรมงคล เรียกว่า พระราชพิธีรัชมงคล
พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลที่ ๙ (รัชกาลปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชกุศลในวันฉัตรมงคลรวม ๓ วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นพิธีสงฆ์ งานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุรพการี อุทิศถวายแด่พระบรมราชบุรพการี ในวันที่ ๔ พฤษภาคม เริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นใต้พระมหาปฎลเศวตฉัตร
พระราชครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์เย็น ในวันฉัตรมงคล คือ วันที่ ๕ พฤษภาคม ในตอนเช้าทรงพระราชทานภัตตาหารแด่พระสงฆ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตร และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรงทหารเรือ และทหารบกยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ พร้อมกัน ๒ กอง รวม ๔๒ นัด นอกจากนี้ ยังมีพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราจุลจอมเกล้า ให้แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานด้วย หลังจากนั้น ทรงเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ ปราสาทเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง เป็นอันเสร็จพิธี
พระราชพิธีฉัตรมงคล จึงเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยตรง
โดยส่วนใหญ่แล้วจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพระราชพิธีฉัตรมงคลตามระเบียบแบบแผนราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลตามที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น ดังนั้น เนื่องในวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่จะเวียนมาถึงนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ เสียสละ เพื่อพสกนิกชาวไทยของพระองค์ได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และพสกนิกรชาวไทย ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป
**********************************
สิริวิภา ขุนเอม ศูนย์ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือวันและประเพณีสำคัญเรียบเรียงโดยศิริวรรณ คุ้มโห้ |
|
|
|
|
|
 |
|
| |
|
| |
|
| |
| |
เพลงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เพลง พ่อแห่งแผ่นดิน "ฟังเพลงพ่อแห่งแผ่นดิน" |
 |
เพลงเทิดพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระพี่นาง ฯ ในโอกาสเจริญพระชนมายุ ครบ ๘๔ พรรษา ขับร้องโดย นพ พรชำนิ "ฟังเพลงแสงหนึ่ง" |
 |
เพลงที่ระลึก สมเด็จพระพี่นางฯ ในโอกาสการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ "ฟังเพลงส่งนางฟ้ากลับสวรรค์" |
|
| |
|
| |
|