หน้าแรก  |  คำถาม-คำตอบ  |  บริการสอบถาม  |   ข้อมูล/โครงการ | เว็บบอร์ด
ค้นหา :      
ไทย | Eng
  เมนูหลัก
เกี่ยวกับกระทรวง
ตราประจำกระทรวงวัฒนธรรม
ข่าวประจำวันของกระทรวงวัฒนธรรม
ข้อมูลวัฒนธรรม ๗๕ จังหวัด
ศูนย์บริการข้อมูลประชาชน Call Center 1765 กระทรวงวัฒนธรรม
ผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองตั้งแต่ปี 50-52
รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
วัฒนธรรมชาติ
ประกาศ
Web Link หน่วยงานกระทรวงวัฒนธรรม
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
กฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง
หนังสือศาสนาอิสลาม
แบบสำรวจความคิดเห็น
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
ดาวน์โหลดและข้อมูลข่าวสารภายใน
คลังภาพ
รับฟังความคิดเห็น
แบบสอบถาม
ศูนย์บริการร่วม
ศูนย์ประสานความเสมอภาคหญิง ชาย
รับสมัครงาน
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม
แผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์
แผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามทุจริต 221
เว็บไซต์ลิงค์
ศูนย์กลางข้อมูล
กระทู้สนทนา
ข่าวประชาสัมพันธ์
ปฏิทินกิจกรรม
สินค้าและบริการ
วาระงาน
 

วันฉัตรมงคล
วันฉัตรมงคล
วันฉัตรมงคล หมายถึง พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ พระแสงประจำรัชกาล ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษกเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี (ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
นอกจากตามความหมายดังกล่าวแล้ว วันฉัตรมงคล ยังเป็นวันที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๙ พ.ศ. ๒๔๘๙ ในเวลานั้น ดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" เนื่องจากในเวลานั้น ยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั่นเอง จากนั้น พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนเมื่อทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้เสด็จนิวัตประเทศไทย รัฐบาลไทยในขณะนั้น ก็ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ปวงพสกนิกรชาวไทย จึงได้ถือเอาวันที่ ๕ พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

การจัดพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามที่ปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า “ในสมัยสุโขทัยมีพิธีต้อนรับประมุขของแผ่นดินอย่างมโหฬารตั้งแต่ที่พ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย”
ในสมัยอยุธยาก็ปรากฏหลักฐานตามพงศาวดารว่า “พระมหากษัตริย์ในแผ่นดินอยุธยา เมื่อมีการเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ ทั่วทั้งเมืองจัดให้มีพิธีเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกใหญ่โตไปทั่วทั้งพระนคร”

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี ก็มิได้ทรงละทิ้งพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ให้มีความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน อีกทั้งทรงต้องการให้ยึดถือเป็นระเบียบแบบแผนในรัชกาลต่อไป โดยมีระเบียบแบบแผนตามประเพณี ดังนี้
๑. ขั้นเตรียมงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่พิธีตักน้ำ และทำพิธีเสกน้ำ ณ เจดียสถานสำคัญจากสถานที่ตักน้ำ ก่อนที่จะส่งเข้ามาทำพิธีต่อในพระนคร น้ำที่เสกนี้ใช้สำหรับถวายอภิเษก และสรงมุรธาภิเษก (น้ำรดพระเศียรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก) โดยมีระเบียบกำหนดให้ใช้น้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ และสรภู ในชมพูทวีป หรือที่เรียกว่า “ปัญจมหานที” แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ห่างจากชมพูทวีปมาก ไม่สะดวกในการเดินทาง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำจากแม่น้ำ ๑๘ แห่ง จากภายในพระราชอาณาจักรแทน นอกจากนี้ยังมีพิธีจารึกดวงพระราชสมภพในพระสุพรรณบัฏ และแกะพระราชลัญจกร (ตราประจำรัชกาล)
๒. พิธีเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ตั้งนำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์
๓. พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เริ่มจากสรงมุรธาภิเษก

ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ (เป็นพระราชอาสน์ ๘ เหลี่ยม ภายใต้เศวตฉัตร ๗ ชั้น) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ในสมัยโบราณเป็นราชบัณฑิต) และพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้ง ๘ กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล และถวายดินแดนให้อยู่ในความคุ้มครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นทรงรับน้ำอภิเษก ขึ้นสู่พระที่นั่งภัทรบิฐพระราชอาสน์องค์ใหม่ พระมหาราชครูเริ่มร่ายเวทย์พิธีพราหมณ์ เมื่อร่ายเวทย์เสร็จแล้วจึงกราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี ฉลองพระบาท เมื่อทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาสวมพระเศียร เจ้าพนักงานจะประโคมดนตรี ทหารยิงปืนใหญ่ พระสงฆ์เคาะระฆัง และสวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร หลังจากนั้นพราหมณ์ถวายพระแสงศาสตราวุธ เป็นอันเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก
๔. พิธีเบื้องปลาย เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จออก ณ มหาสมาคม เพื่อให้เหล่าข้าราชการ และประชาชนได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสทรงเข้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก
๕. เสด็จเยี่ยมราษฎร เมื่อทรงเสด็จพระราชพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนิน ให้ราษฎรได้มีโอกาสชมพระบารมี

สำหรับการจัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันฉัตรมงคลในอดีต แต่เดิมยังไม่มีพิธีนี้คงมีแต่พนักงานฝ่ายหน้าฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานสมโภชเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระองค์ทรงพระราชดำริว่า “วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัย ประเทศทั้งหลายที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองประเทศย่อมนับถือว่าวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาลต่างก็จัดงานขึ้นเป็นอนุสรณ์ ส่วนในประเทศของเรายังไม่มีควรจะจัดขึ้น แต่จะประกาศแก่คนทั้งหลายว่าจะจัดงานวันบรมราชาภิเษกหรืองานฉัตรมงคล” ผู้คนในขณะนั้นยังไม่คุ้นเคย ย่อมไม่เข้าใจจึงต้องทรงอธิบายชี้แจงยืดยาว จึงโปรดให้เรียกชื่อไปตามเก่าว่างานสมโภชเครื่องราชูปโภค แต่ทำในวันคล้ายวันราชาภิเษก นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า พระราชพิธีฉัตรมงคลเริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วันราชาภิเษกตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม ด้วยทรงมีความเข้าใจในเรื่องราวของพระราชพิธีฉัตรมงคลเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น วันฉัตรมงคลก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เข้าใจในเรื่องราวพระราชพิธีฉัตรมงคล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขและออกเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้พระราชทานตรานี้ตรงกับวันบรมราชาภิเษก ข้าราชการผู้ใหญ่จึงยินยอมให้จัดงานวันฉัตรมงคลในวันที่ตรงกับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกได้ ส่วนประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคก็มิได้ทรงละทิ้งไป

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงเปลี่ยนการพระราชพิธีจากเดิมมีการจัดพระราชพิธีที่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมาเป็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทานในพระราชพิธีฉัตรมงคล โดยทำ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ การพระราชพิธีฉัตรมงคลจะเหมือนในรัชกาลที่ ๖ และได้มีการพระราชกุศลทักษิณานุปทานในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๘๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ได้นิมนต์พระสงฆ์ ๘๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ มีการถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ แล้วเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ทพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตลอดจนการเลี้ยงอาหารและการสโมสรสันนิบาต

ในรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งพระองค์ยังทรงพระเยาว์ มีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและยังมิได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษก การพระราชพิธีนี้จึงไม่เรียกพระราชพิธีฉัตรมงคล เรียกว่า พระราชพิธีรัชมงคล
พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลที่ ๙ (รัชกาลปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชกุศลในวันฉัตรมงคลรวม ๓ วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นพิธีสงฆ์ งานพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ แล้วพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุรพการี อุทิศถวายแด่พระบรมราชบุรพการี ในวันที่ ๔ พฤษภาคม เริ่มพระราชพิธีฉัตรมงคล เจ้าพนักงานอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นใต้พระมหาปฎลเศวตฉัตร

พระราชครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์เย็น ในวันฉัตรมงคล คือ วันที่ ๕ พฤษภาคม ในตอนเช้าทรงพระราชทานภัตตาหารแด่พระสงฆ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระมหาเศวตฉัตร และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรงทหารเรือ และทหารบกยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ พร้อมกัน ๒ กอง รวม ๔๒ นัด นอกจากนี้ ยังมีพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราจุลจอมเกล้า ให้แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานด้วย หลังจากนั้น ทรงเสด็จนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ ปราสาทเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง เป็นอันเสร็จพิธี
พระราชพิธีฉัตรมงคล จึงเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยตรง

โดยส่วนใหญ่แล้วจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพระราชพิธีฉัตรมงคลตามระเบียบแบบแผนราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลตามที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น ดังนั้น เนื่องในวันฉัตรมงคล ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่จะเวียนมาถึงนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ เสียสละ เพื่อพสกนิกชาวไทยของพระองค์ได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และพสกนิกรชาวไทย ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป
**********************************
สิริวิภา ขุนเอม ศูนย์ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือวันและประเพณีสำคัญเรียบเรียงโดยศิริวรรณ คุ้มโห้

 
เชิญชมเว็บไซต์ใหม่ กระทรวงวัฒนธรรม
 
 
 
เพลงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เพลง “พ่อแห่งแผ่นดิน”   "ฟังเพลงพ่อแห่งแผ่นดิน"
เพลงเทิดพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระพี่นาง ฯ  ในโอกาสเจริญพระชนมายุ  ครบ  ๘๔  พรรษา ขับร้องโดย นพ พรชำนิ  "ฟังเพลงแสงหนึ่ง"
เพลงที่ระลึก สมเด็จพระพี่นางฯ ในโอกาสการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ  "ฟังเพลงส่งนางฟ้ากลับสวรรค์"
 
 


Ministry of Culture, 666 Borommaratchachonnani Road, Bang Plad, Bang Bamru, Bangkok Thailand 10700 Tel. +662 422 8888
กระทรวงวัฒนธรรม ๖๖๖ ชั้น ๑๕-๒๓ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม. ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๔๒๒ ๘๘๘๘
แผนที่ตั้งกระทรวง
ติดต่อ Webmaster



Counter :

Created by bangkok & tour thailand