๑๙ กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย กับ ๑๙ เรื่องชวนรู้
เนื่องในโอกาสที่วันที่ ๑๙ กันยายน เป็น “ วันพิพิธภัณฑ์ไทย ” กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเสนอ ๑๙ เรื่องชวนรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มาเล่าให้ทราบกันดังต่อไปนี้
๑. “ พิพิธภัณฑสถาน ” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . ๒๕๔๒ ว่า สถานที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ
๒.รัชกาลที่ ๔ ทรงเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “ พิพิธภัณฑ์ ” ขึ้นมาใช้ในประเทศไทย
๓.คำว่า “ พิพิธภัณฑสถาน ” มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤต “ พิพิธ ” แปลว่า ต่างๆกัน “ ภัณฑ์ ” แปลว่า สิ่งของ เครื่องใช้ “ สถาน ” หมายถึง สถานที่ แหล่ง ที่ตั้ง ดังนั้น คำว่า “ พิพิธภัณฑสถาน ” จึงแปลว่า “ สถานที่สำหรับรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นต้น
๔ . ในปีพ . ศ . ๒๔๐๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งขึ้นในพระบรมมหาราชวังและพระราชทานนามว่า “ ประพาสพิพิธภัณฑ์ ” เพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่ทรงรวบรวมไว้ แต่มิได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม โดยเรียกพิพิธภัณฑสถานในครั้งนั้นทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “ มิวเซียม ”
๕.ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งมิวเซียมหลวงขึ้นที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ภายในพระบรมมหาราชวังชั้นนอกเพื่อจัดแสดงสิ่งของต่างๆ และเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในการเฉลิมพระชนมายุครบ ๒๑ พรรษา โดยมีพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๑๗ ดังนั้น จึงถือว่า วันนี้เป็นวันกำเนิดกิจการพิพิธภัณฑ์สถาน สำหรับประชาชนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
๖. ในปีพ . ศ . ๒๕๓๘ คณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายนของทุกปีเป็น “ วันพิพิธภัณฑ์ไทย ”
๗.มิวเซียมหลวงที่หอคองคอเดีย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้จัดตั้งขึ้นนี้ ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมเฉพาะในการเฉลิมพระชนมพรรษาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จนถึงปีพ . ศ . ๒๔๓๐ พระองค์ได้ย้ายมิวเซียมหลวงจากพระบรมมหาราชวังไปจัดตั้งในพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ซึ่งมิวเซียมหลวงแห่งนี้ถือเป็นจุดกำเนิดพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย ซึ่งต่อมาก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นั่นเอง
๘.พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดียในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทั่วไป มีพระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) นายทหารในกรมทหารมหาดเล็ก เป็นหัวหน้าฝ่ายไทย และมีนายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ เป็นผู้อำนวยการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน หอคองคอเดียให้เป็นแบบสากล
๙.การจัดแสดงในหอคองคอเดีย แบ่งเป็น ๓ กลุ่มคือ ๑.ศิลปะโบราณวัตถุของไทย ๒. ศิลปะโบราณวัตถุส่วนพระมหากษัตริย์ และ ๓.ศิลปะโบราณวัตถุจากต่างประเทศ ซึ่งนายเฮนรี่ยังเป็นผู้ริเริ่มจัดทำแค็ตตาล็อกบัญชีภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย
๑๐.เจ้าหน้าที่กุเรเตอร์( curator )หรือภัณฑารักษ์คนแรกของมิวเซียมคองคอเดีย คือ สิบเอกทัด แห่งกรมทหารช่างมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาได้เป็น พลโทพระยาสโมสรสรรพการ (ทัด ศิริสัมพันธ์)
๑๑.ปีพ.ศ.๒๔๓๑ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดให้ยกฐานะพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นกรมพิพิธภัณฑสถาน ขึ้นกับกระทรวงธรรมการ และมีพระองค์เจ้าไชยานุชิต กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป เป็นเจ้ากรมคนแรก
๑๒.ในปีพ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้รวมงานของกรมพิพิธภัณฑสถานเข้ากับแผนการช่างอย่างประณีต และยกฐานะขึ้นใหม่เป็น กรมศิลปากร งานพิพิธภัณฑ์จึงมาอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
๑๓. พิพิธภัณฑ์สามารถแบ่งประเภทตามหลักสากลทั่วโลก ได้ ดังนี้ ๑.พิพิธภัณฑสถานทางศิลปะ ( Museum of Art ) ๒.พิพิธภัณฑสถานศิลปะร่วมสมัย ( Gallery of Contemporary Arts )๓.พิพิธภัณฑสถานทางธรรมชาติวิทยา ( Natural History Museum ) ๔.พิพิธภัณฑสถานทางวิทยาศาสตร์และเครื่องกล ( Museum of Science and Technology ) ๕.พิพิธภัณฑสถานทางมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา( Museum of Anthropology and Ethnology ) ๖.พิพิธภัณฑสถานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ( Museum of History and Archaeology ) ๗.พิพิธภัณฑสถานประจำท้องถิ่น ( Regional Museum ) ๘.พิพิธภัณฑสถานแบบพิเศษ ( Specialized Museum ) และ ๙.พิพิธภัณฑสถานของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ( University Museum )
๑๔.ในประเทศไทย พิพิธภัณฑสถาน ในสังกัดกรมศิลปากร ได้จ้ดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ จึงมีคำว่า “ แห่งชาติ ” กำกับ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑสถานอื่นๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานในส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ เช่น รัฐสภา สวนสัตว์ดุสิต พิพิธภัณฑสถานในส่วนประจำวัดหรือองค์การทางศาสนา เช่น พิพิธภัณฑสถานแสดงชีวประวัติหลวงปู่มั่น ท่านพุทธทาส และพิพิธภัณฑสถานของเอกชน เช่น เมืองโบราณ บ้านจิม ทอมสัน เป็นต้น
๑๕. พิพิธภัณฑสถานในความดูแลของกรมศิลปากร มี ๒ ลักษณะคือ
๑.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เป็นต้น และ
๒. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนภูมิภาค เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
๑๖.หน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานโดยทั่วไป แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ได้ดังนี้ ๑.รวบรวมวัตถุ( Collection ) ๒.จำแนกประเภทวัตถุ ( Identifying ) ๓.ทำบันทึกหลักฐาน ( Recording ) ๔.สงวนรักษา ( Preservation ) ๕.จัดแสดง( Exhibition ) และ ๖.ให้บริการทางการศึกษา ( Education )
๑๗.ผู้ที่เข้าชมพิพิธภัณฑสถานสามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น นักท่องเที่ยว / ชาวพื้นเมือง รวมถึงเจ้าของประเทศ นอกจากนี้บางแห่งยังแบ่งเป็น เด็กนักเรียน / ผู้ชมที่เป็นประชาชนทั่วไป และผู้สนใจพิเศษหรือผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น
๑๘.จุดประสงค์ของการเข้าชมพิพิธภัณฑสถาน ได้แก่ เพื่อความเพลิดเพลิน /เพื่อชมความงามและคุณค่าของวัตถุที่จัดแสดง และเพื่อการศึกษา ค้นคว้า
๑๙.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยพระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ว่า
“.......... ต้องพยายามแนะนำชักจูงคนทั่วไปให้ทราบถึงกิจการ บริการ รวมทั้งประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากพิพิธภัณฑสถาน เมื่อประชาชนได้รู้จัก ได้ใช้ และได้รับประโยชน์จากพิพิธภัณฑสถานโดยกว้างขวางแล้ว จะนับว่าเกิดประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง .... ”
อมรรัตน์ เทพกำปนาท
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
(ข้อมูลจากหนังสือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศไทย โดย สุจิตรา มาถาวร
และวิชาการพิพิธภัณฑ์ โดยนิคม มุกสิกะคามะ กุลพันธาดา จันทร์โพธิ์ศรี มณีรัตน์ ท้วมเจริญ
|