ข่าวสาร >> ปฏิทินวัฒนธรรม >> เดือน4 เหนือ เดือน2 ใต้
ถวายข้าวมธุปายาส

วันที่ 18 มี.ค. 2563
 

ถวายข้าวมธุปายาส

         

ประเพณีถวายข้าวมธุปายาสมีมาแต่ครั้งปฐมโพธิกาล คือ ตอนที่พระพุทธจ้าจะตรัสรู้ อนุตรสัมมา

สัมโพธิญาณ ซึ่งเป็นวันเดือนเพ็ญวิสาขะ หรือเพ็ญเดือน เหนือเดือน ๖ ใต้ พระองค์ได้รับข้าวที่หุง ด้วยน้ำผึ้ง

น้ำอ้อยจากนางสุชาดภรยาของคฤหบดีเมืองมคธนำมาถวายเพื่อเป็นการบูชาเทพยดา ณ ตันโพธิพฤกษ์ตามประเพณี ความเป็นมาดังนี้

          ภรรยาของคฤหบดีในเมืองราชคฤห์ ปรารถนาอยากจะได้บุตรชายไว้สืบสกุลสักคน เพราะแต่งงานมาหลายปีแล้วยังไม่มีบุตร

          วันหนึ่งนางและบริวารพากันไปอาบน้ำในแม่น้ำเนรัญชราเดินผ่านต้นศรีมหาโพธิพฤกษ์ มีต้นไม้ใหญ่สล้างกิ่งก้านสาขากว้างร่มใบหนา ใต้ร่มไม้มีทรายขาวสะอาด ประดุจเงินน่านั่งนอนภายใต้ต้นไม้นั้นยิ่งนัก นางจึงมีความคิดว่าต้นไม้นี้น่าจะมีเทพารักษ์สิงสถิตอยู่แน่นอน เมื่อคิดดังนั้นนางจึงเข้าไปกราบที่โคนต้นไม้พูดออกมาว่า ข้าแด่เทพเจ้าผู้ศักดิสิทธิ์มีมหิทธิฤธิ์ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นี้ ดิฉันขอความความกรุณาจากท่านช่วยดลบันดาลให้มีบุตรสักคนเถิด เพื่อจะให้เขาได้สืบสกุลต่อไป ข้าแต่เทวะหากท่านให้ดิฉันสมปรารถนาแล้ว ดิฉันจะนำเอาข้าวมธุปายาสมาแก้บนสังเวยท่านเป็นสัจกิริยา

          เมื่อนางอธิษฐานเสร็จแล้ว กลับไปอยู่กับสามีไม่นานเท่าใดนางก็ตั้งครรภ์ ยังความปราบปลื้มแก่คฤหบดีเป็นอันมาก เมื่อครบกำหนดนางก็คลอดลูกเป็นผู้ชายมีลักษณะงดงามสมส่วนตามลักษณะผู้มีบุญยังคงโสมนัสแก่พ่อแม่พี่น้องในตระกูล นางสุชาดารำลึกถึงคำอธิษฐานที่นางได้ขอกับเทพยดา เมื่อคลอดลูกโดยสวัสดิภาพและมีความสมบูรณ์อย่างนี้ นับว่าพระคุณท่านมีมากจึงทำการหุงข้าวมธุปายาส ซึ่งประกอบด้วย ข้าว ถั่ว งา น้ำตาล น้ำผึ้ง มะพร้าว เป็นต้น ทำอย่างประณีตแล้วใส่ถาดทองประดับด้วยดอกไม้อย่างสวยงามเดินทางออกจากบ้านพร้อมด้วยทาสีมุ่งสู่ต้นโพธิพฤกษ์ เพื่อบูชาเทพยดาผู้มเหสักข์ต่อไป

          พระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดาและนางทาสีมาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศเพราะดูพุทธลักษณะที่เต็มไปด้วยสิริโฉมอันงดงามสง่าแห่งมหาบุรุษเจ้าสามสิบสองประการ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์คือเป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม นางสุชาดาทราบเรื่องแล้ว ก็กราบถวายบังคมลากลับบ้านเรือนของตน

          หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา จากนั้นพระองค์ก็เสด็จมาบำเพ็ญเพียรอยู่ ณ โพธิ์พฤกษ์นั้นต่อจนสำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ์ญาณ

          ตำนานเดียวกันกับการถวายข้าวมธุปายาส มีตามลำดับตลอดพุทธสมัย นอกจากนั้นก็มีการถวายข้าวยาคูของนายอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น ตราบเท่าทุกวันนี้ จนกลายเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ทำหวังผล คือ ความสุขสวัสดีและบุญกุศลแก่ตน

 

ชื่อแห่งการถวายข้าวมธุปายาส

          ข้าวมธุปายาสมีชื่อหลายชื่อที่นิยมเรียกกันในท้องถิ่นและประเทศต่างๆ ส่วนมากประเทศอินเดียก็ปรากฏชื่อคือ

- ข้าวมธุปายาส คือข้าวหุง หรือกวนด้วยน้ำผึ้ง

- ข้าวยาคู ข้าวต้มที่ใส่เกลือและน้ำตาล ทำเป็นชนิดเค็มและชนิดหวาน

- ข้าววิตู ข้าวกวนด้วยน้ำอ้อย น้ำตาล ถั่วงา ทำเป็นผงและก้อน

- ข้าวกระยาสารท กวนด้วยข้าว น้ำตาล น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ถั่วงา แปะแซ ทำเป็นก้อน เป็นแผ่นในคราวงานเทศกาลอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพชนในประเพณีเดือน 10 ของภาคกลาง

  - ข้าวกระยาทิพย์ คือ ข้าวทิพย์ ข้าวที่กวนด้วยพิธีกรรม ใส่น้ำตาล น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ถั่วงา น้ำนม ทำให้เป็นก้อนโดยให้หญิงพรหมจารีกวน ถือว่าเป็นข้าวศักดิสิทธิ์ ใครได้รับประทานย่อมจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บและมีความสุขสวัสดีตลอดไป

  - ข้ามซอมต่อหลวง คือข้าวมธุปายาสของชาวไทยใหญ่ นิยมกวนข้าวนี้เมื่อเดือนยี่เหนือถวายพระพุทธในตอนเช้ามืด เรียกว่า ต่างซอมต่อหลวง

 - ข้าวพระเจ้าหลวง คือ การเรียกชื่อข้าวมธุปายาสของชาวภาคเหนือ นิยมถวายในคราวเทศกาลใหญ่ๆ เช่น เดือนยี่เป็ง เดือนสี่เป็ง เดือนแปดเป็ง เป็นต้น

   โดยมากจะกวนข้าวในรั้วราชวัตรและให้หญิงพรหมจารี หรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วถือศีลห้า ถึงศีลแปดเป็นผู้กวนในพิธีนั้น ถวายพระพุทธตอนเช้า เรียกว่าใส่บาตรข้าวพระเจ้าหลวง

 

วัตถุประสงค์การถวายข้าวมธุปปายาส

การถวายข้าวมธุปายาสเพื่ออะไร

                   การถวายข้าวมธุปายาสนับเป็นงานสำคัญที่ชาวพุทธพึงประพฤติปฏิบัติ ด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้

                   1. เป็นการปฏิบัติตามพุทธประเพณี

                   2. เป็นการบูชาพระเจ้าในวันเพ็ญเดือนยี่ เดือนสี่และวิสาขบูชา

                   3. เป็นการรำลึกถึงวันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

                   4. เป็นการสร้างสามัคคีในกลุ่มชน

                   5. เป็นการเรียนรู้ในการทำขนมหรือข้าวมธุปายาส

                   6. เป็นการถวายผลิตผลที่คนในท้องถิ่นช่วยกันสร้างขึ้นมา

                   7. เป็นการอนุรักษ์ประเพณีและศิลปะที่บรรพบุรุษสร้างไว้ยืนยงอยู่ตลอดไป

 

ประโยชน์ในการถวายข้าวมธุปายาส

          ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า สาเหตุที่ชาวบ้านพากันทำพิธีข้าวมธุปายาส เพื่อถวายพระเจ้าและบริโภคข้าวนั้น เพื่อความสุขสวัสดีแก่ตนและปิยชน คือคนที่รักของตน เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ เป็นต้น

          ประโยชน์ที่พึงได้รับ คือ

          1. เพื่อสร้างความรักสามัคคี

          2. เพื่ออนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามไว้

          3. เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ตน

          4. เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้และศิลปะแก่อนุชน

          5. เพื่อเป็นการรำลึกถึงพุทธจริยา ที่พระพุทธเจ้าทรงประพฤติในอดีต

 

เทศกาลถวายข้าวมธุปายาส

          ข้าวมธุปายาสหรือข้าวหลวงนิยมถวายในงานเทศกาลสำคัญๆ หลายคราวด้วยกัน คือ

          1. ประพฤติยี่เป็ง

          2. ประเพณีเดือนสี่

          3. ประเพณีวิสาขบูชา เดือนแปด

          4. ประเพณีปอยหลวง

          5. ในงานประเพณีเหล่านี้นิยมกวนข้าวมธุปายาส เพื่อเป็นการสร้างเสริมศรัทธาแก่ประชาชนผู้มาร่วมงาน และทางวัดนิยมแจกจ่ายข้าวมธุปายาสแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงกัน ให้เขาเหล่านั้นได้บริโภคเป็นการสร้างความสุขสวัสดี ตลอดความสามัคคีให้เกิดกลุ่มชนด้วย

 

พิธีกวนข้าวมธุปายาส

การเตรียมการจัดทำพิธีกรรมจัดทำข้าวมธุปายาส

          1. การตั้งรั้วพิธีนั้นเรียกอีกดอย่างว่า ทำราชวัตร คือบริเวณที่จะทำการหุงข้าว นึ่งข้าวและกวนข้าวมธุปายาส โดยผู้อาวุโสในวัดหรือปู่อาจารย์เป็นคนกำหนดสถานที่ให้ ขนาดกว้างประมาณ 5 – 10 เมตร เป็น 4 เหลี่ยมจัตุรัสปักธงทิว หน่อกล้วย หน่ออ้อยและก้านมะพร้าวมาทำเป็นประตูเข้าสู่บริเวณที่ทำข้าวมธุปายาส

          2. ในบริเวณนั้นทำก้อนเส้า หรือเกรียงสำหรับตั้งกระทะหรือหม้อไหที่ใช้ในการกวนข้าวมธุปายาสไว้พร้อม โยงสายสิญจน์จากพระพุทธรูปลงมาหาราชวัตรเป็นทักขิณวัตรเวียนขวาส่วนเงื่อนที่เวียนพระพุทธรูปนั้นโยงลงมาหาพระสงฆ์เพื่อเวียนบาตรน้ำมนต์ในการทำพิธี

          3. ภาชนะที่ใช้สำหรับข้าวมธุปายาสนั้นประกอบด้วย

          - กาละมัง หรือหม้อสำหรับแช่ข้าวสารเหนียวเพื่อให้ข้าวขยายตัวเวลาหนึ่งจะนิ่มน่ารับประทาน

          - หม้อนึ่ง ไหข้าว สำหรับใช่นึ่ง บางแห่งใช้รังถึง เนื่องจากนึ่งได้ปริมาณมาก

          - กระทะ ไม้พาย สำหรับกวนข้าวมธุปายาส 2-3 ชุด

          - กาละมัง หรือหม้อสำหรับใส่ข้าวมธุปายาสสุกได้ที่แล้ว

          - ถ้วยชาม หรือจานสำหรับใส่ข้าวมธุปายาส ถวายเท่าจำนวนการอดพระกายาหารของพระพุทธเจ้า 49 สำรับ

          4. วัสดุที่ใช้สำหรับกวนข้าวมธุปายาสนั้นมีหลายอย่างหลายชนิด ซึ่งเกิดขึ้นตามกำลังศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่กำหนดเอาวัสดุต่อไปนี้

 

ประเภทของแห้ง คือ

          1. ข้าวสารข้าวเหนียว

          ๒. ถั่วดำหรือถั่วแดง ถั่วแปบ

๓. งาดำ งาขาว และงาหอม

๔. ถั่วดินหรือถั่วลิสง

๕. น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปีบ

๖. น้ำอ้อย

ประเภทของสดหรือที่มีน้ำ

๑. มะพร้าวแห้งสำหรับทำน้ำกะทิ

๒. น้ำสำหรับคั้นกะทิ

๓. นมสดหรือนมกระป้อง

๔. น้ำอ้อยสด

๕. น้ำตาลสด

๖. น้ำผึ้งแท้

 

ขั้นตอนการทำข้าวมธุปายาส

          เมื่อประชาชนนำเอาวัสดุมารวมกันพอแก่ความต้องการ หรือทางวัดและคณะกรรมการจัดหาจนเพียงพอแล้ว การกระทำข้าวมธุปายาสจะเริ่มทำตั้งแต่เวลาย่ำค่ำ คือ 19 : 00 น. เป็นต้นไป โดยเริ่มต้นดังนี้

          - การนำข้าวไปแช่หรือหม่า ไว้จนพองตัวใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง

- ขูดมะพร้าวให้เพียงพอแล้วคั้นกะทิเตรียมไว้

- จัดเตรียมวัสดุพวกถั่วงาไว้อย่างพร้อมมูล โดยล้างให้สะอาดทุกอย่าง

- เตรียมน้ำอ้อย น้ำตาล นมสด นมขั้นไว้อย่างพอเพียง

- ก่อไฟ ในอั้งโล่หรือใช้เกรียง เพื่อทำการนึ่งข้าวเหนียวและพวกถั่วต่างๆ

- จัดการซาวข้าวหรือล้างข้าวสารที่แช่ไว้แล้วนำใส่ซ้าหวด หวดให้สะเด็ดน้ำแล้วนำเทลงในลังถึงหรือไหนึ่ง นึ่งบนหม้อจนสุกยกลง

- ก่อไผในรั้วราชวัตร แล้วเอากระทะขึ้นตั้งบนเกรียงแล้วนำเอาน้ำกะทิใส่ลงไป คนจนเดือดแล้วนำเอาน้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง นม เนย ใส่ลงไปให้สาวพรหมจารี หรืคนแก่ที่หมดประจำเดือนแล้ว ถือศีลห้าถึงศีลแปดเป็นผู้ช่วยอีกแรงหนึ่ง เมื่อกวนจนน้ำตาลน้ำอ้อยละลายได้ที่แล้ว นำเอาข้าวสุกลงไปคนให้ข้าวและน้ำกะทิเข้ากันอย่างดีและใส่พวกถั่ว งาต่างๆ ลงไปด้วย กวนสลับกันไปมาตลอดเวลามิให้เกิดการไหม้ก้นกะทะเพราะจะทำให้ข้าวมธุปายาสขาดคุณค่าไม่อร่อยเท่าที่ควร

เมื่อกวนจนได้ที่แล้ว ยกเทลงใส่หม้อหรือกาละมังนำไปเก็บไว้ด้านหนึ่ง ตั้งกระทะใหม่ ใส่กะทิ น้ำตาล น้ำอ้อยและข้าที่นึ่งแล้ว และคนอีกด้วยกลวิธีเดิม จนกว่าจะเพียงพอแก่ความต้องการของคณะกรรมการจากนั้นนำเอาข้าวมธุปายาสไปตักใส่ภาชนะมีถ้วยชามที่เตรียมไว้ตามจำนวน 49 สำรับ แล้วนำไปตั้งไปไว้ที่หน้าพระพุทธรูป เตรียมจะไปถวายต่อ

การกล่าวคำมธุปายาสถวายข้าว

          สมภารเจ้าอาวาสหรือปู่อาจารย์ เป็นผู้แทนศรัทธาประชาชนกล่าวคำถวาย ศรัทธาประชาชนที่มาร่วมถวายประณมมือตั้งปณิธานตามปรารถนา ปู่อาจารย์กล่าวเป็นคำร่าย ที่คนโบราณได้รจนาไว้ดังต่อไปนี้

          โย สันนิสินโน วรโพธิมูเล มารัง สะเสนัง มหันติ๋ง วิชะโย สัมโพธิมาคัจฉิวะ อนันตะญาโน โย

โลกกุดตะโม ตัง ปะนะมามิ พุทธัง ตัง ปะนะมามิ ธัมมัง ตัง ปะนะมามิ สังฆัง ตัง ปะนะมามิ คุณสาครันตัง

นะมามิ ธัมมัง มุนิราชะเทสิตัง นะมามิ สังฆัง มุนิราชะสาวะกัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา

          สุณัณตุ โภนโต เทวทัสสะโน อนุโมทะนามิมัง เอกุนปัญญาสะวจัตตา ปิณฑานิ ยาวะ เทวะปริสายะ

วิโนทยา มะยะ กาตานีติ

           สาธุ โอกาสะ

พระพุทธเจ้า

มานานว่าได้สี่สูงขัย

จึ่งจักได้ตรัส

นั่งเหนือแท่นแก้ว

มีหมู่อะระหันตาสาวะกะเจ้าตั้งแปด

ดูรุ่งเรื่องงามเป็นมหามังคละอันประเสริฐ

บุคละผู้ใดมีศรัทธาสักการะบูชา

แลข้าวตอกดอกไม้ทังมวล

อันมีในชั้นฟ้าและเมืองคน

เที่ยงแท้ดีหลี

ข้าแต่สะหรี่สัพพัญญู

ตนสร้างโพธิสมภาร

ปลายแสนมหากัปป์

ผญาสัพพัญญู

แทบเค้าไม้มหาโพธิรุกขา

นั่งแวดล้อมเป็นบริวาร

ล้ำเลิศกว่านระและเทวา

ด้วยข้าวน้ำโภชนาหาร

ก็จึงจักได้พ้นจากทุกข์แล้วได้เถิงสุข

มีเนรพานเจ้าเป็นยอด

          บัดนี้หมายมี

ผู้ข้าทั้งหลาย

ก็ได้ตกแต่งพร้อมน้อมนำมา

และปานิยังน้ำกิน

ในสมุขีกลางคลอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วางเวนเคนหื้อเป็นทาน

จุ่งจักอว่ายหน้า

ยังข้าว ๔๙ ก้อน

พยัญชนะของไขว่

ด้วยผู้ข้าจักวางเวน

สารโอกาสะมะยัมภันเต

โพธิบังงังกัง ทุติยัง

ตะติยัง จังกมะเสฏฐัง

ปัญจะมัง อัชชะปาลัญจะ

สัตตะมัง ราชายะตะนัง

เอกัสมิง ฐาเน

เอเตสัตตเหยัตตกัง

เอกนปัญญาสะ นวจัตตาพิสะ

ติรัตนพุทธะ จุฬะมณี สิงกุตตะระ

ติรัตนพุทธะ ธัมมะ สังฆะ

มหาโพธิ จุฬะมณี สิงกุตตะระ

ศิริวิหาระ สัจจะคันธะ

สะยัง ภาชนัง ฐเปตวา

ทุติยัมปิ... ฯลฯ ...

สมณศรัทธาและมูลศรัทธา

ชุตนชุองค์ชุผู้ชุคน

ยังข้าว ๔๙ ก้อน

เอามารูปนาตั้งไว้

ส่องหน้าแห่งองค์

เพื่อสวะซวาง

แก่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปฏิคคาหกะรับเอา

และปานิยังน้ำกิน

ทั้งหลายมวลถ้วนฝูงนี้แท้ดีหลี

ตามพระบาลีว่า

อิมานิ ปถมัง

อะนิมิสสะกัง

จตุตถัง รัตนฆะรัง

ฉัฏฐมุจจลินกัญจะ

 

วโรพุทโธ วสิ

สัพพะหิตัง

บุปผาลาซา

 

สรีระธาตุ

สมันตา คุตตะ

มัณฑะเร ติรัตตะนัส

สักกัจจัง เทมะ ปูเชมะ

ตติยัมปิ  สาธุโอกาส  มะยังภันเต ฯลฯ  สักกัจจัง  เทมะ  ปูเซมะ


          อิทัง โน เอกูนะปัญญาสะ นวจัตตาฬีสะ สัมมาสัมพุทธัสสะ อยัง มหาปูชโก อนุกัมปัง อุปทายะ ทีฆะรัตตัง อัตถายะ หิตายะ สุขายะ ยาวะ นิพพานายะปัจจะโย โหตุ โน นิจจัง เสร็จแล้วนำเอาข้าวมธุปายาส เข้าประเคนพระประธานเป็นเสร็จพิธี

          ข้าวมธุปายาสนี้ เรียกว่าข้าวทิพย์ ประชาชนเชื่อกันว่าหากใครได้รับประธานจะมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ มีอนามัยดี จึงนิยมแบ่งกันรับประทาน หากเด็กๆ ได้รับประธาน ก็จะทำให้ผิวพรรณน่ารัก มีสุขภาพดี สมองปลอดโปร่ง นิยมทำเป็นประเพณีตราบเท่าทุกวันนี้


ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์



ปฏิทินกิจกรรม
« ตุลาคม 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
       1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


เลขที่ ๔๐๙ ถนนพระเจ้าทันใจ ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๒๒ ๘๗๖๓  โทรสาร ๐ ๕๔๘๒ ๔๑๘๒
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม