องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> มรดกทางวัฒนธรรม
การย่างยา การย่างไฟ มหาสารคาม

วันที่ 17 ธ.ค. 2562

การย่างยา, การย่างไฟ

สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป

การย่างยาเป็นวิธีการรักษาสุขภาพวิธีหนึ่งของการแพทย์พื้นบ้านอีสาน ใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ที่มีอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว และมีจุดเด่นในการแก้อาการเจ็บป่วยด้านระบบเลือดลม กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โดยช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนดี และป้องกันเลือดตกในหรือเลือดคั่งค้าง

การย่างยา เป็นการใช้ไอน้ำและความร้อนพาตัวยาและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไปสัมผัสผิวหนัง แทรกซึมผ่านเยื่อบุเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ และผ่านเข้าทางลมหายใจที่สูดเข้าไปด้วย ทำให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทั่วร่างกายในเวลาอันรวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เป็นการเยียวยาบำบัดอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีกับคนที่มีอาการเกี่ยวกับจิตประสาทและระบบทางเดินหายใจด้วย

สมุนไพรที่นำมาใช้ในการย่างยาประกอบด้วยสมุนไพรหลักได้แก่ ใบหนาดเลือด เถาเอ็นอ่อน ใบเปล้าใหญ่ ใบเม่าหลวง หว่านชักมดลูก ขมิ้นชัน ตะไคร้ ไพล มะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบมะเฟือง และการบูร

ประวัติความเป็นมา

การย่างยาเป็นภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่มีมาแต่ดั้งเดิม มีการถ่ายทอด สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนถึงปัจจุบัน และแพร่หลายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด

การย่างยานั้นในสมัยโบราณมักจะทำให้กับหญิงหลังคลอด เพื่อเป็นการป้องกันอาการเจ็บป่วยที่จะตามมา หรือที่เรียกว่า อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว หรือบางทีเรียกว่าโรคลมผิดเดือน นอกจากนั้นยังนิยมกันในคนปกติที่ต้องการผ่อนคลาย บรรเทาความปวดเมื่อยตามร่างกาย ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และรักษาอาการเจ็บป่วยของคนทั่วไปที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น หกล้ม ตกต้นไม้ แล้วทำให้เกิดเลือดคลั่ง เลือดตกใน

การย่างยาเป็นการใช้ความร้อนทำให้สมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาได้ระเหยเป็นไอความร้อนแล้วมาอบร่างกายของผู้ที่เจ็บป่วย โดยไอความร้อนและไอของสมุนไพรจะช่วยกระจายเลือดลมช่วยให้การไหลเวียนของเลือด ลม ในร่างกายดีขึ้น ผ่อนคลายเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ และยังช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งอีก

การย่างยายังมีทำกันอยู่บางบางชุมชนในพื้นที่เขต จังหวัดมหาสารคาม คือ อำเภอเมือง อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอวาปีปทุม และอำเภอนาดูน แต่ส่วนมากจะนิยมไปรักษาในโรงพยาบาลหรือหาซื้อยามารับทานเอง ยังคงมีแต่กลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนที่เห็นความสำคัญของสมุนไพรเท่านั้นที่ยังรักษาด้วยวิธีการย่างยาอยู่

ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา

วรรณกรรมพื้นบ้าน ประกอบด้วย ประเภท โครงเรื่องของแต่ละสำนวน ลักษณะเด่นของแต่ละสำนวน และความสัมพันธ์และบทบาทในวิถีชีวิต     

ภาษา ประกอบด้วย ระบบภาษา คำและความหมาย ระบบการเขียน ภาษาเขียนดั้งเดิม ลักษณะการสื่อสาร การปรากฏใช้ วรรณกรรมมุขปาฐะ

ศิลปะการแสดง ประกอบด้วย ลักษณะการแสดง ประเภท พัฒนาการ ขนบ ความเชื่อ ลำดับขั้นตอน

การแสดง รูปแบบการจัดการแสดง โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร อุปกรณ์ และกระบวนท่า

แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล ประกอบด้วย ประเภท สถานที่ แหล่งปฏิบัติ

ระเบียบพิธีกรรม การประพฤติปฏิบัติของการแสดงออกนั้น ๆ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา เอกลักษณ์

อัตลักษณ์ และความเชื่อ

ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประกอบด้วย ประเภท ความเชื่อ วัสดุ และ

กระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ

งานช่างฝีมือดั้งเดิม ประกอบด้วย ประเภท ลักษณะพิเศษหรือเอกลักษณ์ เครื่องมือ กลวิธีการผลิตงาน

และกระบวนการจัดการองค์ความรู้ ของช่างฝีมือดั้งเดิม

การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ประกอบด้วย ประเภท ความเชื่อต่าง ๆ ที่

เกี่ยวข้อง ขนบ ข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง คุณค่า และวิธีการแข่งขัน

สมุนไพรและสรรพคุณทางยา ที่นำใช้ในการย่างยา

๑. เถาเอ็นอ่อน สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อย เสียวตามร่างกาย เมื่อยขบ แก้เส้นตึง บำรุงเส้นเอ็น ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด

๒. ใบหนาด สรรพคุณ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แก้อักเสบบวม แผลฟกช้ำ แก้ปวดข้อ และกระดูก แก้กลาก แก้บิด ขับลม แก้ปวดท้อง ขับพยาธิ แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้หืด ห้ามเลือด ขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้ริดสีดวงจมูก

๓.ส้มป่อย สรรพคุณ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แก้ฟกช้ำ ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง  ลดความดัน ๔.เปล้าใหญ่ สรรพคุณ แก้ฟกช้ำ แก้วิงเวียน ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี บำรุงธาตุ แก้คันตามตัว แก้ลมจุกเสียด บำรุงกำลัง แก้กระหาย แก้เสมหะ

๔.นาดเลือด สรรพคุณ แก้ฟกช้ำ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด บำรุงเลือด ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและระบบการหายใจแก้ผดผื่นคัน รักษาอาการผิวหนังอักเสบ ช่วยทำให้ผิวสวย

๕.ไพลหรือหว่านไฟ สรรพคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ฟกบวม บรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดยอก ลดการอักเสบ

๖.หว่านชักมดลูก สรรพคุณ รักษาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว แก้มดลูกเคลื่อน แก้ริดสีดวง

๗.ขมิ้นชัน สรรพคุณ แก้ผดผื่นคัน ลดการอักเสบ ลดอาการระคายเคืองผิว ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

๘.ใบมะเฟือง สรรพคุณ บรรเทาอาการเป็นหวัด ลดไข้ ช่วยในการดับร้อน ช่วยถอนพิษสำแดง ขับปัสสาวะ และฟอกสารพิษจากไต แก้โรคนิ่ว ลดการสะสมแคลเซียมที่กระเพาะปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเล็ด แก้ผื่นคัน

๙.ใบมะกรูด สรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดี

o.ใบตะไคร่หอม สรรพคุณ ไล่เลือด ไล่ลม

๑๑.ใบตะไคร้ธรรมดา สรรพคุณ ช่วยเพิ่มความสดชื่น ลดอาการฟกช้ำ ลดอาการปวดเมื่อย

๑๒.ใบมะขาม สรรพคุณ แก้ผดผืน ช่วยให้เส้นเอ็นหย่อน แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ช่วยบำรุงผิว

๑๓.ใบเม่าหลวง สรรพคุณ แก้ฟกช้ำ แก้อาการโลหิตจาง ซีดเหลือง เลือดไหลเวียนไม่ดี

แก้อาการท้องบวม ขับปัสสาวะ แก้มดลูกพิการ มดลูกช้ำบวม อาการตกขาว ช่วยขับโลหิตและน้ำคาวปลาของสตรี ช่วยบำรุงไต แก้โรคผิวหนัง แก้เส้นเอ็นพิการ แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

๑๔.การบูร สรรพคุณ บำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท

อุปกรณ์ที่ใช้ในการอย่างยา

๑. แคร่ไม้ไผ่ ขนาดกว้าง ๒ เมตร ยาว ๑ เมตร หรือตามที่หาได้

๒. สมุนไพรที่ใช้ประกอบการย่าง

๓. ถ่านไฟ

๔.แผ่นสังกะสี

๕. ครุถังใส่น้ำ

๖. ผ้าห่มสองผืนสำหรับปู 1 ผืน และสำหรับคลุมร่างกาย 1 ผืน

ขั้นตอนการการย่างยา

๑. เตรียมสมุนไพรท้องถิ่น โดยอาศัยเก็บจากบริเวณหมู่บ้าน  ตามอาการของผู้ป่วย

๒. เตรียมก่อไฟให้เป็นถ่านแดง

๓. นำถ่านไฟแดงใส่บนแผ่นสังกะสี

๔. เตรียมแคร่ที่จะใช่ย่าง โดยพรมน้ำบนแคร่แล้วยกมาตั้งไว้ในที่โล่ง

๕. นำสมุนไพรที่เตรียมไว้ไปปูบนแคร่

๖. นำแผ่นสังกะสีที่มีถ่านไฟแดง ไปไว้ใต้แคร่

๗. นำผ้าห่มหนึ่งผืนชุบน้ำแล้วนำไปปูทับบนสมุนไพรบนแคร่

๘. ให้ผู้ป่วยขึ้นไปนอนบนแคร่ที่ปูผ้าห่อและสมุนไพรไว้

๙. นำผ้าห่มอีกหนึ่งผืนคลุมร่างผู้ป่วยตั้งแต่ศรีษะจนถึงปลายเท้า

๑๐. เมื่อเหงื่อออกแล้วให้พลิกร่างกายผู้ป่วย

๑๑. ขณะที่ทำการย่างยา หมอยาต้องคอยควบคุมความร้อนของถ่านไฟหากร้อนมากในพรมน้ำเป็นระยะ

๑๒. เมื่อผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น หรือมีเหงื่อซึมออกมาทั่วร่างกายแล้วก็ให้ลงจากแคร่

การแต่งกายของผู้ที่จะย่างยา ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ระยะเวลาในการย่าง 

การย่างยาจะย่างจนกว่าเหงื่อจะออกทั่วร่างกาย ประมาณ ๓๐ นาทีถึง ๑ ชั่วโมงต่อครั้ง ในแต่ละวันจะย่างกี่ครั้ง และต้องย่างกี่วันขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

ระดับเล็กน้อย ย่างไฟครั้งละ ๓๐นาทีถึง ๑ ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง ๑ ถึง ๒ วัน

ระดับปานกลาง ย่างไฟครั้งละ ๑ ถึง ๒ ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง ๒ ถึง ๔ วัน

ระดับการเจ็บป่วยรุนแรง เช่นกระดูกหัก หมดสติ หลังจากได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ย่างไฟครั้งละ ๒ ถึง ๓ ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง ๓ ถึง ๕ วัน

ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติ ในการย่างยา

๑. ผู้รับบริการไม่ควรดื่มน้ำเย็นขณะทำการย่างแคร่

๒. ต้องคอยสอบถามอาการผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง

๓. ไม่ควรทำในรายที่มีไข้ อ่อนเพลีย และผู้ที่มีประจำเดือน

๔. ควรทำหลังรับประทานอาหารแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง

๕.คนที่ฟกช้ำจากการอุบัติเหตุหากมีบาดแผลห้ามย่าง

๖. ผู้ป่วยที่มีไข้ตัวร้อนห้ามย่าง

๗. หรับผู้ป่วยที่เป็นผู้วิกลจริตหรือลมบ้าหมูควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

๘.หลังการย่างยาไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

การย่างยาเป็นการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าการไปรักษาในสถานพยาบาลหรือการซื้อยามารับประทานเอง โดยการนำพืชสมุนไพรในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์เพื่อการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพายาที่ซื้อจากร้านขายยา แสดงให้เห็นการดำรงชีพแบบพอเพียงของชุมชน

ภูมิปัญญาการย่างยาเป็นการส่งเสริมความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านให้กับคนในชุมชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคของคนในชุมชนยังมีความรู้อยู่ในวงจำกัด  ดังนั้นจึงควรมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรสู่คนทั่วไปในชุมชนและมีการส่งเสริมการปลูกสมุนไพรภายในครัวเรือน เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปและเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การย่างยาเป็นนำภูมิปัญญาด้านสมุนไพรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่และสามารถรักษาอาการเจ็บป่วย

บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

การย่างยายังมีการทำอยู่ในชุมชนในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ชาวบ้านนิยมเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล ดังนั้นการย่างยาจึงใช้เฉพาะกรณีเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆและรักษากันภายในกลุ่มชาวบ้านรุ่นเก่าบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งภูมิปัญญาการย่างยานี้จะพบเห็นได้น้อยและอาจจะสูญหายไปจากท้องถิ่นเนื่องจากการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันมีความสะดวกและรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านได้มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการย่างยานี้ไว้เพื่อให้คงอยู่คู่กับชุมชน โดยการนำของนายบุรี รัตนะวงศ์ร่วมกับสมาชิกที่เป็นหมอยาได้จัดตั้งเป็นกลุ่มหมอยาสมุนไพรบ้านเชียงเหียน ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน ๕๐ คนเพื่อดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย การอนุรักษ์และถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่เยาวชนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาผ่านโครงการหมอยาน้อย และเป็นวิทยากรบรรยายให้แก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ภายในจังหวัดมหาสารคามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภูมิปัญญาด้านนี้คงอยู่ในชุมชนต่อไป

สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม

ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญ และขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ทำให้ส่วนมากเมื่อมีปัญหาสุขภาพก็จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือไปหาซื้อยามารับประทานเอง และหลายชุมชนไม่มีหมอยาที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ทำให้ไม่มีผู้ที่จะสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรได้

รายชื่อผู้สืบทอดหลัก

นายบุรี ขัติยะวงศ์   อายุ ๘๒ ปี อาชีพหมอยา องค์ความรู้ด้านที่ได้รับการสืบทอด คือ รักษาโรคเกี่ยวกับโรคเลือด อาการผอม แห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ ประจำเดือนมาไม่ปกติ รักษาโดยใช้สมุนไพรทั้งวิธีการย่าง การต้ม การฝน การอบ จำนวนปีที่สืบทอดปฏิบัติ ๕๒ ปี อยู่ที่ ๑๒๕ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

นายโส รัตนพลแสน อายุ  ๘๐ ปี อาชีพหมอยา องค์ความรู้ด้านที่ได้รับการสืบทอด คือการรักษาโรคเลือด อาการมดลูกไม่ดี ลมไม่ดี แม่ลูกอ่อนน้ำนมไม่ดี โรคริดสีดวง ถ่ายเป็นเลือด กระเพาะอาหาร กษัยเส้น โรคไต ปัสสาวะเหลือง ปัสสาวะเป็นเลือด ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคนิ่ว การรักษาใช้วิธีรักษาโดยยาฝน ยาต้ม ยาย่าง จำนวนปีที่สืบทอดปฏิบัติ ๗๔ ปี อยู่ที่ ๒๐๘ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

นายบัวพัน จิตรเฉลียว อายุ ๕๖ ปี อาชีพหมอยา องค์ความรู้ด้านที่ได้รับการสืบทอด คือ การรักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะ ริดสีดวง เบาหวาน ปวดขา ปันดง โดยใช้สมุนไพรต้มหรือยาหม้อ และยาย่าง จำนวนปีที่สืบทอดปฏิบัติ ๔๑ ปี อยู่ที่ ๒๐๗ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

บุคคลอ้างอิง

๑.นายบุรี ขัติยะวงศ์ บ้านเลขที่ ๑๒๕ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๒.นายโส รัตนพลแสน บ้านเลขที่ ๒๐๘ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๓.นายบัวพัน จิตรเฉลียว บ้านเลขที่ ๒๐๗ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๔.นายสายสมร รัตนพลแสน บ้านเลขที่ ๕๐ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๕.นายคำพอง ขัติยะวงศ์ บ้านเลขที่ ๕ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๖.นายประยงค์ พลแสน บ้านเลขที่ ๑๐๐ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๗.นายด่อน มหาโคตร บ้านเลขที่ ๒๕๘ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๘.นางลำปาง นิลเนตร บ้านเลขที่ ๑๑๘ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

๙.นางมะลิวรรณ รัตนพลแสน บ้านเลขที่ ๕๐ หมู่ ๑๘ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม


pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 
  30/06/2564 ถนนสายวัฒนธรรมนครจำปาศรี
     



ปฏิทินกิจกรรม
« ธันวาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


อาคารศูนย์ราชการจังหวัดมหาสารคาม ชั้น ๓ ห้อง ๓๐๒, ถนนเลี่ยงเมืองมหาสารคาม-ร้อยเอ็ด, ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง
จังหวัดมหาสารคาม, ๔๔๐๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๖๑ โทรสาร ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๔๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม