องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> มรดกทางวัฒนธรรม
ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก มหาสารคาม

วันที่ 17 ธ.ค. 2562

ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก

พื้นที่ปฏิบัติ

บ้านกุดรัง ตำบลกุดรัง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม

บ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

บ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลพระธาตุ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม

สาระสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เป็นผลิตผลผ้าทอที่เกิดจากการพัฒนาภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านการทอผ้าของท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในแถบจังหวัดมหาสารคาม เป็นกระบวนการทอผ้าไหมให้เกิดเป็นผืนผ้าที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม ประณีต ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากเป็นการสร้างสรรค์ลายผ้าโดยนำลวดลายพื้นฐานที่มีมาแต่โบราณคือลายโคม เช่น โคมห้า โคมเจ็ด โคมเก้า    มาพัฒนาให้เป็นลายที่มีความละเอียดและเพิ่มสีสันให้สวยงามขึ้นเรียกชื่อว่า "ลายสร้อยดอกหมาก” โดยนำโครงสร้างของลายโคมห้ามามัดย้อมซ้อนกับลายโคมเก้าแล้วโอบหมี่แลเงา ให้มีลายแน่นขึ้น      มีความละเอียดมากขึ้น และเพิ่มเติมสีสันให้สวยงาม หลากหลาย ทำให้ได้ลายผ้าขนาดเล็กและประณีต

กระบวนการสำคัญในการทอผ้าไหมสร้อยดอกหมาก เริ่มจากการสาวไหมโดยเลือกไหมที่เส้นเล็กสม่ำเสมอ นำเส้นไหมไปฟอกและย้อมสี การเข็นเส้นไหม การค้นเครือหูก การสืบหูก การมัดหมี่  และการย้อมหมี่ การมัดหมี่ซึ่งต้องกำหนดรูปแบบลายให้สม่ำเสมอ ลักษณะการมัดส่วนของวงโคมเก้าต้องมัดไม่ให้เป็นเหลี่ยม วงดอกทั้งปอยหมี่ไม่ต่ำกว่า ๔๙ ดอก คือ ๗๓ ลำ เพื่อให้ได้ลายที่แน่น ละเอียด และสวยงาม โดยมีขั้นตอนของการมัดหมี่ คือ มัดหมี่ตั้งโครงร่างของลาย นำไปย้อมสี แล้วโอบแลเงานำไปกัดสีออกให้ไหมขาว แล้วมัดขวางตรงเชิงของลาย นำหมี่ไปย้อมสีแล้วโอบสี นำหมี่ที่โอบแล้วไปย้อมสีพื้น ซึ่งการเลือกสีที่จะย้อมและสีพื้นนั้นขึ้นกับความต้องการของช่างทอแต่ละคน

เอกลักษณ์ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก คือ ลายดอกเล็กละเอียด ลวดลายสวยงามสม่ำเสมอตลอดทั้งผืน สีของผ้า สวยงาม และสม่ำเสมอไม่มีรอยด่าง เส้นไหมเป็นเส้นเล็กเรียบเสมอทั้งผืนด้วยด้ายพุ่งและด้ายยืน พื้นผ้ามีความละเอียดเนื้อแน่น สม่ำเสมอไม่มีรอยโปร่ง

ประโยชน์ใช้สอยผ้าไหมสร้อยดอกหมาก นิยมนำไปใช้เป็นผ้านุ่งเป็นหลัก นอกจากนั้นสามารถนำไปตัดเย็บเป็นกระโปรง เสื้อ กางเกง และประยุกต์ไปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ได้หลากหลาย เช่น กระเป๋า ย่าม หมวก ซองใส่เอกสาร และของที่ระลึกอีกหลายชนิด

ประวัติความเป็นมา

การทอผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านการทอผ้าของประชาชนท้องถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในแถบจังหวัดมหาสารคามที่สืบทอดกันมาแต่อดีตกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นกระบวนการทอผ้าไหมให้เกิดเป็นผืนผ้าที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม ประณีต ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากเป็นการสร้างสรรค์ลายผ้าโดยนำลวดลายพื้นฐานที่มีมาแต่โบราณคือลายโคม เช่น โคมห้า  โคมเจ็ด โคมเก้า มาพัฒนาให้เป็นลายที่มีความละเอียดและเพิ่มสีสันให้สวยงามขึ้นเรียกชื่อว่า "ลายสร้อยดอกหมาก” เนื่องจากลายดอกได้แรงบันดาลใจจากดอกหมาก ซึ่งในอดีตนั้นต้นหมากมีให้เห็นอยู่ทั่วไปตามหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยผู้คนสมัยก่อนนิยมกินหมากกัน และต้นหมากนั้นมีดอกขนาดเล็กมีกลีบแหลมหกกลีบเรียงเป็นสองชั้นสีขาวแกมเหลือง มีเกสรอยู่ใจกลางดอกเป็นเส้นเล็กๆ แผ่ออกมา ดูสวยงาม เมื่อออกดอกจะเรียงร้อยต่อกันเป็นสายและออกเป็นช่อระย้าย้อยลงมา ทำให้ช่างทอเห็นแล้วเกิดความประทับใจจึงได้นำลักษณะของดอกหมากมาสร้างสรรค์เป็นลายผ้า โดยนำโครงสร้างของลายโคมห้ามามัดย้อมซ้อนกับลายโคมเก้าแล้วโอบหมี่แลเงา ให้มีลายแน่นขึ้น มีความละเอียดมากขึ้น และเพิ่มเติมสีสันให้สวยงาม หลากหลายในการมัดย้อมแต่ละครั้ง ทำให้ได้ลายผ้าขนาดเล็กและประณีต แล้วเรียกลายผ้านี้ว่า "ลายสร้อยดอกหมาก” ด้วยความละเอียดสวยงามจึงเป็นผ้าที่นิยมใช้กันในอดีต และมีการสืบทอดต่อกันมาในวัฒนธรรมการทอผ้าของกลุ่มผู้คน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณจังหวัดมหาสารคาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 

ด้วยความยากในการทอ และความซับซ้อนของขั้นตอนการทอผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการทอ จึงทำให้ชาวบ้านในเขตจังหวัดมหาสารคามเลิกทอผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากไประยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ นายดุสิต โพธิ์จันทร์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ๕ ได้เห็นผ้าลายสร้อยดอกหมากซึ่งเป็นผ้าลายโบราณที่มีความสวยงามจึงได้เข้ามาช่วยพัฒนากระบวนการมัดหมี่จากเดิมที่เป็นลายเรขาคณิตซึ่งดูแล้วแข็งกระด้างให้มีลักษณะลายที่โค้งมนขึ้นดูไม่แข็งกระด้าง ปรับปรุงการมัดหมี่ให้แน่นขึ้น ทำให้ได้ดอกที่มีขนาดเล็ก และพัฒนากระบวนการย้อมสีให้มีความเงางาม แล้วถ่ายทอดให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนางสมจิตร บุรีนอก ชาวบ้านกุดรัง ต.กุดรัง อ.กุดรังจังหวัดมหาสารคาม กระทั่งปี พ.ศ.๒๕๔๔ ในยุคที่ท่านสิริเลิศ เมฆไพบูลย์ มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ท่านได้มีนโยบายส่งเสริมเอกลักษณ์ของจังหวัดมหาสารคาม จึงได้มีการจัดการประกวดผ้าไหมเมืองมหาสารคามโดยให้แต่ละอำเภอส่งผ้าไหมเข้ามาประกวด ซึ่งมีจำนวนผ้าไหมที่ส่งเข้ามากว่า ๓๐๐ ผืน ปรากฏว่า ผ้าไหมที่ชนะการประกวดในครั้งนั้นคือ ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก จากอำเภอกุดรัง ผลงานของนางสมจิตร บุรีนอก ได้รับรางวัลชนะเลิศ และได้ยกเอาผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นผ้าไหมประจำจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นจึงได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ทอผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมากกันอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน

เอกลักษณ์ของผ้าไหมสร้อยดอกหมาก

๑. เอกลักษณ์ด้านลวดลาย รูปทรงของลายเป็นรูปดอกหมากขนาดเล็ก ลายดอกประกอบด้วยส่วนสำคัญคือ ช่อดอกโบราณนิยมย้อมสีเขียว กลีบดอกโบราณนิยมย้อมสีแดง และเกสรดอกโบราณนิยมย้อมสีเหลือง ส่วนพื้นนิยมย้อมเป็นสีเม็ดมะขาม เมื่อผ้าลายสร้อยดอกหมากทอสำเร็จเป็นผืนผ้าออกมาแล้วจะเห็นลายดอกที่มีสีสันทั้งสีเขียว สีแดง สีเหลือง ตัดกับสีพื้นทำให้ลายปรากฏอย่างโดดเด่น ด้วยส่วนประกอบของลายดอกและสีที่ใช้จึงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าไหมสร้อยดอกหมากที่ไม่ปรากฏในผ้าไหมลายอื่นๆ นอกจากนี้ปัจจุบันยังได้มีการคิดค้นสีที่นำมาย้อมส่วนต่างๆ ของลายดอกและสีพื้นที่หลากหลาย 

๒. เอกลักษณ์ด้านเทคนิคภูมิปัญญา ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากใช้เทคนิคการมัดลายซ้อนกัน คือการมัดลายโคมห้า มัดซ้อนกับลายโคมเก้าซึ่งเป็นลายที่มีมาแต่โบราณ จากนั้นจึงทำการโอบหมี่แลเงาเพื่อให้ลายมีความแน่น และส่วนประกอบของลายดอกมีความละเอียด ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษเป็นจุดเด่นคือเกิดเป็นลายดอกขนาดเล็กที่มีความละเอียดอย่างยิ่ง เมื่อนำมาย้อมสีลงไปในการย้อมแต่ละครั้งทำให้ได้สีที่สวยงาม เมื่อทอออกมาเป็น ผืนผ้าแล้วจะทำให้เห็นลายดอกหมากที่มีรูปทรงเป็นช่อชั้น และมีสีสันที่สวยงามจับตา เรียงร้อยเป็นเส้นสายบน ผืนผ้าไหมตลอดทั้งผืน ด้วยการใช้เส้นไหมแท้ที่เป็นเส้นเล็กเรียบทั้งด้ายพุ่งและด้ายยืน ทำให้ได้ผืนผ้าไหมมีความละเอียดเนื้อแน่น สม่ำเสมอไม่มีรอยโปร่ง และเมื่อถูกแสงแดดก็จะเกิดความแวววาวสวยงาม

กระบวนการผลิต

๑. การสาวไหม ทำได้โดยการต้มตัวไหม โดยใช้หม้อที่มีความกว้างของปากวัดโดยรอบประมาณ ๒๕ นิ้ว โดยทั่วไปใช้หม้อนึ่งข้าว ปากหม้อนั้นครอบด้วยไม้โค้งคล้ายห่วงของถังไม้และใช้ไม้ลักษณะแบนเจาะรูตรงกลางพาดระหว่างห่วงทั้งสองข้าง และเหนือไม้แบนๆ นี้ มีไม้รอกซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม จากนั้นเอาฝักไหมที่จะสาว  ใส่ลงไปในหม้อ ต้มประมาณ ๓๐ – ๕๐ นาที ระหว่างที่รอ ให้คนรังไหมในหม้อประมาณ  ๒ – ๓  ครั้ง ให้รังไหมสุกทั่วกัน แล้วเอาแปรงชะรังไหมเบาๆ เส้นไหมก็จะติดแปรงขึ้นมา จึงนำมาสอดที่รูตรงกลางของไม้ระหว่างห่วง ทั้งสองข้าง และสาวให้พ้นรอก  ๑  รอบ จากนั้นเวลาสาวไหม จะใช้มือทั้งสองข้าง โดยมือหนึ่งสาวไหมจากรอก  ลงภาชนะที่รองรับเส้นไหม ส่วนอีกมือหนึ่งถือไม้อันหนึ่งเรียกว่า "ไม้ขืน" ซึ่งมีลักษณะเป็นง่ามยาวประมาณ ๑ ศอกเพื่อใช้ในการกดและเขย่ารังไหมที่อยู่ในหม้อเพราะรังไหมที่อยู่ในหม้อนั้นจะลอยขึ้นมาถ้าไม่กด และเขย่ารังไหมจะเกาะกันแน่นสาวไม่ออก หรือออกมาในลักษณะที่เส้นไหมมีขนาดไม่สม่ำเสมอกัน เครื่องสาวไหมทั้งหมดเรียกว่า "เครื่องพวงสาว" การสาวไหมนี้ต้องหมั่นเติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะระวังอย่าให้น้ำถึงกับร้อนและเดือด

เครื่องมือในการสาวไหมประกอบด้วย

๑. เครื่องสาวไหม หรือ พวงสาว คือ รอกที่ใช้ดึงเส้นไหมออกจากหม้อ

๒. เตาไฟสำหรับต้มรังไหม อาจเป็นเตาถ่านหรือเตาที่ใช้ฟืนก็ได้

๓. หม้อสำหรับต้มรังไหมจะเป็นหม้อดินหรือหม้อเคลือบก็ได้ ที่นิยมใช้หม้อนึ่งข้าวเหนียว

เรียกว่าหม้อนึ่งเพราะมีขอบปากบานออกรับกับพวงสาวได้พอดี

๔. แปรงสำหรับชะรังไหมทำด้วยฟางข้าว

๕. ถังใส่น้ำ เพื่อเอาไว้เติมน้ำในหม้อต้มเมื่อเวลาน้ำร้อนเดือด

๖. ไม้ขืน สำหรับเขี่ยรังไหมในหม้อให้เป็นไปตามต้องการและให้เส้นไหมผ่านขึ้นไปยังรอก

๗. กระบุงหรือตะกร้า สำหรับใส่เส้นไหม

๒. การฟอกไหม  หลังจากที่สาวไหมจนหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ต้องนำไหมที่ได้นั้นมาฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกไหม ชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่หาง่ายอยู่ใกล้ตัว เช่น กาบกล้วย ใบกล้วย ต้นกล้วย ผักโขมหนาม ต้นตัง ไก่น้อย งวงต้นตาล ก้านตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาฝานให้บาง  ผึ่งแดดให้แห้ง และเผาไฟจนเป็นเถ้า นำเถ้าที่ได้ไปแช่น้ำไว้ให้ตกตะกอน ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส นำไหมที่จะฟอกลงแช่โดยก่อนจะนำไหมลงแช่จะต้องทุบไหมให้อ่อนตัว เพื่อที่น้ำจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาว   จึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ตามวิธีเดิมอีก จากนั้นการดึงไหมออกจากลุ่มไหมจะต้องทำโดยระมัดระวังไม่ให้พันกัน เส้นไหมที่ฟอกแล้วจะอ่อนตัวลง เส้นนิ่ม

๓. การมัดหมี่ คือ การทำผ้าไหมให้เป็นลายและสีสันต่างๆ ตามแบบหรือลายที่ได้ออกแบบไว้  ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแบบลายที่เป็นแบบลายโบราณและแบบที่เป็นลายประยุกต์  โดยการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งด้วยเชือกฟางมัดลายแล้วนำไปย้อมสี  จากนั้นนำมามัดลายอีกแล้วย้อมสีสลับกันหลายครั้ง  เพื่อให้ผ้าไหมมีลวดลายและสีตามต้องการ

การย้อมสีไหม สีไหมที่นิยมใช้ย้อมมี  ๒  ชนิด  คือ

๔.๑ สีย้อมที่ได้จากธรรมชาติ ได้จากต้นไม้ ใช้ได้ทั้งใบ เปลือก ราก แก่นและผล ชาวอีสานรู้จัก

การย้อมสีไหมให้ได้สีตามต้องการ จากสีธรรมชาติมานานแล้ว มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควรเริ่มจากไปหาไม้ที่จะให้สีที่ต้องการ ซึ่งจะอยู่ในป่าเป็นส่วนใหญ่ บางสีต้องการใช้ต้นไม้หลายชนิด ทำให้ยุ่งยาก เมื่อได้มาแล้วต้องนำมาสับมาซอย หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มกรองเอาน้ำให้ได้มากตามต้องการ แล้วจึงนำไปย้อมแต่ละครั้งสีจะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนเดิมทีเดียว ทำให้เกิดรอยด่างบนผืนผ้าได้ ปัจจุบันจึงนิยมใช้สีเคมีเป็นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เพราะย้อมง่าย ขั้นตอนที่ทำไม่ยุ่งยากซับซ้อนสีที่ได้สม่ำเสมอ จะย้อมกี่ครั้งๆ ก็ได้สีเหมือนเดิมและสีติดทนนานมากกว่าสีจากธรรมชาติ ต้นไม้ที่นำย้อมแบบพื้นบ้าน สีที่ย้อมจากธรรมชาติ มีดังนี้

๑. สีแดง ได้จาก ครั่ง รากยอ

๒. สีน้ำเงิน ได้จาก ต้นคราม

๓. สีเหลือง ได้จาก แก่นขนุน ขมิ้นชัน แก่นเข

๔. สีเขียว ได้จาก เปลือกสมอและใบหูกวาง ใบเตย

๕. สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า

๖. สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ

๗. สีดำ ได้จาก เปลือกสมอ และลูกมะเกลือ ลูกระจาย

๘. สีส้ม ได้จากลูกสะตี (หมากชาตี)

๙. สีน้ำตาลแก่ ได้จาก จานแก่นอะลาง

๑๐. สีกากีแกมเขียว ได้จาก เปลือกเพกากับแก่นขนุน

๑๑. สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสงกับแก่นแกแล

 

๔.๒ สีย้อมวิทยาศาสตร์ หรือสีสังเคราะห์ มีส่วนผสมทางเคมีวิธีย้อมแต่ละครั้ง จะใช้สัดส่วน

ของสี และสารเคมีที่แน่นอน  สีที่ได้จากการย้อมแต่ละครั้งจะเหมือนกัน แหล่งทอผ้าในปัจจุบันนิยมใช้สีย้อมวิทยาศาสตร์

๕.การทอผ้าไหม วิธีการในการทอผ้าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะออกมาเป็นผ้าผืน คือการทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม ๒ ชุด  คือชุดแรกเป็น "เส้นไหมยืน”จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ (เครื่องทอ)  หรือแกนม้วนด้านยืน  อีกชุดหนึ่งคือ "เส้นไหมพุ่ง”  จะถูกกรอเข้ากระสวย  เพื่อให้กระสวยเป็นตัวนำเส้นด้ายพุ่งสอดขัดเส้นด้ายยืนเป็นมุมฉาก  ทอสลับกันไปตลอดความยาวของผืนผ้า  การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน  แล้วจึงวกกลับมา  จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน  ส่วนลวดลายของผ้านั้นขึ้นอยู่กับการวางลายผ้าตามแบบของผู้ทอที่ได้ทำการมัดหมี่ไว้

คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

แต่เดิมชาวบ้านแถบจังหวัดมหาสารคามทอผ้าลายโบราณ ตามแบบบรรพบุรุษอยู่หลายลายด้วยกัน ภายหลังลายเก่าแก่เหล่านี้ก็เริ่มสูญหายไปจากชีวิตการทอผ้าของชาวบ้าน เนื่องจากความยากในการทอ ลายสร้อยดอกหมากก็เป็นลายผ้าโบราณลายหนึ่งที่เกือบจะสูญหายไปจากท้องถิ่น ด้วยความที่ลายผ้ามีความละเอียดมาก ผู้ทอต้องมีความรู้ในเรื่องของลาย และมีฝีมือทั้งในการมัดและการทอ ถ้าไม่มีความชำนาญ การย้อมสีอาจไม่สม่ำเสมอทำให้ลายผ้าผิดเพี้ยนไป นอกจากนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการทอมาก    จึงเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านไม่นิยมทอผ้าลาย "สร้อยดอกหมาก” จนกระทั่งทางจังหวัดมหาสารคาม ได้จัดให้มีการประกวดผ้าไหมประจำจังหวัดขึ้น ปรากฏว่าผ้าไหมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศนั้น คือ ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เพราะมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมาก จึงได้เลือกผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากเป็นผ้าไหมประจำจังหวัด พร้อมกับสนับสนุนให้ชาวบ้าน ทอผ้าลายนี้ให้มากขึ้น ทำให้ขณะนี้กลุ่มทอผ้าไหมทุกอำเภอของจังหวัดมหาสารคาม ต่างก็หันมาผลิตผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากกันมากขึ้น

"ลายสร้อยดอกหมาก” เป็นชื่อลายตามคำเรียกของคนโบราณ ปัจจุบันชาวบ้านอาจเรียกต่างกันไป ในแต่ละท้องถิ่น  เช่น  ลายเกล็ดปลา  หรือลายโคมเก้า  เกิดจากการนำเอาลายโคมห้ามามัดซ้อนกับลายโคมเก้าและทำการโอบหมี่แลเงาเพื่อให้ลายแน่นขึ้นละเอียดขึ้น ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษเป็นจุดเด่นคือเป็นลายเล็กที่มีความละเอียดอย่างยิ่ง เมื่อนำมาประยุกต์สีสันต์ลงไปในการมัดย้อมแต่ละครั้งเกิดเป็นช่อชั้นทำให้มองดูสวยงามจับตามีคุณค่ามากขึ้น

การทอผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เส้นไหมที่ใช้จะต้องเส้นเล็กมีความสม่ำเสมอ การทอผ้าไหม   ลายสร้อยดอกหมาก ใช้เวลาในการทอมากและขึ้นอยู่กับความละเอียดของลาย เฉพาะการมัดหมี่ใช้ระยะเวลานาน ๔ – ๕ วัน ยิ่งลายละเอียดก็ต้องขยายลำหมี่ให้มากขึ้นเป็น  ๔๙  ลำ หรือเป็น  ๗๓  ลำ ดอก จะมีขนาดเล็กลงไป ส่วนขั้นตอนการทอใช้เวลาประมาณ ๑๕ วันต่อหนึ่งผืน

บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ชาวบ้านได้มีการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดรังโดยมี นางสมจิตร  บุรีนอก เป็นหัวหน้ากลุ่มและเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง  ซึ่งเดิมทำการทอผ้าไว้สำหรับใช้งานในบ้านอยู่แล้ว  เมื่อมีการทอผ้าได้มากขึ้นจึงมีการนำผ้าทอได้ไปจำหน่าย  จึงเกิดแนวคิดในการรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตและหาตลาดจัดจำหน่าย  เพื่อสร้างรายได้  สร้างอาชีพแก่กลุ่มแม่บ้าน  โดยมีจำนวนสมาชิกในเบื้องต้น  จำนวน ๑๕ คน  เพื่อจัดตั้งกลุ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ กลุ่มได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน  โดย ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน ๓๒ คนกลุ่มได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากพระครูสารกิจจานุยุตะและส่วนราชการต่างๆ  ทั้งในด้านเงินทุน อาคาร สถานที่ อุปกรณ์  และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต  ด้านการจัดหาวัตถุดิบ  กลุ่มได้ซื้อเส้นไหมจากวิสาหกิจชุมชนโรงสาวไหมชุมชนโนนงาม ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม  และจากจังหวัดใกล้เคียง  และวัตถุดิบอื่นในการย้อมเส้นไหมหาซื้อได้จากภายในท้องถิ่น ด้านการการผลิตสินค้า กลุ่มได้ทำการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยฟื้นฟูการทอผ้าไหมลาย  "สร้อยดอกหมาก” ซึ่งเป็นลายผ้าดั้งเดิมของท้องถิ่นอีสานซึ่งเกือบจะสูญหายไป นอกจากจะทำการทอผ้าไหมแล้วยังได้มีการนำผาไหมไปตัดเย็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและของใช้ต่างๆ

สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม

ปัญหาและอุปสรรคในปัจจุบันคือ กำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันขึ้นปีใหม่  เนื่องจากมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก  และในการทอผ้าไหมต้องใช้ความประณีตและระยะเวลานานพอสมควร  ทำให้การสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าแต่ละครั้งใช้เวลานานกว่าจะได้สินค้าอาจทำให้ลูกค้าไม่ซื้อสินค้า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในฤดู  ทำนาอาจทำให้ขาดกำลังผลิตสินค้า ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แนวทางแก้ไข สมาชิกสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทอผ้าไหมทั้งกลางวันและกลางคืน  เพื่อให้ทันกับคามต้องการของลูกค้า

เอกสารอ้างอิง

-   ศูนย์การถ่ายทอดการเรียนรู้วัฒนธรรม. เอกสารประกอบการเรียนรู้ การทอผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมาก  บ้านกุดรัง  ตำบลกุดรัง  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม

-   ระบบสารสนเทศศูนย์อนุรักษ์ผ้าไหมสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

บุคคลอ้างอิง

-   นางสมจิตร บุรีนอก  บ้านกุดรัง  หมู่ที่ ๑  ตำบลกุดรัง  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม

-  นางเบญจพร เรืองเดช  บ้านดอนโมง  หมู่ที่ ๗  ตำบลกุดรัง  อำเภอกุดรัง  จังหวัดมหาสารคาม

-   นายดุสิต โพธิ์จันทร์ อดีตนักวิชาการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ๕ ขอนแก่น  ผู้พัฒนาลายสร้อยดอกหมาก

pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 
  30/06/2564 ถนนสายวัฒนธรรมนครจำปาศรี
     



ปฏิทินกิจกรรม
« ธันวาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


อาคารศูนย์ราชการจังหวัดมหาสารคาม ชั้น ๓ ห้อง ๓๐๒, ถนนเลี่ยงเมืองมหาสารคาม-ร้อยเอ็ด, ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง
จังหวัดมหาสารคาม, ๔๔๐๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๖๑ โทรสาร ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๔๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม