องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> มรดกทางวัฒนธรรม
ญ้อท่าขอนยาง มหาสารคาม

วันที่ 17 ธ.ค. 2562

ญ้อท่าขอนยาง มหาสารคาม

บ้านท่าขอนยาง  ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

ภาษาญ้อ เป็นภาษาถิ่น ของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ ที่ใช้สื่อสารกันอยู่ในบ้านท่าขอนยาง ตำบล       ท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม จัดอยู่ในภาษาตระกูลไท(Tai) กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้ ภายใต้ภาษาย่อยของกลุ่มภาษาลาว ภาษาญ้อมีลักษณะคล้ายภาษาลาวแต่ก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะ    ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑.เสียงวรรณยุกต์ ภาษาญ้อบ้านท่าขอนยาง ประกอบด้วยเสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง  ได้แก่

๑.๑. เสียงวรรณยุกต์ ต่ำ – ขึ้น (๑๓)

๑.๒. เสียงวรรณยุกต์ กลาง – ขึ้น (๓๕)

๑.๓. เสียงวรรณยุกต์ กลาง – ระดับ – ตก (๓๓๒)

๑.๔. เสียงวรรณยุกต์ กลาง – ระดับ (๓๓)

๑.๕. เสียงวรรณยุกต์ กลาง – ขึ้น – ตก (๓๔๒)

๒.หน่วยเสียงพยัญชนะ ในภาษาญ้อ มีทั้งหมด ๑๙ หน่วยเสียง

๒.๑ พยัญชนะต้นแบ่งเป็น

- พยัญชนะต้นเดี่ยว

๒.๒ พยัญชนะท้าย

๓.หน่วยเสียงสระ ในภาษาญ้อ มีทั้งหมด ๑๘ หน่วยเสียง

- สระเดี่ยว ประกอบด้วย ๑๘ หน่วยเสียง

- สระประสม ประกอบด้วย ๓ เสียง

๔.ลักษณะถ้อยคำภาษา

- คำที่ประสมสระใอไม้ม้วน ในภาษาลาวและภาษาไทยออกเสียงเป็น สระเออ เช่น ใจ เป็น เจอ, ใส่ เป็น เส่อ, ใหญ่ เป็น เหญ่อ, ให้ เป็น เห้อ, ใหม่ เป็น เหม่อ, ใผ เป็น เผอ เป็นต้น

- คำที่ใช้เสียง ร ในภาษาไทย ออกเสียงเป็น ฮ ในภาษาญ้อ เช่น รั้ว เป็น ฮั้ว, โรง เป็น โฮง, ร้อน เป็น ฮ้อน, รู เป็น ฮู, รู้ เป็น ฮู้, เรือน เป็น เฮือน เป็นต้น

- คำเฉพาะภาษาญ้อ ไม่ปรากฏในภาษาไทยและภาษาลาว เช่น หัวซิเคอ(ตะไคร้), แม่นเต๋อ(คืออะไร), บ๊ะเต๋อ(อะไร), เซอะดาง(ทอดแห), แนวเลอ(อย่างไร), ไปกะเลอ/ไปเตอ(ไปไหน), ทีบเจอ(ที่ใด)

ประวัติความเป็นมา

ชาวญ้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองหงสา บริเวณตอนเหนือของประเทศลาวติดต่อกับประเทศจีน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๕๑ อพยพลงมาทางใต้ตามลุ่มแม่น้ำโขง และเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ หลังจากนั้นเจ้าอนุวงศ์จึงให้ชาวญ้อข้ามมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไชยบุรี ปากแม่น้ำสงครามแต่ยังขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์  ต่อมาในปี  ๒๓๖๙  ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จ    พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)  เจ้าอนุวงศ์   จึงให้ชาวญ้อคืนมายังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงโปรดให้ตั้ง เมืองใหม่  3  เมือง  คือปุงลิง  เมืองคำเกิด  และเมืองคำม่วน  โดยแต่งตั้งให้ท้าวหม้อเป็นผู้นำขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์

ผู้คนที่พูดภาษาญ้อในเมืองท่าขอนยาง เดิมเป็นกลุ่มที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่เมืองคำเกิด ซึ่งในช่วงนั้นเกิดสงครามระหว่างกองทัพสยามกับเมืองเวียงจันทน์   ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๙  พระลำดวน (ท้าวคำก้อน) เจ้าเมืองคำเกิดพร้อมด้วยอุปฮาดราชวงศ์และราชบุตรเมืองคำเกิด จึงได้พาครอบครัวมา พึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระยามหาอำมาตยาธิบดี (ป้อม) ได้มอบให้เจ้าเมืองกาฬสินธุ์หาที่ตั้งเมืองให้แก่พระคำก้อน ซึ่งมีจำนวน  ๒,๘๕๙ คน  จึงได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ท่าขอนยาง โดยให้ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ ในสมัยพระยาไชยสุนทร (เลื่อน) เป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีใบบอกลงไปกรุงเทพฯ จึงแต่งตั้งให้พระลำดวน (ฤาคำก้อน) ซึ่งตั้งอยู่บ้านท่าขอนยางเป็นพระสุวรรณภัคดี    เป็นเจ้าเมือง และให้อุปฮาดราชวงศ์ราชบุตรเมืองคำเกิดเป็นราชบุตร ยกบ้านท่าขอนยางเป็นเมืองท่าขอนยาง โดยให้ผูกส่วยเป็นผลเร่วจำนวน ๔๐ หาบ คิดหาบละ ๕ ตำลึง ถาดหมาก คนโทเงิน สัปทนแพรดัน ๑ เสื้อเข็บขามก้านแยง ๑ ผ้าโพกแพรขลิบ ๑ แพร ยาวห่ม ๑ ผ้าปูน ๑ และพระราชทานอุปฮาดราชวงศ์ ราชบุตรเมืองท่าขอนยาง ปี พ.ศ. ๒๓๙๕ พระสุวรรณภักดี (ลำดวน) เจ้าเมืองท่าขอนยาง ได้ถึงแก่กรรมนับอายุในตำแหน่งได้ ๗ ปี จึงแต่งตั้งให้อุปฮาดเป็นพระยาสุวรรณภัคดี เจ้าเมืองและได้เลื่อนราชวงศ์ เป็นอุปฮาด และแต่งตั้งให้ท้าวพรมมาเป็นราชวงศ์ เมื่อเจ้าเมืองคนที่ ๒ ถึงแก่กรรม อุปฮาดก็ได้ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคนที่ ๓ ท้าวพรมมาก็ได้เลื่อนเป็นอุปฮาด และได้แต่งตั้งให้ท้าวหงส์เป็นราชวงศ์ต่อมา

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ พระสุวรรณภักดีเจ้าเมืองท่าขอนยางไม่พอใจขึ้นเมืองกาฬสินธุ์  จึงขออพยพครอบครัวจากเมืองท่าขอนยางไปขึ้นกับเมืองท่าอุเทน  ส่วนเมืองท่าขอนยางอุปฮาดราชวงศ์ กรมการเมืองรักษาเมืองอยู่ เมืองท่าขอนยางก็ว่างจากเจ้าเมือง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เมืองคันธวิชัย ถูกยุบลงเป็นอำเภอ ให้ชื่อใหม่ว่า อำเภอกันทรวิชัย เมืองท่าขอนยางก็ถูกยุบเป็นตำบล ขึ้นตรงต่ออำเภอกันทรวิชัย และต่อมาได้โอนเมืองกันทรวิชัย จากเมืองกาฬสินธุ์ไปขึ้นต่อเมืองร้อยเอ็ดและต่อมาปี พ.ศ.๒๔๐๘ ได้มีการตั้งเมืองมหาสารคามขึ้น ทำให้ ตำบลท่าขอนยาง และอำเภอกันทรวิชัยขึ้นอยู่ในเขตจังหวัดมหาสารคาม แต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ภาษาญ้อ ที่ใช้สื่อสารกันในบ้านท่าขอนยางนั้น จัดเป็นภาษาถิ่นหนึ่ง ในภาษาถิ่นตระกูลไท-กะได กลุ่มภาษาลาว ซึ่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับภาษาไทยถิ่นอีสาน แต่ระบบเสียงจะมีบางส่วนที่แตกต่างออกไป กล่าวคือฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวา จะเน้นหนักในลำคอ น้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ  เอือ  ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย  ในภาษาญ้อ  เช่น คำว่า "เฮือ” ภาษาลาวเป็น เฮีย  ในภาษาญ้อ ส่วนสระ ใอไม้ม้วน  ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ  เออ  ในภาษาญ้อ เช่น "ให้”  ภาษาไทยและลาว  จะออกเสียงเป็น  "เห้อ”  ในภาษาญ้อ  ในส่วนถ้อยคำและประโยคก็จะมีลักษณะการใช้คำที่ต่างกับภาษาไทยและภาษาลาวอยู่พอสมควร  เช่นว่า  หัวเจอ  หมายถึง  หัวใจ, หมากเผ็ด  หมายถึง พริกกินเข้างาย หมายถึง กินข้าวเช้า, หัวสิเคอ หมายถึง ตะไคร้ไปกะเลอหรือ ไปเตอ หมายถึง ไปไหนอยู่ทางเลอ หมายถึง อยู่ทางใด, ไปกะเลอหมายถึง ไปไหน เป็นต้น

 ลักษณะระบบเสียงวรรณยุกต์ภาษาญ้อท่าขอนยางจะมี ๕ เสียง ส่วนภาษาอีสานถิ่นมหาสารคามมี ๖ เสียง และการแยกเสียงวรรณยุกต์ภาษาญ้อท่าขอนยางมีลักษณะ ช่อง A จะแยกเสียงวรรณยุกต์ที่ A ๑ ๒ ๓ และ A๔ ช่อง B แยกเสียงวรรณยุกต์ที่ B ๑ ๒ ๓ ๔ คล้ายกับภาษาถิ่นอีสาน ส่วนช่อง C แยกวรรณยุกต์ C ๑ ๒ ๓ และ C ๔ ต่างจากภาษาถิ่นอีสานที่แยกวรรณยุกต์ C๑ กับ C ๒ ๓ ๔ และมีการรวมตัวของ C๑ กับ DL ๑ ๒ ๓

ภาษาญ้อบ้านท่าขอนยางมีเฉพาะภาษาพูด ไม่มีตัวอักษรสำหรับบันทึกภาษา ในอดีตเคยใช้อักษรธรรม และอักษรไทยน้อย ที่ใช้อยู่ในภาษาลาว และปัจจุบันใช้อักษรไทย

ภาษาญ้อ บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทางภาษาที่มีเอกลักษณะเฉพาะอันแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่สืบทอดกันมายาวนานและเป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ

ลักษณะเฉพาะในภาษาญ้อ

- คำที่ประสมสระใอไม้ม้วน ในภาษาลาวและภาษาไทยออกเสียงเป็น สระเออ เช่น ใจ เป็น เจอ, ใส่ เป็น เส่อ, ใหญ่ เป็น เหญ่อ, ให้ เป็น เห้อ, ใหม่ เป็น เหม่อ, ใผ เป็น เผอ เป็นต้น

- คำที่ใช้เสียง ร ในภาษาไทย ออกเสียงเป็น ฮ ในภาษาญ้อ เช่น รั้ว เป็น ฮั้ว, โรง เป็น โฮง, ร้อน เป็น ฮ้อน, รู เป็น ฮู, รู้ เป็น ฮู้, เรือน เป็น เฮือน เป็นต้น

- คำเฉพาะภาษาญ้อ ไม่ปรากฏในภาษาไทยและภาษาลาว เช่น หัวซิเคอ(ตะไคร้), แม่นเต๋อ(คืออะไร), บ๊ะเต๋อ(อะไร), เซอะดาง(ทอดแห), แนวเลอ(อย่างไร), ไปกะเลอ/ไปเตอ(ไปไหน), ทีบเจอ(ที่ใด)

คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ภาษาญ้อ เป็นภาษาถิ่นไทยภาษาหนึ่งที่มีความสำคัญ ด้วยชาวญ้อบ้านท่าขอนยางมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มอื่น ภาษาญ้อใช้สื่อสารกันในชุมชนท่าขอนยางมาแต่อดีตกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นถ้อยคำภาษาที่มีคุณค่าต่อผู้คนชาวญ้อและชุมชนชาวญ้อท่าขอนยาง ภาษาญ้อเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อที่ตั้งถิ่นฐานในชุมชนท่าขอนยางในบทบาทหน้าที่ต่างๆ กล่าวคือ ภาษาญ้อเป็นเครื่องมือในการอบรม ให้ความรู้และขัดเกลาสังคมชาวญ้อให้ดำรงอยู่ด้วยความปกติสุข เป็นเครื่องมือในการสื่อสารสัมพันธ์กันระหว่างชาวญ้อในชุมชน เป็นเครื่องมือในการบันทึกและถ่ายทอดเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย นอกจากนี้ภาษาญ้อเป็นเครื่องมือในการผ่อนคลายความตึงเครียดและสร้างนันทนาการแก่ผู้คนในสังคม ซึ่งบทบาทหน้าที่ของภาษาญ้อที่มีต่อผู้คนและชุมชนชาวญ้อมีมาแต่อดีตและยังคงดำเนินไปในปัจจุบัน

บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ชุมชนชาวญ้อบ้านท่าขอนยาง ได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านภาษา โดยร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนในชุมชนหันมาใช้ภาษาญ้อเพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน และมีการให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาญ้อแก่เยาวชนและผู้สนใจผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ในศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมญ้อ ท่าขอนยาง ที่ชุมชนได้ร่วมมือกันสร้างขึ้น นอกจากนี้พระสงฆ์ในวัดเจริญผล วัดสว่างวารี และวัดมหาผลซึ่งเป็นวัดในเขตชุมชนท่าขอนยาง ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวญ้อ และสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่นการทำป้ายข้อความคำศัพท์ภาษาญ้อติดตามต้นไม้ ในโครงการ "ต้นไม้พูดญ้อ” ภายในวัด และมีการเทศนาสอนให้เยาวชนมีสำนึกรักในภาษาและวัฒนธรรมญ้อขณะเดียวกันชุมชนยังร่วมกันคิดกระบวนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ การละเล่น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องการสูญหายของวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยการให้ครัวเรือนแต่ละหลังสอนการ  ละเล่นแก่บุตรหลานให้เยาวชนได้เรียนรู้และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้แก่บุตรหลาน นอกจากนี้ชาวญ้อท่าขอนยางยังได้จัดทำโครงการร่วมมือกันชำระตำนานและประวัติศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกัน เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ครัวเรือนได้นำไปเล่าสืบต่อแก่บุตรหลาน และชุมชนยังได้ร่วมมือกับนักศึกษาและบุคลากร ในมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการร่วมกันสร้างศูนย์เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมญ้อขึ้นในโรงเรียนท่าขอนยางระดับประถมศึกษา และโรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคมระดับมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของชุมชนท่าขอนยาง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดข้อมูลสู่นักเรียนและผู้สนในทั่วไปอย่างยั่งยืน

สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม

ปัญหาและอุปสรรคในปัจจุบันคือ ชุมชนชาวญ้อตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มชุมชนชาวลาว ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมลาวได้ส่งอิทธิพลต่อภาษาลาวอย่างมากโดยเฉพาะถ้อยคำภาษาและสำเนียงพูดทำให้ปัจจุบันเยาวชนที่เป็นชาวญ้อหันมาพูดภาษาลาวกันมาก อีกปัจจัยหนึ่งคือปัจจุบันวัฒนธรรมภาคกลางและวัฒนธรรมจากต่างชาติได้แพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนชาวญ้อบ้านท่าขอนยางอย่างหลากหลายรูปแบบและวิธีการ ทั้งผ่านสื่อต่างๆ หลายช่องทาง รวมถึงสภาพของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากชุมชนชนบทกลายเป็นชุมชนเมืองทำให้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชน ทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนไป ชาวบ้านเริ่มกลายเป็นชาวเมือง วัฒนธรรมท้องถิ่นเริ่มสูญหายและหมดความสำคัญ ทำให้ผู้คนชาวญ้อ   ไม่นิยมพูดภาษาญ้อ โดยเฉพาะเด็กๆ เยาวชนในชุมชนที่หันไปใช้ภาษาไทย ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ภาษาและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อเสื่อมสลายไป

เอกสารอ้างอิง

-บุญยงค์ เกศเทศ. วัฒนธรรมชาวไทยย้อ ศึกษากรณีบ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๓๔.

-พรวลี เข้มแข็ง. การศึกษาเสียงวรรณยุกต์ภาษาญ้อในผู้พูดที่มีอายุต่างกัน บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม.  วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาภาษาไทย, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๕.

-ปิ่นกนก คำเรืองศรี. การแบ่งกลุ่มภาษาญ้อในภาคอีสานโดยใช้ระบบเสียงวรรณยุกต์. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิตสาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๕.

บุคคลอ้างอิง

พระสารคามมุนี เจ้าอาวาสวัดสว่างวารี บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 
  30/06/2564 ถนนสายวัฒนธรรมนครจำปาศรี
     



ปฏิทินกิจกรรม
« ธันวาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


อาคารศูนย์ราชการจังหวัดมหาสารคาม ชั้น ๓ ห้อง ๓๐๒, ถนนเลี่ยงเมืองมหาสารคาม-ร้อยเอ็ด, ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง
จังหวัดมหาสารคาม, ๔๔๐๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๖๑ โทรสาร ๐ ๔๓๗๗ ๗๕๔๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม