ข่าวสาร
ภารกิจวัฒนธรรม
  19/11/2564 ส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรมการแต่งกายผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง สัปดาห์ละ ๒ วัน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ชุมชนและประเทศ “รักษ์ผ้าไทย รักษ์ความเป็นไทย
  17/11/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี มอบหมายให้นางสาวณัฐรดา ศรีนาเคน นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ลงพื้นที่ปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางการซ่อมแซมกำแพงเมืองวังเก่า (วังจะบังติกอ)
  15/11/2564 ร่วมพบปะกับผู้เข้าร่วมอบรม "โครงการฝึกอบรมมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมด้านอาหารและอาภรณ์จังหวัดปัตตานี" ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
  15/11/2564 ร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพิธีฌาปนกิจศพ พระอธิการสมพงศ์ คุณสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดประเวศน์ภูผา ณ วัดประเวศน์ภูผา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
  10/11/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี เป็นประธานการประชุม ข้าราชการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
  06/11/2564 นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี มอบหมายให้ นางสาวสถาพร ไชยผลอินทร์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมต้อนรับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
  28/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ถ่ายทำและให้สัมภาษณ์รายการของ ศอ.บต.
  28/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ
     
ข่าวประชาสัมพันธ์
  19/11/2564 เปิดรับสมัครประกวดเรียงความ “คุณธรรม ๔ ประการ” พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา
  16/11/2564 ขอเชิญชวนน้องๆ ม. ๑-๖ ที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี
  16/11/2564 รณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ประจำวันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เกี่ยวกับพิธีการถวายผ้าพระกฐิน/กฐิน
  14/11/2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้นางสุดา ก่อเกียรติพิทักษ์ นำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ พระอุโบสถ วัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง
  22/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปัตตานี ร่วมรณรงค์ ส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรมการแต่งกายผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนชุมชนและประเทศ
  19/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยสำนักศิลปะและวัฒนธรรม ขอเชิญเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ รางวัลเพชรราชธานี
  18/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรม ขอแสดงความยินดีกับ นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
  15/10/2564 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี และเทศบาลเมืองปัตตานี ร่วมรณรงค์ ส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรมการแต่งกายผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนชุมชนและประเทศ
     
ประเพณีท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง โบราณสถานและวัตถุ ศิลปะการแสดง ศิลปินดีเด่นฯ สินค้าทางวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม 
     

 
ข้อมูลวัฒนธรรม >> องค์ความรู้และข้อมูลทางวัฒนธรรม >> ศิลปะการแสดง
ผ้าจวนปัตตานี

วันที่ 5 ต.ค. 2556
 

     

             ผ้าจวนปัตตานี ผ้าจวนปัตตานี หรือผ้ายกตานี เป็นผ้าพื้นเมืองดั้งเดิมแบบหนึ่งของปัตตานี และจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์คือมีล่องหรือลวดลายตามชายผ้า หรือที่ริมผ้า บางครั้งจึงเรียกว่า "ผ้าล่องจวน" ช่างทอผ้าชาวเมืองปัตตานีรุ่นเก่า ๆ เรียกผ้าดังกล่าวว่า "จูวา" จูวา หมายถึงลวดลายที่ปรากฏอยู่บริเวณชายผ้าทั้งสองด้าน หากลวดลายวางเป็นแนวอยู่ในช่องขนาน มีลักษณะเป็นร่องริ้วก็เรียกว่า "ล่องจูวา" ลายของจูวาส่วนอื่นเป็นลายที่ใช้กรรมวิธีมัดหมี่ รูปแบบของลายจูวามีหลากหลายลักษณะ ผ้าที่เป็นลายจูวาเต็มตลอดทั้งผืน เรียกกันว่า "ผ้าลีมา" จัดเป็นผ้าชั้นสูง ต้องใช้ความประณีตและราคาแพงสำหรับกรณีที่เอาลายจูวาไปทำเป็นลายผ้าที่ตำแหน่งสะโพก(ปาต๊ะ) ก็จะเรียกว่าผ้า "ปาต๊ะจูวา" หากเป็นโสร่งก็เรียกว่า "ผ้าโสร่งปาต๊ะจูวา"

             สมบูรณ์ ธนะสุข และพิชัย แก้วขาว (๒๕๔๑) ศึกษาวิจัยเรื่องผ้าโบราณที่พบในเมืองปัตตานีพบว่า ผ้าโบราณของเมืองปัตตานีมีหลากหลายแบบทั้งกรรมวิธีการทอ เทคนิคพิเศษหรือวิธีการผลิตลวดลาย และวัสดุหรือเส้นใยที่นำมาใช้ทอ สรุปพอสังเขปดังนี้
             เรียกชื่อตามกรรมวิธีการทอ ได้แก่
             ๑. ผ้าการะดูวอ เป็นผ้าทอแบบสองตะกอ เป็นผ้าที่ใช้กันทั่วไปในพื้นบ้านภาคใต้ การทอใช้การสอดสานของเส้นด้ายที่เป็นเส้นยืนกับเส้นขวางสลับกัน คล้ายลายจักสานลายหนึ่ง หรือลายขัด คือยกหนึ่งข่มหนึ่งตลอดผืน เป็นการทอที่งายที่สุด ตัวอย่างเช่น ผ้าขาวที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ
             ๒. ผ้าการะตีฆอ เป็นผ้าแบบสามตะกอ เนื้อผ้าจะมีเส้นด้ายในแนวเฉียงเพิ่มอีก ๑ แนว เนื้อผ้าจะปรากฏคล้ายสานนูนบนเนื้อผ้าขึ้นเป็นแนวเฉียง ผ้ามีความหนาและน้ำหนักมากขึ้น
             ๓. ผ้าการะป๊ะห์ เป็นผ้าทอแบบสี่ตะกอ เนื้อผ้าจะเป็นลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือลายแบบฟันปลาตลอดทั้งผืน สามารถสร้างเป็นลวดลายแปลก ๆ ได้หลายแบบลักษณะที่ปรากฏจะเป็นลายนูนในเนื้อผ้า ผืนผ้าจะมีความหนามากขึ้น
             ๔. ผ้าซอแก๊ะ หรือผ้าซองเก็ต เทียบได้กับผ้ายก หรือผ้าทอยก ผ้าชนิดนี้มีทั้งยกด้วยฝ้าย ไหม ดิ้นเงินและดิ้นทอง ผ้าโบราณที่พบมีวิธีการทอทั้ง ๓ แบบ คือ วิธียกที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปและรวมทั้งวิธีจก และขิด ผ้าซอแก๊ะปัตตานีที่ทอยกด้วยวิธีจก ส่วนใหญ่จะใช้ดิ้นคู่ ส่วนการขิดนั้นใช้เป็นขอบคั่นแนวของล่องจูวา หรือล่องจวนเป็นส่วนใหญ่ ลายของผ้าซอแก๊ะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ลายลูกพริกไทย ลายลูกหวาย หรือลายเกล็ดพิมเสน เป็นต้น
            เรียกชื่อตามเทคนิคพิเศษหรือวิธีการผลิตลวดลาย ได้แก่
            ๑. ผ้าบาเต๊ะ หรือผ้าปาเต๊ะ ผ้าชนิดนี้จะใช้เทคนิคในการลงเทียน หรือขี้ผึ้งลงบนผืนผ้าแล้วนำไปย้อมสี จากนั้นจึงนำเอาผ้ามาต้มเพื่อเอาขี้ผึ้งออก ตำแหน่งที่เคยปิดทับด้วยขี้ผึ้งมาก่อนสีจะไม่ติด เกิดเป็นลวดลายสีขาวขึ้นมาในตำแหน่งนั้น จะเพิ่มสีสันอื่น ๆ เข้าไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือกรรมวิธีพิเศษของช่างผู้ผลิต เทคนิคของการลงขี้ผึ้งนี้ในภาษาอินโดนีเซีย (ชวา)จะเรียกว่า "BATIK" ผ้าที่เกิดลวดลายขึ้น ในผืนผ้าด้วยเทคนิคอันนี้จึงเรียกขานกันว่า ผ้าบาติก หรือ ผ้าบาเต๊ะ ซึ่งเป็นชื่อผ้าที่ใช้เทคนิคของการผลิตนำมาตั้งชื่อ และผ้าชนิดนี้ก็เป็นผ้าชนิดเดียวกับที่เรียกกันในสมัยโบราณว่า ผ้ายาวาหรือผ้ายาวอ ซึ่งมีแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ในเกาะชวา
             ๒. ผ้าอีกัต เป็นผ้าประเภทผ้าปูมหือผ้ามัดหมี่นั่นเอง คำว่าอีกัต หรืออีกั๊ต ในความหมายของคำว่า ชวา - มลายู จะหมายถึงการผูกมัดเส้นด้าย แล้วนำไปย้อมสีเพื่อทำให้เกิดลวดลาย ตำแหน่งที่ผูกมัดจะไม่ติดสี จะเกิดเป็นลวดลายสีขาว การที่จะทำให้เกิดลวดลายหลากสีก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคและจำนวนครั้งในการมัดย้อมเส้นด้าย คำว่าอีกัต หรือการผูกมัดนั้นก็มีที่มาจากการมัดเส้นด้ายหรือเส้นไหมฝ้าย เพื่อที่จะมีการทำกรรมวิธีมัดหมี่ เพื่อทำการย้อมเส้นดายและมัดย้อม เพื่อทำลายผ้าปะลางิง (ผ้าปะลางิง เป็นผ้ามัดย้อมชนิดหนึ่ง) จะใช้เส้นเชือกที่ทำมาจากกาบกล้วยตานีเป็นวัสดุในการมัด
            เรียกชื่อตามวัสดุหรือเส้นใยที่นำมาทอ ได้แก่
            ๑. ผ้าสตือรอ หมายถึงผ้าทุกชนิดที่ทอมาจากเส้นไหม ซึ่งก็คือผ้าไหมนั่นเองสำเนียงมลายูท้องถิ่นปัตตานี จะออกเสียงเป็น ผ้าสตือฆอ หรือกาเฮนสตือฆอ (กาเฮน หมายถึง ผ้า, สตือฮอ หมายถึง ไหม หรือเส้นไหม) ผ้าไหมที่เคยทอในปัตตานีในสมัยก่อนวัตถุดิบจำพวกเส้นไหมหรือไหมดิบจะถูกสั่งซื้อมาจากที่อื่น ๆ รวมทั้งเส้นไหมจากจีนด้วย
            ๒. ผ้ากะป๊ะส์ หมายถึงผ้าฝ้ายทุกชนิด ในสมัยก่อนในท้องถิ่นปัตตานีจะมีการปลูกฝ้ายสำหรับนำเอาเส้นใยมาปั่นเป็นเส้นด้ายสำหรับใช้ทอผ้า จะเก็บได้ครั้งเดียวแล้วต้นฝ้ายก็ตาย (พันธุ์ล้มลุก) เมื่อก่อนปลูกกันเป็นแปลง ๆ ในช่วงหลังมีฝ้ายพันธุ์ใหม่เข้ามา ฝ้ายพันธุ์นี้ต้นโตสูงปลูกครั้งเดียวเก็บปุยได้ตลอดปี สมอฝ้ายจะลักษณะรียาว แต่ละต้นอายุจะยืนยาวประมาณ ๒ ปีกว่า นิยมปลูกแซมกันตามแนวรั้ว ฝ้ายพันธุ์นี้จะเรียกกันในท้องถิ่นภาคใต้ว่า "ฝ้ายขี้แมว"
            ๓. ผ้าสะตูลี หมายถึง ผ้าที่ทอขึ้นมาจากด้ายสำเร็จรูปชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันในท้องถิ่นภาคใต้ว่าด้ายสะตูลี หรือด้ายตูหลี หรือด้ายจูหลี ด้ายชนิดนี้มีการนำเข้ามาใช้เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา และเป็นที่นิยมกันในหมู่ช่างทอผ้าภาคใต้ ทั้งกลุ่มชาวมุสลิมและพุทธ ผ้าที่ทอขึ้นจากด้ายชนิดนี้ในกลุ่มชาวมุสลิมจะเรียกว่า "ผ้าสะตูลี" ส่วนในกลุ่มชาวพุทธจะออกเสียงเป็น "ผ้าจูหลี" ด้ายดังกล่าวเส้นด้ายจะเล็กละเอียดเป็นเงามัน ย้อมสีสำเร็จมาจากโรงงาน
           เรียกชื่อที่เป็นลักษณะที่เป็นชื่อเฉพาะของผ้าชนิดนั้น ๆ ได้แก่
            ๑. ผ้าชายรามู ผ้าชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทผ้ายาวหรือผ้าปล่อย (ผ้าลือบัส) มีพบทั้งผืนขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ผืนขนาดเล็กนี้พบมาก และมักจะเป็นฝีมือการทอของช่างท้องถิ่น ลักษณะของผืนผ้าจะเหมือนกับผาขาวม้าทุกอย่าง ลักษณะเด่นของผ้าจะอยู่ที่ขอบปลายของชายผ้าทั้งสองด้าน ซึ่งช่างทอจะเว้นเส้นยืนให้เหลือเอาไว้และทำการฟั่นเกลียวผูกปมที่ปลายเอาไว้เป็นคู่ ๆ จากการที่เว้นเส้นด้ายยืนของผืนผ้าเป็นระย้าเอาไว้ ผ้าชนิดนี้จึงถูกเรียกว่า ผ้าชายรามู ผ้าชนิดนี้มีพบน้อยกว่าผ้าชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มชาวมุสลิมจะใช้เป็นผ้าโพกศีรษะ ทำเป็นผ้าคลุมศีรษะหรือผ้าคลุมไหล่ ทำเป็นผ้าสไบคล้องคอ ส่วนในกลุ่มชาวพุทธจะนิยมใช้กันในกลุ่มสตรีสูงอายุ ใช้ทำเป็นผ้าพาดเฉียงสำหรับไปทำบุญที่วัด หรือออกงานอื่น ๆ เช่นเดียวกับผ้าแพรเบี่ยง หรือผ้าแพรวาของภาคอื่น ๆ
            ๒. ผ้าปูซอปอต็อง ผ้าชนิดนี้ก็จัดอยู่ในประเภทผ้ายาวหรือผ้าปล่อย (ผ้าลือปัส) เช่นเเดียวกับผ้าขาวม้า แต่ผืนผ้าจะมีล่องจูวา หรือล่องจวนอยู่ทุกผืนเช่นกัน ผ้าชนิดนี้จุดประสงค์หลักก็คือ ใช้สำหรับนุ่งปูชอปอต็อง หรือนุ่งเสื้อยชาย ซึ่งวิธีการนุ่งผ้าแบบนี้นิยมนุ่งกันในกลุ่มผู้ชายชาวภาคใต้ ทั้งชาวพุทธและมุสลิมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันไม่นิยมใช้ผ้าชนิดนี้แลว ในเกาะบาหลีในประเทศอินโดนีเซีย ยังคงมีการนุ่งผ้าในลักษณะนี้กันอยู่ แต่ในบาหลีเขาจะเรียกการนุ่งผ้าแบบนี้ว่า "นุ่งคนจุ๊ต" วิธีการนุ่งจะคล้ายกับการนุ่งผ้าขาวม้า แต่นุ่งปูชอปอต็องจะปล่อยให้ชายผ้ายาวเฟื้อยจรดดิน
            ๓. ผ้าปะลางิง ผ้าชนิดนี้เป็นประเภทผ้ามัดย้อม ในท้องถิ่นปัตตานีเรียกผ้าปะลางิงที่เป็นผ้าปาเต๊ะ หรือผ้าบาติกว่า "บาติกจัมบุตตัน" (Batik Jumputan) ผ้าปะลางิงของเมืองปัตตานีได้รับอิทธิพลจากตรังกานูและกลันตัน ส่วนมากใช้ผ้าแพรจีนสีขาว หรือผ้าไหมสีขาวมาพิมพ์ลาย โดยใช้แม่พิมพ์ที่แกะจากไม้มาจุ่มสีแล้วกดประทับลงบนผืนผ้า จากนั้นนำเชือกกล้วยผูกมัด แล้วย้อมสีหรือพิมพ์ลายเพิ่มเติมตามที่ต้องการ ผ้าโบราณชนิดนี้มีขนาดความกว้างประมาณ ๒ ฟุต ยาวประมาณ ๑ หลา ที่ทำเป็นผ้าคลุมผมแบบสี่เหลี่ยนจัตุรัสก็มี
            ๔. ผ้าลีมา เป็นผ้ามัดหมี่โบราณประเภทผ้าปูม ผ้าชนิดนี้จัดเป็นผ้าชั้นสูงประเภทหนึ่ง ที่นิยมใช้กันมากในกลุ่มชาวมุสลิมผู้มีเชื้อสายชวา - มลายู ในสมัยก่อนภาคใต้ตอนล่างผ้าชนิดนี้จะมีใช้อยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง และมีฐานะดีทั้งชาวมุสลิมและชาวพุทธ เนื่องจากผ้าชนิดนี้มีลวดลายสวยงามเด่น สะดุดตา และมีราคาแพง ผืนผ้าทอขึ้นมาจากเส้นไหมชั้นดีเส้นเล็กละเอียดที่เรียกกันว่าไหมน้อย ที่เป็นผ้าฝ่ายแกมไหมก็มีพบบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เป็นผ้าฝ้ายล้วน ๆ ยังไม่พบ
ลักษณะของผ้าลีมา ผ้าชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นผ้ายาวหรือผ้าปล่อย (ผ้าลือปัส) คล้ายผ้าขาวม้า แต่ผ้าลีมาผืนผ้าจะมีขนาดกว้างและยาวกว่าประมาณสองเท่าตัว คือมีความกว้างประมาณ ๘๐ - ๘๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๑๐ - ๒๒๐ เซนติเมตร ลักษณะเด่นของผืนผ้าจะอยู่ที่เชิงของผ้าซึ่งมีสีแดง เท่าที่พบในขณะนี้ผ้าลีมาทุกผืนจะมีเชิงสีแดงทุกผืน แต่ก็มีพบบ้างในจำนวนไม่กี่ผืนที่มีเชิงเป็นสีน้ำตาลแกมแดง ลวดลายที่เชิงผ้าจะมีความสวยงามและเด่นสะดุดตามากกว่าลวดลายในผืนผ้าหรือท้องผ้า ลักษณะของลายเชิงผ้าพบว่า ในลวดลายเหล่านั้นจะมีลายคล้ายลายเชิงผ้าของอินเดียที่ไทยออกแบบและสั่งเขามาจากอินเดียก็มี เป็นลวดลายในศิลปะแบบชวา - มลายูก็มี ในบางผืนจะมีความคล้ายกับลายในเชิงผ้าปูมเขมร ในท้องที่แถบจังหวัดสงขลา - มลายูก็มี ในบางผืนจะมีความคล้ายกับลายในเชิงผ้าปูมเขมร ในท้องที่แถบจังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกผ้าแบบนี้ว่า "ผ้าซอเลาะ"
ผ้าโบราณปัตตานีนอกจากจะเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว ยังเรียกชื่อซึ่งแตกต่างออกไปตามรูปแบบของลวดลายในผืนผ้า เช่น ผ้าลีมาปะไลกั๊ต (ผ้าลีมาลายตาหมากรุก) ผ้าลีมาบินตัง (ผ้าลีมาลายดาวกระจาย) ผ้าลีมาปูก๊ะต์ (ผ้าลีมาลายตาข่าย) ผ้าลีมาอายะต์ (ผ้าลีมาลายอักษรอาหรับ) ผ้าลีมาจูวา (ผ้าลีมาลายจวนหรือผ้าลีมาล่องจวน) รูปแบบและลวดลายที่มีหลากหลายเช่นนี้ แสดงถึงพัฒนาการของผลิตภัณฑ์และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในด้านการผลิต และการใช้ผ้าของเมืองปัตตานีที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา   


ศาลากลางจังหวัดปัตตานี  ชั้น ๔ ถนนเดชา  ตำบลสะบารัง  อำเภอเมืองปัตตานี  จังหวัดปัตตานี
โทรศัพท์ ๐๗ ๓๓๒ ๓๑๙๗ , ๐๗ ๓๓๓ ๑๗๔๐
E-mail : pattani94@hotmail.com

๖๖๖ ชั้น ๑๕-๒๓ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ในหน้า