สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> โบราณสถานและวัตถุ
วัดวัง

วันที่ 9 ก.ย. 2564

วัดวัง

ที่ตั้งแหล่งโบราณสถาน  หมู่ที่ ๔  ตำบลลำปำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง
พิกัด  ละติจูด   ๗.๖๒๒๙๐๐      ลองติจูด  ๑๐๐.๑๔๒๕๕๔  
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
                    วัดวังสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอน พงศาวดารเมืองพัทลุง หลวงศรีวรวัตร               
(พิณ  จันทโรจวงศ์) เขียนไว้ว่าพระยาพัทลุง (ทองขาว)  มีศรัทธาได้ทำการสร้างวัด มีอุโบสถและระเบียงรอบไว้กลางเมืองวัดหนึ่ง  เมื่อทำการสร้างเสร็จ จัดการฉลอง ณ วันที่ ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ พุทธศักราช ๒๓๕๙ 
(จ.ศ.๑๑๗๘)  ปีชวด อัฐศก
          ในหนังสือพงศาวดารและลำดับวงศ์ตระกูลเมืองพัทลุง เขียนโดยพระยาโสภณพัทลุงกุล   (สว่าง ณ พัทลุง)  กล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว)  ได้ปฏิสังขรณ์วัดขึ้นที่ตำบลลำปำวัดหนึ่ง ให้ชื่อว่า  วัดวัง มีอุโบสถ พัทธสีมาและวิหาร  เป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสำหรับเมือง
          คุณยายประไพ  มุตตามระ  บุตรีหลวงศรีวรวัตร (พิณ  จันทโรจวงศ์) ได้ให้ความเห็นว่าวัดวังคงจะเริ่มสร้างมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑  แต่เพราะบ้านเมืองในสมัยนั้นมีศึกสงครามกับหัวเมืองมลายู     อยู่เสมอ  จึงทำให้การสร้างวัดมาเสร็จในรัชกาลที่ ๒
          ในทำเนียบวัดวังจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด)  ระบุว่าวัดวังสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จุดประสงค์ในการสร้างวัดนี้อาจเป็นไปได้ว่าเพื่อใช้เป็นวัดประจำเมือง  เพราะในสมัยนั้นได้ย้ายเมืองพัทลุงมาตั้งที่โคกสูง  บริเวณนี้ยังไม่มีวัดที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วพิจารณาเห็นว่า  วัดควนมะพร้าวซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาตั้งแต่สมัยธนบุรีนั้นห่างไกลจากตัวเมืองมาก  จึงให้ยกวัดขึ้นเป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
                     สมัยพระยาพัทลุง (ทับ)  ได้ทำการบูรณะวัดวัง  โดยหลวงยกกระบัตร (นิ่ม) ได้รื้อกำแพงเมืองที่เขาชัยบุรีมาปฏิสังขรณ์วัดวังและได้ทำการฉลองเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก โทศก  พ. ศ. ๒๔๐๓  
                     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕  ทรงเสด็จประพาสแหลมมลายู ได้เสด็จประพาสเมืองพัทลุงใน ร.ศ.๑๐๘(๒๔๓๒) ดังปรากฏความในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ  พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายูคราว ร.ศ.๑๐๗ และ ๑๐๘ ตอนหนึ่งว่า
                      "...(วันที่ ๒๕ กรกฎาคม)....เสด็จโดยพระราชยานไปตามตลาด ถึงบ้านพระยาวรวุฒิไวย จางวาง เสด็จประทับที่นั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินต่อไป ถึงวัดวังซึ่งเปนวัดถือน้ำ เสด็จประทับในพระอุโบสถ พระราชทานปัจจัยมูลแก่พระครูแลพระสงฆ์อันดับซึ่งมารับเสด็จ แล้วเสด็จกลับมาประทับที่บ้านพระยาจางวางอีก...”
                     พ.ศ.๒๔๔๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จตรวจราชการแหลมมลายู เสด็จทอดพระเนตรวัดวัง เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ มิถุนายน ปรากฏความว่า
                     "...กลับออกจากวัดเบิก ข้ามไปดูวัดวังซึ่งอยู่ตรงกันข้าม วัดนี้ใหญ่เปนวัดถือน้ำมีโบสถ์กลาง      มีพระระเบียงพร้อม มีพระเจดีย์อยู่มุมซ้ายหน้า สูงประมาณ ๕-๖ วา หน้าโบสถ์มีมุขเด็จพระปาลิไลย ปั้นช้างลิงพอใช้ พระประธานข้างในงามกว่าที่ได้เคยเห็นมาหมดตั้งแต่มา แต่ถึงดังนั้นก็ยังสู้ข้างเหนือไม่ได้ ผนังโบสถ์เขียนอย่างเดียวกับวัดเบิก มือเดียวกัน แต่ที่นี่เขียนผนังตอนบนด้านข้างเปนปฐมสมโภช เสียใจที่ห้องล่างสิบชาติ    ลบหมดแล้ว ผนังชื้นกะเทาะออกเปนแผ่นๆ พระระเบียงมีพระอยู่บนแท่นปูน ตามธรรมเนียมบ้างทรงเครื่องนั่ง   ทั้งเพ หน้าตักประมาณศอกคืบ รูปร่างหน้าตาพอดูได้ ดีกว่าที่อื่นในแขวงนี้ที่เห็นมาแล้ว พระระเบียงมีซุ้มประตู 
๓ ด้าน รูปร่างซุ้มยอด ดูก็แปลกดี ตั้งแต่มาจะหาอาคีเต๊กฉะนี้ไม่ได้ ลืมกล่าวถึงพระในโบสถ์ไป นอกจากพระประจำที่ มีพระอาไศรยอีกมาก เปนพระบ้านหล่ออย่างหนึ่ง พระเงินอีกอย่างหนึ่ง พระเงินบุมีโตๆองค์หนึ่งเปนใหญ่ที่สุดสูงถึงศอกเศษ รูปร่างพอใช้ด้วยเปนพระอุ้มบาตร ทีรูปไม่เหมือนพระฝีมือที่เคยเห็นมา จมูกใหญ่ปากใหญ่กเดียดไปข้างเขมร แต่ไม่ชัด เห็นจะเปนพระเมืองนี้ ถามพระว่าเดิมอยู่บนกุฏิ ไม่รู้ว่าอยู่มาแต่ครั้งไหน อีกองค์หนึ่งเปนพระยืนยกมือเดียว แต่งสวมเทริด เหมือนอย่างที่เห็นมาในเมืองกรุงเก่าชุมสูงราวศอกหนึ่ง อยากรู้ว่าพระชนิดนี้จะมีทำที่นี้ด้วยฤาประการใด ถามพระว่าเอามาแต่ไหน ก็ว่าอยู่บนกุฏิเหมือนกัน รู้ไม่ได้ว่าทำเมืองนั้นฤามาแต่อื่น เมื่อนึกเอาเองก็ชอบจะให้พระเงินนั้นทำเมืองนี้เอง พระทรงเทริดนั้นใครคงเอามาแต่เหนือ พระเจดีย์เปนพระเจดีย์กลม แต่ไม่มีบัลลังก์ มีแถบกลมขึ้นจากคอรฆัง แล้วก็ฝาลมีทีเดียว ออกจากวัดวังไปดูศาล...”
                  ต่อมาเมื่อได้ย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ พ.ศ.๒๔๖๗ วัดวังจึงได้ลดความสำคัญลงจากที่เคยใช้เป็นวัดสำหรับประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  ทำพิธีสมโภชต้นดอกไม้เงินดอกไม้ทองก็กลายเป็นวัดที่อยู่ไกลเมือง วัดวังก็ทรุดโทรมลง 
                  ชื่อของวัดวังมีที่มา ๒ นัย  คือ  นัยที่หนึ่ง เนื่องจากวัดวังมีลำคลองน้ำเชี่ยวไหลมาบรรจบกับคลองลำปำทางทิศใต้ของวัด  บริเวณนั้นเป็นวังน้ำลึก  ชาวบ้านจึงเรียกว่า  หัววัง  จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่าวัดวัง    
ซึ่งหมายถึงวังน้ำที่มีห้วงน้ำลึก  นัยที่สอง  เนื่องจากวัดตั้งอยู่ใกล้จวนเจ้าเมือง  หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า  วังเจ้าเมืองพัทลุง  จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดวัง  แต่มีปัญหาว่าวังเจ้าเมืองพัทลุง  สร้างขึ้นทีหลังวัดวังหรืออาจเป็นไปได้ว่า   วังพระยาพัทลุง (ขุน ณ พัทลุง)  อาจตั้งอยู่บริเวณโคกสูง  ซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย  ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อวัดก็ได้
      ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๔ เกิดอุทกภัยใหญ่ น้ำท่วมสูงจากพื้นลานวัด ๑๕ เซนติเมตร
โบราณสถาน/โบราณวัตถุ/จุดเด่น
                  ๑. อุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา  มีช่อระกาประดับด้วยกระจกสี  หน้าบันอุโบสถทั้งสอง จำหลักไม้ลงรักปิดทอง  ด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปพระพายทรงม้า ๓ เศียร ประดับด้วยลายกนกก้านแย่ง  รูปยักษ์  รูปเทพธิดาและกินรี  ลงรักปิดทอง  ด้านหลังเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร  ประกอบด้วยลายกนกลงรักปิดทอง โดยหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน  ได้จำลองจากของเดิมที่ได้ถอดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา ตัวอุโบสถเดิมมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน  แต่ได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยพระยาพัทลุง (ทับ)  เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓  โดยได้ก่อฝาผนังอุโบสถขึ้นมาใหม่ให้มีความกว้างยาวกว่าเดิม  ด้านหน้าอุโบสถมีมุขยื่นออกมามีเสากลมรองรับ ๒ เสา  ภายในมุข   มีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งห้อยพระบาท  แสดงปางเลไลยก์ มีช้างและลิงปูนปั้นถวายรังผึ้ง  เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์  ด้านข้างเป็นเสานางเรียงกลมก่อด้วยอิฐถือปูนอยู่บนฐานไพทีรับปีกชายคา  ด้านละ ๗ เสา  หัวเสาประดับลายปูนปั้นรูปกลีบบัวหงาย  อุโบสถมีประตูทางเข้าด้านหน้า ๒ ประตู  มีบานประตู ๔ บาน  เดิมมีภาพลายรดน้ำรูปทวารบาล  แต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒  ขุนอรรถวิบูลย์ (อรรถ จันทโรจวงศ์)  ได้บูรณะใหม่โดยบานประตูด้านขวามือของอุโบสถ ๒ บาน แกะเป็นรูปกินรีบานละ ๖ คู่ ลงรักปิดทอง  ส่วนประตูด้านซ้ายมือแกะเป็นรูปทวารบาล  บานแรกแกะเป็นรูปเทพธิดาถือดอกไม้  ตอนล่างแกะเป็นรูปหนุมานแบก  อีกบานหนึ่งแกะเป็นรูปพระนารายณ์ ๔ กร  ทรงถือสังข์  คฑา  จักร  และตรี  ทรงพญานาคเป็นพาหนะ  ตอนล่างของภาพเป็นรูปหนุมานแบกลงรักปิดทอง  เหนือขอบประตูทั้ง ๒ มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้พรรณพฤกษาประกอบด้วยรูปสัตว์ต่าง ๆ ตอนใต้ของภาพเป็นรูปสิงห์โตแบบศิลปะจีน  ตรงกลางเป็นลายขมวดประสานกันอย่างสอดคล้อง  อุโบสถมีหน้าต่างด้านละ ๖ ช่อง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นพรรณพฤกษา  บางช่องปั้นเป็นรูปหน้ากาล   ลวดลายปูนปั้นทั้งหมดซ่อมใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕  ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้น
ลงรักปิดทองปางมารวิชัย  จำนวน ๔ องค์  ประดิษฐานบนฐานชุกชีย่อมุมไม้สิบสอง  ฐานพระเป็นฐานสิงห์มีผ้าทิพย์ด้านหน้า  พระประธานขนาดหน้าตักกว้าง ๒ เมตร  มีพระสาวกปูนปั้นประทับยืนพนมมือ ด้านขวามือของพระประธานมีพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่อง  ปางห้ามสมุทรพร้อมฉัตร ๕ ชั้น  ขนาดสูงรวมฐาน ๒๒๑ เซนติเมตร  ส่วนด้านซ้ายมือของพระประธานมีพระพุทธรูปไม้จำหลักบุด้วยโลหะทรงเครื่องปางอุ้มบาตร ๑ องค์  มีขนาดสูงฐาน ๑๖๔ เซนติเมตร  ถูกขโมยไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๒๕ ยังไม่ได้คืน  ผนังอุโบสถด้านหน้าตอนใน  มีรูปยายแก่ปูนปั้นนั่งชันเข่าขวาบนโต๊ะสี่เหลี่ยมก่อด้วยปูน  มือขวาจับที่ตำหมาก  มือขวาจับครกหมาก  ด้านขวามือเป็นไม้เท้า  ชาวบ้านเรียกว่า ยายไอ หรือ ยายทองคำ  เชื่อว่าเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างวัด ผนังอุโบสถทั้ง ๔ ด้านเหนือกรอบหน้าต่าง เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องพุทธประวัติระดับเหนือ      ภาพพุทธประวัติเขียนภาพเทพชุมนุมทั้ง ๔ ด้าน เดิมผนังระหว่างช่องหน้าต่างมีภาพเขียนเรื่องชาดกพระเจ้า                           สิบชาติ  แต่ปัจจุบันลบเลือนหมดแล้ว รอบอุโบสถมีใบเสมาหินทรายแดงประดับลายปูนปั้นเป็นลายพรรณพฤกษานั่งแท่นย่อมุมไม้สิบสองโดยรอบ และยังมีระเบียงคดล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง  ภายในระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น จำนวน ๑๐๘ องค์
  ๒. เจดีย์ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน ๒ องค์ อยู่ทางด้านทิศใต้และทิศเหนือของอุโบสถ  ทิศละ ๑ องค์  ฐานเจดีย์เป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม  มีซุ้มจระนำทั้ง ๔ ด้าน ๆ ละซุ้ม  องค์ระฆังทรงเหลี่ยมย่อมุมรับกับฐาน  ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม  ด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ทรงกลีบมะเฟือง  จำนวน ๑ องค์  ฐานเป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม ๓ ชั้น  ชั้นที่ ๔  เป็นบัวปากระฆังรูปกลีบมะเฟือง  ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม  เจดีย์ทรงกลมมีจำนวน ๕ องค์  อยู่ทางด้านทิศใต้  จำนวน ๑ องค์  ทิศตะวันออกหน้าอุโบสถ ๒ องค์  ทิศเหนือ ๑ องค์  ทิศตะวันตก ๑ องค์  ฐานสิงห์ย่อมุมไม้สิบสอง  องค์ระฆังกลม  ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม  และเจดีย์ทรงกลมองค์ใหญ่อยู่มุมกำแพงวัดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อด้วยอิฐถือปูน  ตามประวัติว่าพระยาพัทลุง (ทับ) สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓  ฐานเป็นแปดเหลี่ยมถัดไปเป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม ๔ ชั้น  เหนือฐานสิงห์เป็นลูกแก้วปากระฆังและองค์ระฆังกลม  ส่วนยอดไม่มีบัลลังก์  มีแต่ปล้องไฉนและปลียอด
๓. ธรรมาสน์  จำหลักไม้  ฐานเป็นชุดสิงห์ลายทองรูปพรรณพฤกษา  ตามประวัติกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓  ที่เสมาธรรมาสน์มีอักษรจารึกพระปรมาภิไธยย่อ  จปร. และข้อความว่า ทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพ  พ.ศ.๒๔๕๓  ธรรมาสน์หลังนี้ได้รับการบูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙  โดยเขียนลายทองตามรอยแกะเดิม
๔. ตู้พระธรรมลายรดน้ำ  อยู่บนกุฎิเจ้าอาวาส จำนวน ๑ ตู้  ลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยมแบบขาสิงห์  เขียนลายรดน้ำกนกก้านแย่งประกอบลายสัตว์  เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
         ๕. โอ่งน้ำ  มีจำนวน ๒ ใบ  ใบแรกเป็นโอ่งดินเผาเคลือบสีเขียวทรงสูง  ศิลปะสมัยราชวงศ์ชิง  ขนาดสูง ๗๓ เซนติเมตร มีปากกว้าง ๔๐ เซนติเมตร  ใบที่สองเป็นโอ่งดินเผาทรงเตี้ยปากกว้างเคลือบสีน้ำตาล  รอบโอ่งเป็นลายรูปต้นไม้และกนก  มีขนาด ๖๑ เซนติเมตร ปากกว้าง  ๙๗ เซนติเมตร  ตามประวัติกล่าวว่าใช้ในพิธี  ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  หรือใส่น้ำสัจจบาลของข้าราชการเมืองพัทลุง 
๖. พระพุทธรูปทรงเครื่องปางประทานอภัย(ห้ามสมุทร) สำริด ลงรักปิดทอง พร้อมฉัตร ๕ ชั้นศิลปะรัตนโกสินทร์ สูงทั้งฐาน ๒๒๑ เซนติเมตร (ถูกโจรกรรม พ.ศ.๒๕๒๕)
๗. พระพุทธรูปทรงเครื่องปางอุ้มบาตร ไม่ ลงรักปิดทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ สูงทั้งฐาน ๑๖๔ เซนติเมตร (ถูกโจรกรรม พ.ศ.๒๕๒๕)

กิจกรรมและบริการด้านแหล่งโบราณสถาน (โปรแกรมการท่องเที่ยว/บริการท่องเที่ยวในชุมชน)
               - การเข้าเยี่ยมชมจิตกรรมบนผนังอุโบสถวัดวัง              
การเดินทาง
               - รถยนต์ จากตัวเมืองพัทลุงไปตามถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๗ ประมาณ ๖ กิโลเมตรถึงวัดวัง


เอกสารอ้างอิง
- วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า ๑๕๕-๑๕๖ : โรงพิมพ์ 
  คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔.
- โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี  สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา หน้า ๓๔-๓๘
รวบรวมโดย นางสาวอารี  ด้วงสุวรรณ  นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« ธันวาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม