สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> โบราณสถานและวัตถุ
วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว

วันที่ 9 ก.ย. 2564

วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว

ที่ตั้ง  หมู่ที่ ๔  ตำบลจองถนน  อำเภอเขาชัยสน  จังหวัดพัทลุง
พิกัด  ละติจูด ๗.๕๐๐๕๗๐  ลองติจูด  ๑๐๐.๑๙๑๖๘๔
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
 วัดเขียนบางแก้วเป็นวัดโบราณ  หลักฐานทางเอกสารประเภทตำนานเล่าประวัติวัดไว้ต่างๆ กันดังต่อไปนี้
         ตำนานพื้นเมือง  กล่าวว่า เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาวเป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น มีกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป พระมหาเจดีย์ เสร็จแล้วให้จารึกเรื่องราวการก่อสร้างลงบนแผ่นทองคำเรียกว่า "เพลาวัด” สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๑๔๙๒ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๑๔๙๓ เจ้าพระยากุมารกับนางเลือดขาว ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเกาะลังกามาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์
          เพลานางเลือดขาว  หรือบางท่านเรียกว่า เพลาเมืองสทิงพระ  กล่าวว่า  เจ้าพระยากรุงทองเจ้าเมืองพาราณสี  ได้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นไว้ที่วัดสทัง  วัดเขียนและวัดสทิงพระ ราว พ.ศ.๑๕๔๒ จึงเข้าใจว่าวัดเขียนบางแก้วน่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์
          ประวัติวัดเขียนบางแก้วของพระครูสังฆรักษ์ (เพิ่ม) กล่าวว่า เจ้าพระยากรุงทองเจ้าเมืองพัทลุงผู้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี  เดือน ๘  ขึ้น ๕ ค่ำ  ปีกุน  เอกศก พ.ศ.๑๙๘๒ (จ.ศ.๓๐๑) พร้อมกับสร้างพระมหาธาตุ
          ทำเนียบวัดในจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) อดีตเจ้าคณะพัทลุง กล่าวว่า วัดเขียนบางแก้วสร้างเมื่อ พ.ศ.  ๑๕๘๒
          จากหลักฐานทางเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วัดเขียนบางแก้วน่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษ ๑๕-๑๘ แต่นักโบราณคดีกำหนดอายุจากรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุเข้าใจว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาและได้รับอิทธิพลจากพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
  ภายในวัดได้พบโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่  ศิวลึงค์และฐานโยนิ  แสดงว่าบริเวณท้องที่นี้มีการติดต่อรับอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ และคงเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณ    ที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย  ในสมัยอยุธยาตอนต้น วัดเขียนบางแก้วเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก  เป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ  เป็นที่ตั้งของคณะป่าแก้ว  ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลางเมืองพัทลุงเกิดสงครามกับพวกโจรสลัดมาลายูอยู่เสมอๆ จนบางครั้งพวกโจรสลัดเข้ามาเผาผลาญบ้านเรือนราษฏรและวัดเสียหาย       เป็นจำนวนมาก  ด้วยเหตุนี้วัดเขียนบางแก้วจึงทรุดโทรมเป็นวัดร้างชั่วคราว  เมื่อชาวพัทลุงสามารถรวมตัวกันได้
จึงบูรณะวัดขึ้นอีกและเป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง  ดังปรากฏในหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองพัทลุงในสมัยอยุธยากล่าวถึงการบูรณะวัดเขียนบางแก้วครั้งใหญ่  ๒ ครั้ง คือ
           ครั้งที่ ๑  ราวสมัยอยุธยาตอนกลาง  ระหว่าง  พ.ศ.๒๑๐๙-๒๑๑๑  ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ผู้นำในการบูรณะ คือ  เจ้าอินบุตรปะขาวสนกับนางเป้า  ชาวสทัง  ตำบลหานโพธิ์
            ครั้งที่ ๒  สมัยพระเพทราช  พ.ศ.๒๒๔๒  ผู้นำในการบูรณะปฎิสังขรณ์  คือ พระครูอินทเมาลีศรีญาญสาครบวรนนทราชจุฬามุนีศรีอุปดิษเถร  คณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง  เมื่อได้ทำการบูรณะแล้วจึงเดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา  ขอให้สมเด็จพระวันรัตน์นำถวายพระพร  ขอพระบรมราชานุญาตให้ญาติโยมที่รวมทำการบูรณะ เว้นเสียส่วยอากรให้ทางราชการ  ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้ตามทูลขอทุกประการ
           เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒  พ.ศ.๒๓๑๐  วัดเขียนบางแก้วกลายเป็นวัดร้าง  จนเมื่อมีการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จึงมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน  วัดเขียนบางแก้วมีชื่อเรียก  เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาดังนี้
           เมื่อมีการบูรณะวัดเขียนบางแก้วขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดตะเขียนบางแก้ว     คำว่า  ตะเขียน  อาจเพี้ยนมาจากคำว่า  ตะเคียน  ก็ได้  มีบางท่านว่าอาจมาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่งอกงามอยู่บริเวณนี้ คือ  ต้นตะเคียน  ผู้รู้ทางภาษาให้คำอธิบายว่า  ตะเขียน  แปลว่าแยกไป  คือไม่รวมกับส่วนอื่นๆ  หรืออยู่ห่างไกล
           ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกว่าวัดบางแก้ว หรือ วัดพระมหาธาตุบางแก้ว คำว่าบางแก้วมีที่มา ๒ นัย  คือ อาจเรียกตามชื่อคลองบางแก้วที่ไหลผ่านวัดทางทิศใต้หรืออาจเพี้ยนมาจากคำว่า  คณะป่าแก้ว  เพราะเพลาหนังสือวัดเขียนเก่า ๆ บางฉบับเรียกวัดนี้ว่า  วัดคณะป่าแก้วหรือวัดคณะบางแก้ว  ซึ่งในสมัยอยุธยาวัดนี้เป็นวัดของคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง  ขึ้นกับวัดใหญ่ชัยมงคล  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่เนื่องจากภาษาถิ่นใต้นิยมตัดพยางค์  จึงเรียกสั้น ๆ  เป็น  วัดป่าแก้ว  ต่อมาก็เพี้ยนเป็นวัดบางแก้ว
           ตามหนังสือกัลปนาวัดหัวเมืองในสมัยอยุธยาเรียกวัดนี้ว่า  วัดเขียน  และมักเรียกรวมว่า  วัดเขียนคณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง  จึงยิ่งเชื่อได้ว่า  คำว่าบางแก้ว  ควรจะมาจากคำว่า  ป่าแก้ว  แต่ในหนังสือเพลา       นางเลือดขาวให้ชื่อว่า  วัดเขียนบางแก้ว  ซึ่งต่อมาคำว่า  บางแก้ว  เป็นชื่อพ้องกับชื่อ บ้านบางแก้ว  ตำบลท่ามะเดื่อ  ฉะนั้น  เพื่อมิให้มีการหลงผิด  จึงมีผู้เติมชื่อวัดว่า  วัดเขียนบางแก้วใต้  เพื่อให้แตกต่างจากชื่อบ้าน ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อวัดว่า วัดเขียนบางแก้ว ตามหลักฐานในเพลานางเลือดขาว แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว” เมื่อวันที่ ๙  พฤศจิกายน  ๒๕๖๑
           พ.ศ.๒๔๔๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จตรวจราชการแหลมมลายู เสด็จทอดพระเนตรวัดแห่งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ ๙ มิถุนายน ปรากฏความว่า
   "...ได้ขึ้นดูวัดบางแก้ว เปนวัดชำรุดแล้วมาก มีโบสถ์อยู่หน้าหลังหนึ่ง หลังคาพังแล้ว เอาจากมุง   พระไว้ โบสถ์ด้านหน้ามีมุข มีพระนั่งในมุขหน้า แต่เหลือแต่ไม้แกนปักอยู่ เปนพระนั่งองค์หนึ่ง มีแกนพระยืนอีก ๒ แกนพิงกำแพงอยู่ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหน ทีจะเปนสาวก เฉลียงมุขหน้าเปนปอติโคทางเข้าโบสถ์ทั้งสองข้าง คิดว่าเสามุมหน้าเปนเสาลอย ด้านข้างเปนกำแพงแก้ว แต่เห็นไม่ได้พังเสียเหลือเตี้ยนิดเดียว แต่หน้ามุขเปนพนักแน่ยังอยู่เต็ม ในโบสถ์มีที่ทำสังฆกรรมสามหลัง ที่เรือนพระห้องหนึ่ง ผนังสองห้อง กลางก่อเปนช่องกรง สองห้องหัวท้ายเปนทึบ เสาเปนไม้บัวสลักในตัว หลังโบสถ์กั้นผนังเพียงดั้ง ระเบียงหลังมีพระนอน มีช่องเข้าได้แต่ทางหลัง ในโบสถ์มีพระนั่ง ๕ องค์ รอบโบสถ์มีเสมาหินเกลี้ยง ๘ อยู่บนฐานไม่มีซุ้ม หว่างเสมาข้างขวามีอิฐกองสี่เหลี่ยม ๒ กอง คิดว่าเจดีย์พัง ฤาที่ฝังกระดูกสมภาร มีกำแพงแก้วล้อมโบสถ์สามด้านเว้นหลัง ด้านข้างมีประตูซุ้ม ๑ ด้านหน้ามีประตูซุ้ม ๒ ซุ้ม พังแล้ว หลังโบสถ์มีพระมหาธาตุ รูปพระเจดีย์อินเดีย มีฐานมารแบกชั้นหนึ่งสิงห์ชั้นหนึ่งหน้ากระดานชั้นหนึ่ง ตั้งบนชั้นทักษิณ ฐานแปดเหลี่ยมองค์กลม ชั้นทักษิณแปดเหลี่ยม มีซุ้มพระสามด้าน ด้านหน้าเปนบันใดขึ้นทักษิณ ฐานล่างรองชั้นทักษิณเปนฐานเขียงสี่เหลี่ยม ที่มุมมีพระเจดีย์ไม้สิบสองแทรกกันว่างที่เหลี่ยมย่อมุมละองค์ อย่างพระเจดีย์ไม้เรียวหวดฟ้าแต่ทรงอ้วน ฐานเปนสิงห์สามชั้น สไตล์ของพระธาตุนี้พิกล จะว่าเปนอะไรก็ยากอินเดียนิด ชวาหน่อย เจ๊กหน่อย ที่แท้มันเห็นสไตล์ไม่ได้ชัด เพราะพังแลถูกซ่อมบ้าง ดูองค์พระธาตุเปนอินเดีย ดูซุ้มพระเปนทีอย่างยอดซุ้มโบโรโบโดที่ชวา มีพระเจดีย์เหลี่ยมเปนยอดทิศ ยอดแทรก ยอดใหญ่ ทรงคฤห์เปนทีหลังคาจีน แต่ว่าแน่ไม่ได้ เพราะมันเปนรอยพังๆซ่อมๆ ปลายลวดปัดงอนทีลาวนั้นแน่เปนของเก่า จะดูลายสอบก็ไม่สู้เห็น เพราะใช้ประดับถ้วยจานเสียมาก มีแต่ภาพคือ มารแบกที่รับระฆัง กับเทวดาที่พนังเชิงบันใดก็ทำนองสุโขทัย แลยังมีหัวยักษ์หัวช้างกลิ้งๆอยู่อีกไม่รู้ว่าเดิมอยู่ที่ไหน แต่ฝีมือไม่แข็งทั้งสิ้น พระที่อยู่ในซุ้มหน้าทีคล้ายยายหอม ที่นครปฐมตกลงให้เปนสไตล์แหลมมลายู รอบพระธาตุมีพระระเบียงล้อม พังแล้ว เวลานี้มีคนไปซ่อม ทำเสาไม้มุงกระเบื้อง ข้างกำแพงแก้วโบสถ์มีพระเจดีย์ใหญ่ฐานคูหาอีก
ข้างละองค์พังแล้วพอเห็นได้แต่เค้า กำนัลว่ามีตำนานว่าเจ้าเลือดขาวสร้าง มีเมืองอยู่ต่อไปบนดอนทางเหนือ   มีวัดมีพระพุทธรูปทำด้วยศิลาเรียกวัดกุลา จึงให้เขาพาไปดู ทางไม่สู้ไกลนัก มีโคกสองโคก คงเปนโบสถ์หรือวิหาร อยู่ไม่สู้ห่างกัน จะเปนวัดเดียวกันฤาคนละวัดไม่ทราบแน่ บนโคกมีพระศิลาทรายแดง หักกองเกะกะอยู่หลายองค์ องค์หนึ่งที่เปนใหญ่ที่สุดดวงพระพักตร์สูงประมาณศอกคืบ ทีไม่ไปทางนครไชยศรี กเดียดไปข้างกรุงเก่า ออกจากวัดไปดูเมือง เขาบอกว่าตรงนี้แลเมือง ข้าพเจ้าสังเกตตามดู เห็นไม่มีปรูฟอื่นนอกจากมีถ้วยชามโอ่งไหแตกซึ่งเปนทรากบ้านคน พอเชื่อได้ว่าเปนเมืองจริง จึงเห็นว่าเมืองพัทลุงเดิมคงเปนที่นี้ เพราะมีซาก          สิวิไลย...”
  วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๘ เวลา ๑๖.๑๐ น.เกิดเหตุฟ้าผ่าบริเวณปล้องไฉนขององค์พระบรมธาตุ   มีผลให้ผิวปูนเกิดการกะเทาะ เครื่องถ้วยชามที่ประดับองค์เจดีย์หลุดร่วง หยาดน้ำค้างทองคำส่วนปลายสุดบนยอดเจดีย์ซึ่งทางวัดเพิ่งทำขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ หลุดร่วงลงมา ทางวัดจึงได้นำเอาวัตถุมีค่าที่ชำรุดหลุดร่วงนั้นไปรักษาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาชัยสน
   วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๑ มีคนร้ายปีนขึ้นมาบริเวณลานประทักษิณด้านทิศตะวันตกและใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นพะองติดกับองค์เจดีย์ ตั้งแต่บริเวณคอระฆังไปถึงส่วนปลียอด โดยใช้โคนไม้ไผ่ค้ำยันกับกำแพงของลานประทักษิณ คนร้ายได้ทำการโจรกรรมแผ่นทองคำหุ้มปลียอดไปจนเกือบหมด เหลือแต่พานหุ้มทองคำ และดอกบัวทองคำ ๕ ดอก จากการสอบสวนพบว่าทองที่ถูกลอกไปมีน้ำหนักทั้งสิ้น ๙๐ บาท เหลืออยู่ ๗  บาท             ๒ สลึง คนร้ายหลบหนีไปได้ ส่วนพระและชาวบ้านมารู้ในเวลาเช้าขณะที่พระกำลังจะออกบิณฑบาต ราว ๖.๓๐ น. เนื่องจากสามเณรไปพบร่องรอยผิดปกติ

โบราณสถาน/โบราณวัตถุ/จุดเด่น
  ๑. พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วเป็นเจดีย์ก่ออิฐ ฐานแปดเหลี่ยมวัดโดยรอบยาว ๑๖.๕๐ เมตร สูงถึงยอด ๒๒ เมตร รอบพระมหาธาตุบริเวณฐานมีซุ้มพระพุทธรูปโค้งมน ๓ ซุ้ม แต่ละซุ้มกว้าง ๑.๒๘ เมตร สูง ๑.๖๓ เมตร  ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ  รอบพระเศียรมีประภารัศมีรูปโค้ง  ขนาดหน้าตักกว้าง  ๐.๙๔ เมตร สูง ๑.๒๕ เมตร  ระหว่างซุ้มพระมีเศียรช้างปูนปั้นโผล่ออกมา  เหนือพระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม  อิทธิพลศิลปะจีน  ด้านตะวันออกมีบันไดสู่ฐานทักษิณ เหนือบันไดทำเป็นซุ้มยอดอย่างจีน  มุมบันไดทั้งสองข้าง  มีซุ้มลักษณะโค้งแหลม   ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นนูนสูง  ปางสมาธิ  ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร  ฐานทักษิณและฐานรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแปดเหลี่ยม  มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้  แต่เดิมเป็นรูปมารแบก  เหนือฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศตั้งอยู่ทั้งสี่มุม  องค์ระฆังเป็นแบบโอคว่ำ  ถัดจากองค์ระฆังเป็นบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ประดับด้วยเครื่องถ้วยชาม  ทั้งสี่มุมของบัลลังก์ก็มีรูปกาปูนปั้นมุมละ ๑ ตัว  ซึ่งหมายถึงสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ทั้ง ๔  (พระมหาพันธ์  ธมฺมนาโก  สร้างไว้เมื่อ  พ.ศ.๒๕๑๕)  ส่วนยอดเป็นพานขนาดเล็ก             ๑ ใบ ภายในมีดอกบัวทองคำ จำนวน ๕ ดอก ๔ ใบ (ทองคำถูกขโมยไป เมื่อวันที่ ๗ กรกฏาคม ๒๕๒๑)  ลักษณะศิลปกรรมได้รับอิทธิพลจากพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น 
           ๒. วิหารคด เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน  หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ล้อมรอบพระธาตุ ๓ ด้าน ยกเว้นด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับอุโบสถ  ภายในวิหารคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย  ฝีมือชาวพื้นบ้าน จำนวน ๓๔ องค์  ชาวบ้านเรียกว่า  พระเวียน  
            ๓. อุโบสถ  ตั้งอยู่ด้านหน้าพระมหาธาตุเจดีย์  หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออกขนานกับคลองบางแก้ว  พระอธิการพุ่มได้บูรณะขึ้นใหม่  เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒  ต่อมาชำรุดทรุดโทรมมาก  จึงมีการบูรณะใหม่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน  มีบันไดทางขึ้นด้านหน้า ๒ ทาง  ด้านหลัง ๑ ทาง  ภายในมีพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย  ทาพระโอษฐ์สีแดง จีวรสีเหลือง  ด้านหลังพระประธานก่อผนังเป็นห้อง  ประดิษฐานพระไสยาสน์ปูนปั้น ๑ องค์ ยาว ๗.๕๐ เมตร สูง ๑.๕๐ เมตร หนา ๙๐ เซนติเมตร ทาพระโอษฐ์สีแดง หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  อุโบสถได้รับการบูรณะครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔
            ๔. ใบเสมาหินทรายแดง  ตั้งอยู่โดยรอบอุโบสถ  จำนวน ๘ ใบ  เป็นเสมาเกลี้ยงไม่มีลวดลาย  ยกเว้นใบที่อยู่ด้านหลังอุโบสถ  มีลวดลายปูนปั้นที่อกเสมาเป็นรูปทรงพุ่มทรงข้าวบิณฑ์  เข้าใจว่าเป็นการซ่อมภายหลัง  เสมาเหล่านี้เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น
            ๕. ซากหอระฆัง  ตั้งอยู่ด้านหน้าธรรมศาลา  ปัจจุบันหักเหลือแต่ฐาน เดิมตอนบนเป็นเสาไม้สี่เสา หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้อง คอสองประดับแผงไม้ฉลุลาย
            ๖. ศาลาการเปรียญ   ตั้งอยู่ด้านหน้าซากหอระฆัง  พระภิกษุคงเป็นผู้สร้างขึ้นบนซากเก่าเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔-๒๔๕๕ เพื่อใช้ทำบุญบำเพ็ญศพของพระอธิการพุ่ม  มีขนาด ๓ ห้อง  เสาไม้ตำเสา มีเฉลียงรอบ หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องดินเผา  ภายในมีธรรมมาสน์จำหลักไม้สวยงาม  ปัจจุบันบูรณะใหม่แล้ว
            ๗. พิพิธภัณฑ์สังฆรักษ์ (เพิ่ม)  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กรูปแบบไทยประยุกต์ออกแบบโดยกรมศิลปากร  ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบบริเวณวัดเขียนบางแก้ว  โคกเมืองและบริเวณใกล้เคียง
            ๘. พระพุทธรูปสำริด  ปางอุ้มบาตร  ศิลปะสมัยอยุธยา  อยู่บนกุฏิเจ้าอาวาส  ชาวบ้านเรียกว่า  "แม่ทวด”         มีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นเพื่อฉลองแทนองค์ "สมเด็จเจ้าแม่อยู่หัวเมือง”บางตำนานว่าหมายถึง นางเลือดขาว          
บางตำนานว่าหมายถึง "แม่ศรีมาลา”   
             ๙. โบสถ์พราหมณ์ (โคกแขกชี) ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระมหาธาตุเจดีย์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดแขกชี  บริเวณโบสถ์พราหมณ์ มีซากฐานเสาหินทรายสีแดงรูปทรงกลมเจาะรู ด้านในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑ ชิ้น  ชิ้นส่วนฐานโยนิหินทรายสีแดง ๑ ชิ้น  ศิวลึงค์ชำรุด จำหลักจากหินทรายแดง ๑ ชิ้น
๑๐. วิหารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (โคกวิหาร) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโบสถ์พราหมณ์  ปัจจุบันเหลือเพียงซากเนินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฐานชุกชีก่อด้วยอิฐและหิน  ตอนบนมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปจำหลักจากหินทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยา  จำนวน ๓ องค์  พระเศียรพระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่  ๑ เศียร
             ๑๑. พระแก้วคุลาศรีมหาโพธิ์ (โคกพระคุลา) ชาวบ้านเรียกว่าพระคุลา ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวิหารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  ประมาณ ๕๐ เมตร  พระคุลาเป็นพระพุทธรูปหินทรายแดงปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนต้น เดิมชำรุดหักเป็นชิ้น เหลือเพียงพระเศียรเท่านั้นที่สมบูรณ์  วัดโดยรอบได้ ๑.๓๐ เมตร  สูง ๑ เมตรเศษ  ต่อมาพระมหาพันธ์ ธมฺมนาโก เจ้าอาวาสได้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕
             ๑๒. พระพุทธรูปสองพี่น้อง ประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระคุลา ประมาณ ๒๐๐ เมตร  เดิมเป็นพระพุทธรูปหินทรายแดงแตกหัก จำนวน ๒ องค์ เหลือแต่พระเศียร  ต่อมาพระมหาพันธ์ ธมฺมนาโก เจ้าอาวาสได้บูรณะขึ้นใหม่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ เสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓
             ๑๓. โคกเมือง  เป็นแหล่งชุมชนอีกแหล่งหนึ่ง  ตั้งอยู่บนสันทรายริมทะเลหลวงห่างจากวัดตะเขียนบางแก้วไปทางทิศเหนือประมาณ ๓๐๐ เมตร  ลักษณะเป็นเนินหรือโคกทรายสูง   ปัจจุบันถูกไถปรับเพื่อทำการเกษตรของราษฏร พื้นที่ทั่วไปเป็นเนินทราย  บนผิวดินมีเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก  อาทิเครื่องสมัยจาก 
แหล่งเตาสุโขทัย เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง เครื่องถ้วยพื้นเมือง ด้านทิศตะวันตกของโคกเมืองเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสองพี่น้อง

กิจกรรมและบริการด้านแหล่งโบราณสถาน (โปรแกรมการท่องเที่ยว/บริการท่องเที่ยวในชุมชน)
               กิจกรรมงานแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ในวันมาฆบูชาทุกปี
การเดินทาง
               รถยนต์ จากตัวเมืองพัทลุงไปตามถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๑ เลยอำเภอเชาชัยสนไปประมาณ ๗ กิโลเมตร อยู่ในเขตบ้านบางแก้วใต้บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๔ จะมีป้ายบอกทางไปวัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว
                     
เอกสารอ้างอิง
- วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า ๑๓๒-๑๓๗ : โรงพิมพ์ 
   คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔.
- โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑  สงขลา  หน้า ๖๖-๗๒
รวบรวมโดย นางสาวอารี  ด้วงสุวรรณ  นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ









แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม