สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> โบราณสถานและวัตถุ
เรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง

วันที่ 15 ก.ย. 2564

เรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง

เรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุงหรือเรือนไทยภาคใต้หรือบ้านทรงไทยเป็นสถาปัตยกรรมแบบเปิดรูปแบบหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะเด่นพิเศษ ( เอกลักษณ์) อันเกิดจากความรู้สึกนึกเห็นและคตินิยม ด้านศิลปะการปลูกสร้างแบบไทยใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยทั่วไปเรือนไทยในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคฐานะ ทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของพื้นที่ใช้สอย.. . เรือน..(เรียนหลัก) พื้นตัวเรือน จะเป็น ๒ หรือ ๓ ส่วน (๒ หรือ ๓ ช่วงเสา) มีส่วนใช้สอยหลักคือ ห้องนอน ห้องครัว และส่วนที่ใช้พักผ่อนอาศัย ห้องครัวนิยมต่อระเบียงทางด้านทิศเหนือ หรืออาจต่อด้านหลังคาปีกนกทางทิศตะวันตก (หลังบ้าน) ถ้าเป็นเรือนขนาดใหญ่ เรือนครัวจะปลูกสร้างเป็นเรือนห่วงแบบหลังคาจั่ว "ขวางหวัน" โดยมีชานเชื่อมต่อกับเรือนประธาน พื้นชานและครัวนิยมลดระดับเรือนเครื่องสับในภาคใต้ ซึ่งมีอายุเก่าแก่คลอดลงมาประมาณ ๘๐-๙๐ ปี มีรูปร่างและลักษณะซึ่งอธิบายได้ดังนี้ เรือนเครื่องสับในภาคใต้ปลูกยกพื้นใต้ถุนสูงพอสมควรการปลูกเรือนในภาคใต้ทั่วไปจะไม่ฝังโคนเสาลงในดิน การที่คนทางภาคใต้ปลูกเรือนโดยไม่ฝังโคนเสาลงในดินก็มีเหตุผลสมควรคือ กันปลวกกัดตีนเสาและกันตีนเสาผุ เพราะพื้นดินทางภาคใต้มีความชื้นมาก เนื่องด้วยฝนตกชุก เรือนทางภาคใต้จึงเป็น เรือนเสาลอยเหนือพื้นดิน

ยุคที่นิยมปลูกบ้านแบบ "เรือนเครื่องผูก” ไม้ที่นิยมทำเสาและเครื่องบนได้แก่ ไม้กิ่งเนื้อกลาง หรือ เนื้อแข็ง บางท้องถิ่นใช้ไม้เหลาชะโอน ซื้อหาได้ง่ายและไม่ต้องปรับแต่งมาก เครื่องมุงนิยมใช้หญ้าคา แฝก ใบตาล ใบลาน ใบจาก ในสาคู (เรือนที่มุงจากนิยมใช้จากที่เย็บด้วยใบสาคูมากที่สุด เพราะทนทานกว่าที่เย็บด้วยใบปาล์มชิดอื่นๆ) ส่วนฝานิยมกั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะหรือกั้นด้วยจากหรือกระแซง พื้นปูด้วยฟากไม้ไผ่หรือ ฟากไม้หมากหรือไม้เหลาชะโอน (ฟากไม้เหลาชะโอน ถ้าอยู่ในที่ร่มจะทนนานกว่า ๑๐๐ ปี) วัสดุที่นำมาใช้ผูก ได้แก่ หวาย ลำเพ็ง (พันธุ์ไม้เลื่อยชนิดหนึ่ง) ลิเพา (ขนาดใหญ่) ทางตาล ทางลาน หรือลำไม้ไผ่อ่อนโดยทุบพอแตกแล้วบิดพันเป็นเกียว

ครั้นถึงยุค "เรือนเครื่องสับ” นิยมทำเสาด้วยไม้แก่นเนื้อแข็ง ซึ่งเป็นไม้ที่หาง่ายในท้องถิ่น เช่น ไม้ตำเสา ไม้เคี่ยม ไม้หลุมพอ (ไม่นิยมใช้ไม้ตะเคียนทำเสาเรือน เพราะเชื่อกันว่ามักมีผีตะเคียน) นำมาถาก เป็นเหลี่ยน สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยมให้ส่วนปลายเสาเล็กกว่าโคนเสาเล็กน้อย ส่วนเครื่องบนนิยมใช้ไม้ เนื้อกลางหรือเนื้อแข็ง เช่น สยา เคี่ยม หลุมพอ ตำเสา ตะเคียน ยาง บางท้องถิ่นใช้ไม้ตาลที่แก่จัดมานำทำรอดรอดตง ขื่อ แป กลอน ระแนง ไม้ที่นิยมทำกระดานสาหรับกั้น คือ ไม้ยาง ไม้ทง ไม้สยา ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีลักษณะรูปแบบ และโครงสร้างไม่แตกต่างกันเลย นอกจากส่วนประกอบปลีกย่อยและส่วนที่เป็นการประดิษฐ์ตกแต่งเท่านั้น ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวัสดุพื้นบ้านที่นำมาใช้ในแต่ละภูมิภาคต่างชนิดกัน และความรู้สึกนึกเห็นและคตินิยมเชิงช่างตลอดจนเทคนิควิธีการปลูกสร้างแตกต่างกัน
สำหรับเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ปลูกสร้างบ้านเรือนแบบโบราณมีอายุความคงทนจำกัด ประกอบกับคู่นิยมพื้นฐานของสังคมในภาคใต้ เปลี่ยนแปลงไปมากบ้านแบบภาคใต้สมัยโบราณ จึงหลงเหลืออยู่น้อยและที่เหลือยู่บ้างก็มักจะมีอยู่ตามวัด เพราะการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อสนอง อัตถประโยชน์ของวัดมีน้อยกว่าของชาวบ้าน และเนื่องจากของวัดเป็นของสงฆ์ การอนุรักษ์จึงทำได้ดีกว่าของเอกชนในปัจจุบัน เรือนเครื่องสับที่เป็นแบบอย่างเฉพาะของภาคใต้มีเหลืออยู่ไม่สู้มาก เพราะที่ยังคงมีอยู่บ้าง ก็อยู่ในสภาพที่เก่าแก่ทรุดโทรมมาก เป็นที่น่าห่วงว่า เรือนเครื่องสับของภาคใต้กำลังจะสูญไปในที่สุด เพราะคนรุ่นใหม่ไม่นิยมยินดีที่จะปลูก เรือนตามแบบเดิมขึ้นเป็นที่อยู่อาศัย

ลักษณะทั่วไปของเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง
เรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง จำแนกได้ 2 ประเภท เช่น เดียวกับเรือนไทยทั่วๆ ไป คือ เรือนเครื่องผูก และเรือนเครื่องสับ เรือนเครื่องผูก คือ เรือนที่ใช้วิธีประกอบโครงสร้างทั้งหมดด้วยเชือกเถาวัลย์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่หาได้ภายในท้องถิ่น วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่แปรรูป แต่จะใช้กรรมวิธีผูกยึด สอด สานเรียงร้อยเข้าด้วยกัน นำมาประกอบเป็น เรือนเครื่องผูก....ส่วนเรือนเครื่องสับเป็นเรือนที่ปรับปรุงพัฒนามาจาก เรือนเครื่องผูก มีวิธีประกอบและปลูกสร้างโดยเฉพาะส่วนโครงสร้าง หรือเครื่องเรือนด้วยการบาก เจาะ เข้าเดือยใส่สลัก วัสดุที่ใช้จะถูกนำมาแปรรูปเพื่อให้ได้ขนาดสัดส่วนเหมาะสมตามต้องการเรือนเครื่องสับเป็นเรือนที่คงทนถาวรให้ความปลอดภัยและส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าเรือนเครื่องผูก เรือนไทยเครื่องผูกเป็นเรือนที่มีมาก่อน เรือนเครื่องสับ เรือนเครื่องผูกในภาคใต้ จึงเป็นแบบที่น่าศึกษาและโดยเฉพาะมีขนาดต่างๆ กัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกพื้นนิยมปูพื้นด้วยฟากหรือกระดาน หลังคามุ่งกระเบื้อง เพิงนิยมกันแพร่หลายในรัชกาลที่ 5 สมัยรัตนโกสินทร์

เรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง สมัยก่อนนิยมปลูกบ้านเรือนโดดเดี่ยวไม่นิยมทำระเบียงออกมาทางด้านข้างหรือด้านสะกัด เพราะมีลมมรสุมมักจะพัดพาน้ำฝนสาดเข้าระเบียงทำไห้เรือนผุเร็ว ที่ถ่ายทอดแบบ เรือนมาจากถิ่นอื่นมาทำเป็นระเบียงหรือมีชานแล่นระหว่างหรือเรือน 2 หลัง หรือระเบียงข้างหลังเพียง หลังเดี่ยวก็ต้องทำฝากั้นจนมิดชิด เพื่อป้องกันฝนสาด

ลักษณะพิเศษของเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง อันเนื่องแต่ฝนซุกและความชื้น คือ การไม่ฝังเสาลงในดิน แต่จะวางเสาทุกต้นลงบน "ตีนเสา" ซึ่งใช้ท่อนไม้เนื้อแข็งหรือก้อนหินหรือหล่อเป็นแท่งซีเมนต์รองรับไว้ หรือใช้วิธีบากประกบ ใช้ขื่อ แป และคานบังคับเสาให้ตั้งเข้ารูปแล้วจึงขึ้นตั้ง (เจาะตั้งบนขื่อ) วางจันทัน แปลานและเครื่องประกอบอื่นๆ ได้แก่ ตง รอด ระแนง แล้วจึงมุงหลังคา ปูพื้นและกั้นฝา เครื่องเรือนเหล่านี้จะช่วยยึดโยงกันเองให้สามารถทรงตัวเรือนทั้งหมดไว้ได้อย่างมั่นคง เหตุที่ไม่ฝังเสาลงดิน เพราะเมื่อฝนชุกสภาพดินยึดหยุ่นมาก โอกาสที่เสาจะทรุดมีได้มาก นอกจากนี้พื้นดินที่ชุ่มชื้นด้วยน้ำฝน เป็นที่อยู่ของปลวกและเชื้อราต่างๆ อันจะกัดกร่อนให้เสาผุพังเร็วยังขึ้น การใช้ตีนเสาร้องรับจะช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ การใช้ตีนเสายังช่วยให้เป็นผลดีต่อการเคลื่อนย้ายบ้านด้วย การที่ภาคใต้มีพายุจัดและลมแรง ฝนซุกเกือบตลอดปี บังคับให้ชาวภาคใต้ปลูกเรือนแบบหลังคาเตี้ยและลาดชัน ปลายเสาเรือนเอนเข้าหากัน เล็กน้อย กั้นฝากระคานในแนวนอนก็เพื่อไม่ให้ต้านลมมากเกินไป การทำหลังคาให้ลาดเอียงมากก็เพื่อให้ลมปะทะปลายจากหรือหางกระเบื้องทำให้น้ำฝนตกต้องหลังคาไหลเร็ว และสะเด็ดน้ำเร็ว
 
เรือนเครื่องสับภาคใต้ชอบปลูกเรือนเป็นหมู่คล้ายกับเรือนไทยภาคกลาง คือ มีเรือนประธานหลังหนึ่ง ที่ริมชานด้านตรงกันข้ามกับเรือนประธานมีเรือนเคียงปลูกขึ้นหลังหนึ่งและท้ายชานด้านหนึ่งจะมีชานแล่นขวางหัวชานหน้าระเบียง จากหัวเรือนประธานไปสู่เรือนเคียงริมนอกชานขวางนี้เป็นที่ปลูกเรือนครัวกั้นด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะ เพื่อให้ลมเดินผ่านตลอดอดหัวชานหน้าระเบียงด้านตรงกันข้ามกับเรือนครัว เป็นส่วนหน้าเรือน บันได เรือนสาหรับขึ้นลงจะพาดอยู่ทางด้านนี้ ลักษณะเด่นของเรือนเครื่องสับในภาคใต้ที่เห็นได้ชัดคือ ทำทรงเรือนขนาดไม่สูงนัก เสาเรือนตั้งอยู่บนแผ่นหินไม่ปักเสาลงในดินฝาเรือนตีกระดานเป็นฝาเกล็ด ทำช่วงหน้าต่างแคบๆ หลังคาติดปั้นลมรูปหางปลา ต่อชายคาคลุมเรือนยาว เพื่อกันฝนสาดเข้าในเรือน มีแผ่นกระดานเลียบแล่นหน้าเรือนประธาน ซึ่งยกพื้นสูงพอคนก้มหัวลอดได้แต่พื้นชานเตี้ยมาก

ลักษณะเด่นของเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง
     ๑. ตำทรงเรือนขนาดไม่สูงนัก 
     ๒. เสาเรือนตั้งอยู่บนแท่นหิน 
     ๓. ฝาเรือน เป็นกระดายตีเกล็ด
     ๔. ทำช่องหน้าต่างแคบๆ
     ๕. หลังคาติดปั้นลมแบบหางปลา
     ๖. ต่อชายคาคลุมตัวเรือนกันฝนสาด
     ๗. มีแผ่นกระดานเบียบแล่นหน้าเรือนประธานและหน้าระเบียง 
     ๘. ใต้ถุนเรือนประธานยกพื้นสูง พอคนก้มหัวลอดได้
     ๙. เรือนสามารถใช้คนจำนวนมากยก เคลื่อนย้ายที่ไปได้

ลักษณะเรือนพื้นถิ่นโบราณจังหวัดพัทลุง ที่เกี่ยวกับคติความเชื่อค่านิยมและวัฒนธรรม
๑. การไม่นิยมปลูกบ้านขวางตะวัน (หันจั่วทั้งสองไปทางทิศใต้และทิศเหนือ) แต่โบราณห้ามไว้เป็น กุศโลบายว่าถ้าปลูกหันขวางตะวัน หรือ "ขวางหวัน" เท่ากับ เป็นการขวางโลก หาความเจริญไม่ได้ คดิอันนี้ มีผลทางสถาปัตยกรรมให้ชาวภาคใต้นิยมปลูกสร้างเรือนครัว และเรือนเก็บข้าวเปลือก ไว้ทางทิศจะวันตกหรือทางทิศตะวันออกของซานเรือนโดยจะเว้นทางทิศเหนือหรือทิศใต้ของเรือนหลังแรกไว้เผือปลูกเรือนสำหรับอยู่อาศัยหลังที่ 2 บ้านหลังใหม่จะได้ไม่ขวางตะวัน นอกจากนี้การปลูกเรือนครัว และเรือนข้าวเปลือกยังเกิด ประโยชน์ช่วยทำให้ชานเรือนได้ร่มเงาอย่างน้อยเกือบครึ่งวันทำให้นั่งพักผ่อน หรือทำงานสะดวกสบายยิ่งขึ้น
๒. การไม่นิยมปลูกบ้านสองขั้น เนื่องจากชาวภาคใต้ในสมัยก่อนยึดมั่นในคารวะธรรมอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าถ้านั่ง นอน หรือยืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้อาวุโสจะเป็นบาปไม่เป็นศิริมงคลแก่ตัว หรือถ้าใครมี เครื่องลางของขลังติคตัวอยู่ถ้ามีสตรีเดินข้ามศีรษะจะทำให้ของขลังเสื่อม การปลูกบ้านเรือนสองชั้นทำให้ยากแก่การเลี่ยงสภาพเช่นนั้นได้
๓. ไม่นิยมทำพื้นระเบียงให้เสมอระดับพื้นเรือนนอนจากคติความเชื่อใน เรื่องอาวุโส และเครื่องลางของขลังดังกล่าว จึงนิยมลดระดับพื้นระเบียงต่ำกว่าพื้นเรือนนอน เผื่อมีบุตรหลานมาเยี่ยมเยือน "ผู้เฒ่าผู้แก่" บุตรหลานจะได้นั่งที่ระเบียงซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า ถ้าจะนั่งเล่นหรือนั่งทำงานก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอไป เหยียบหรือยืนคร่อมอยู่ในระดับเดียวกับศีรษะของผู้ใหญ่ เมื่อท่านกำลังหลับนอน ยิ่งถ้าบังเอิญท่านนอน หันศีรษะมาทางจุดนั้นด้วยก็เชื่อว่าจะเป็นอัปมงคลยิ่งขึ้น
๔. การนิยมทำเชิงไว้ในห้องนอน ชาวใต้ส่วนมากนิยมเก็บของมีค่าและของที่เคารพนับถือไว้ในห้องนอนและจัดเก็บไว้ในระดับสูง จึงมักทำเพดานที่เก็บของได้ (คล้ายหิ้งหรือชั้นวางของ) ไว้ในห้องนอนตรงจุดเหนือที่นอน ซึ่งเรียกว่า "เชิง" นิยม เก็บเสื้อผ้า เครื่องมือ เครื่องใช้ของบรรพบุรุษที่เป็นมรดกตกทอดหรือ ที่ถือเอาเป็นวัตถุมงคลไว้บนเชิง หนังสือประเภทสมุดข่อย ใบลาน ตำรา ซึ่งถือว่าเป็นของสูงนิยมเก็บไว้บนเชิงเพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก หรือผู้หญิงเดินข้ามด้วยความเผลอเรอ
๕. วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในตัวบ้านหลังเดียวกัน นิยมแยกบุตรสาวให้นอนรวมกันห้องหนึ่ง และบุตรชายให้นอนรวมกันอีกห้องหนึ่ง ซึ่งมักจะกั้นห้องเฉพาะสาหรับพ่อแม่ห้องหนึ่ง มักจะมีห้องโถงเปิดโล่งอีกห้องหนึ่งสาหรับให้บุตรชายนอนรวมกัน ถ้ามีแขกเหรื่อมาพักค้างคืนก็จะให้นอนในห้องโถงอย่างน้อย ๑ ห้อง ถ้าเป็นบ้านที่มี ๓ ห้องต่อกันก็จะนิยมใช้ห้องกลางเป็นห้องโถง และถ้ามีการต่อระเบียงหรือทำชานเรือนขนาบกับตัวบ้าน นิยมใช้ไม้กระดานแผ่นใหญ่ปูลาดบนปลายรอดที่ยื่นเลยเสาออกมาให้ขนานไปกับตงและแนบขนานไปกับไม้แผ่นที่ปิดหัวกระดานพื้น ( ซึ่งเรียกว่านอ) ตลอดห้องโถง เพื่อใช้เป็นที่นั่งเล่น เรียกกระดานแผ่นนี้ว่า " เกยนอ" หรือ "หน้านอ
 
เอกสารอ้างอิง
- มโน พิสุทธิรัตนานนท์ "เรือนไทยภาคใต้” หนังสือรายงานการศึกษาวิจัย สถาบันทักษิณคดีศึกษา
มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ สงขลา ๒๕๓๕

รวบรวมโดย นางสาวอารี ด้วงสุวรรณ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม