สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว >> สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
วัดวัง

วันที่ 22 ก.ย. 2564

วัดวัง
 
๑. ชื่อแหล่งท่องเที่ยว วัดวัง

๒. ที่ตั้งแหล่งท่องเที่ยว เลขที่ ๖๑ บ้านคลองลำปำ หมู่ที่ ๔ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
พิกัด ละติจูด ๗.๖๒๓๐๕๒ ลองติจูด ๑๐๐.๑๔๒๖๙๗

๓. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
วัดวังสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอน พงศาวดารเมืองพัทลุง หลวงศรีวรวัตร(พิณ จันทโรจวงศ์) เขียนไว้ว่าพระยาพัทลุง (ทองขาว) มีศรัทธาได้ทำการสร้างวัด มีอุโบสถและระเบียงรอบไว้กลางเมืองวัดหนึ่ง เมื่อทำการสร้างเสร็จ จัดการฉลอง ณ วันที่ ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ พุทธศักราช ๒๓๕๙ (จ.ศ.๑๑๗๘) ปีชวด อัฐศก
ในหนังสือพงศาวดารและลำดับวงศ์ตระกูลเมืองพัทลุง เขียนโดยพระยาโสภณพัทลุงกุล (สว่าง ณ พัทลุง) กล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) ได้ปฏิสังขรณ์วัดขึ้นที่ตำบลลำปำวัดหนึ่ง ให้ชื่อว่าวัดวัง มีอุโบสถพัทธสีมาและวิหาร เป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสำหรับเมือง
คุณยายประไพ มุตตามระ บุตรีหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) ได้ให้ความเห็นว่าวัดวังคงจะเริ่มสร้างมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แต่เพราะบ้านเมืองในสมัยนั้นมีศึกสงครามกับหัวเมืองมลายู อยู่เสมอ จึงทำให้การสร้างวัดมาเสร็จในรัชกาลที่ ๒
ในทำเนียบวัดวังจังหวัดพัทลุงของพระครูอริยสังวร (เอียด) ระบุว่าวัดวังสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จุดประสงค์ในการสร้างวัดนี้อาจเป็นไปได้ว่าเพื่อใช้เป็นวัดประจำเมือง เพราะในสมัยนั้นได้ย้ายเมืองพัทลุงมาตั้งที่โคกสูง บริเวณนี้ยังไม่มีวัดที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาเมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วพิจารณาเห็นว่า วัดควนมะพร้าวซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาตั้งแต่สมัยธนบุรีนั้นห่างไกลจากตัวเมืองมาก จึงให้ยกวัดขึ้นเป็นวัดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
สมัยพระยาพัทลุง (ทับ) ได้ทำการบูรณะวัดวัง โดยหลวงยกกระบัตร (นิ่ม) ได้รื้อกำแพงเมืองที่เขาชัยบุรีมาปฏิสังขรณ์วัดวังและได้ทำการฉลองเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก โทศก พ.ศ.๒๔๐๓
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จประพาสแหลมมลายู ได้เสด็จประพาสเมืองพัทลุงใน ร.ศ.๑๐๘(๒๔๓๒) ดังปรากฏความในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายูคราว ร.ศ.๑๐๗ และ ๑๐๘
ต่อมาเมื่อได้ย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ พ.ศ.๒๔๖๗ วัดวังจึงได้ลดความสำคัญ ลงจากที่เคยใช้เป็นวัดสำหรับประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทำพิธีสมโภชต้นดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ก็กลายเป็นวัดที่อยู่ไกลเมือง วัดวังก็ทรุดโทรมลง
ชื่อของวัดวังมีที่มา ๒ นัย คือ นัยที่หนึ่ง เนื่องจากวัดวังมีลำคลองน้ำเชี่ยวไหลมาบรรจบกับคลองลำปำทางทิศใต้ของวัด บริเวณนั้นเป็นวังน้ำลึก ชาวบ้านจึงเรียกว่า หัววัง จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่าวัดวัง ซึ่งหมายถึงวังน้ำที่มีห้วงน้ำลึก นัยที่สอง เนื่องจากวัดตั้งอยู่ใกล้จวนเจ้าเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วังเจ้าเมืองพัทลุง จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดวัง แต่มีปัญหาว่าวังเจ้าเมืองพัทลุง สร้างขึ้นทีหลังวัดวังหรืออาจเป็นไปได้ว่าวังพระยาพัทลุง (ขุน ณ พัทลุง) อาจตั้งอยู่บริเวณโคกสูง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อวัดก็ได้

๔. โบราณสถาน/โบราณวัตถุ/จุดเด่น
๑. อุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา มีช่อระกาประดับด้วยกระจกสี หน้าบันอุโบสถทั้งสอง จำหลักไม้ลงรักปิดทอง ด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปพระพายทรงม้า ๓ เศียร ประดับด้วยลายกนกก้านแย่ง รูปยักษ์ รูปเทพธิดาและกินรี ลงรักปิดทอง ด้านหลังเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียร ประกอบด้วยลายกนกลงรักปิดทอง โดยหน้าบันทั้ง ๒ ด้าน ได้จำลองจากของเดิมที่ได้ถอดไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา ตัวอุโบสถเดิมมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน แต่ได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยพระยาพัทลุง (ทับ) เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ โดยได้ก่อฝาผนังอุโบสถขึ้นมาใหม่ให้มีความกว้างยาวกว่าเดิม ด้านหน้าอุโบสถมีมุขยื่นออกมามีเสากลมรองรับ ๒ เสา ภายในมุข มีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งห้อยพระบาท แสดงปางเลไลยก์ มีช้างและลิงปูนปั้นถวายรังผึ้ง เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ด้านข้างเป็นเสานางเรียงกลมก่อด้วยอิฐถือปูนอยู่บนฐานไพทีรับปีกชายคา ด้านละ ๗ เสา หัวเสาประดับลายปูนปั้นรูปกลีบบัวหงาย อุโบสถมีประตูทางเข้าด้านหน้า ๒ ประตู มีบานประตู ๔ บาน เดิมมีภาพลายรดน้ำรูปทวารบาล แต่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ขุนอรรถวิบูลย์ (อรรถ จันทโรจวงศ์) ได้บูรณะใหม่โดยบานประตูด้านขวามือของอุโบสถ ๒ บาน แกะเป็นรูปกินรีบานละ ๖ คู่ ลงรักปิดทอง ส่วนประตูด้านซ้ายมือแกะเป็นรูปทวารบาล บานแรกแกะเป็นรูปเทพธิดาถือดอกไม้ ตอนล่างแกะเป็นรูปหนุมานแบก อีกบานหนึ่งแกะเป็นรูปพระนารายณ์ ๔ กร ทรงถือสังข์ คฑา จักร และตรี ทรงพญานาค เป็นพาหนะ ตอนล่างของภาพเป็นรูปหนุมานแบกลงรักปิดทอง เหนือขอบประตูทั้ง ๒ มีลวดลายปูนปั้นรูปดอกไม้พรรณพฤกษาประกอบด้วยรูปสัตว์ต่าง ๆ ตอนใต้ของภาพเป็นรูปสิงห์โตแบบศิลปะจีน ตรงกลางเป็นลายขมวดประสานกันอย่างสอดคล้อง อุโบสถมีหน้าต่างด้านละ ๖ ช่องประดับด้วยลวดลายปูนปั้นพรรณพฤกษา บางช่องปั้นเป็นรูปหน้ากาล ลวดลายปูนปั้นทั้งหมดซ่อมใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย จำนวน ๔ องค์ ประดิษฐานบนฐานชุกชีย่อมุมไม้สิบสอง ฐานพระเป็นฐานสิงห์มีผ้าทิพย์ด้านหน้า พระประธานขนาดหน้าตักกว้าง ๒ เมตร มีพระสาวกปูนปั้นประทับยืนพนมมือ ด้านขวามือของพระประธานมีพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่อง ปางห้ามสมุทรพร้อมฉัตร ๕ ชั้น ขนาดสูงรวมฐาน ๒๒๑ เซนติเมตร ส่วนด้านซ้ายมือของพระประธานมีพระพุทธรูปไม้จำหลักบุด้วยโลหะทรงเครื่องปางอุ้มบาตร ๑ องค์ มีขนาดสูงฐาน ๑๖๔ เซนติเมตร ถูกขโมยไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๒๕ ยังไม่ได้คืน ผนังอุโบสถด้านหน้าตอนใน มีรูปยายแก่ปูนปั้นนั่งชันเข่าขวาบนโต๊ะสี่เหลี่ยมก่อด้วยปูน มือขวาจับที่ตำหมาก มือขวาจับครกหมาก ด้านขวามือเป็นไม้เท้า ชาวบ้านเรียกว่า ยายไอ หรือ ยายทองคำ เชื่อว่าเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างวัด ผนังอุโบสถทั้ง ๔ ด้านเหนือกรอบหน้าต่าง เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องพุทธประวัติระดับเหนือภาพุทธประวัติเขียนภาพเทพชุมนุมทั้ง ๔ ด้าน เดิมผนังระหว่างช่องหน้าต่างมีภาพเขียนเรื่องชาดกพระเจ้าสิบชาติ แต่ปัจจุบันลบเลือนหมดแล้ว รอบอุโบสถมีใบเสมาหินทรายแดงประดับลายปูนปั้นเป็นลายพรรณพฤกษานั่งแท่นย่อมุมไม้สิบสองโดยรอบ และยังมีระเบียงคดล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ภายในระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น จำนวน ๑๐๘ องค์
๒. เจดีย์ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน ๒ องค์ อยู่ทางด้านทิศใต้และทิศเหนือของอุโบสถ ทิศละ ๑ องค์ ฐานเจดีย์เป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม มีซุ้มจระนำทั้ง ๔ ด้าน ๆ ละซุ้ม องค์ระฆังทรงเหลี่ยมย่อมุมรับกับฐาน ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม ด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ทรงกลีบมะเฟือง จำนวน ๑ องค์ ฐานเป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม ๓ ชั้น ชั้นที่ ๔ เป็นบัวปากระฆังรูปกลีบมะเฟือง ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม เจดีย์ทรงกลมมีจำนวน ๕ องค์ อยู่ทางด้านทิศใต้ จำนวน ๑ องค์ ทิศตะวันออกหน้าอุโบสถ ๒ องค์ ทิศเหนือ ๑ องค์ ทิศตะวันตก ๑ องค์ ฐานสิงห์ย่อมุมไม้สิบสอง องค์ระฆังกลม ส่วนยอดเป็นบัวกลุ่ม และเจดีย์ทรงกลมองค์ใหญ่อยู่มุมกำแพงวัดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือก่อด้วยอิฐถือปูน ตามประวัติว่าพระยาพัทลุง (ทับ) สร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๐๓ ฐานเป็นแปดเหลี่ยมถัดไปเป็นชุดฐานสิงห์ย่อมุม ๔ ชั้น เหนือฐานสิงห์เป็นลูกแก้วปากระฆังและองค์ระฆังกลม ส่วนยอดไม่มีบัลลังก์ มีแต่ปล้องไฉนและปลียอด
๓. ธรรมาสน์ จำหลักไม้ ฐานเป็นชุดสิงห์ลายทองรูปพรรณพฤกษา ตามประวัติกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ ที่เสมาธรรมาสน์มีอักษรจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และข้อความว่า ทรงพระราชอุทิศในงานพระบรมศพ พ.ศ.๒๔๕๓ ธรรมาสน์หลังนี้ได้รับการบูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ โดยเขียนลายทองตามรอยแกะเดิม
๔. ตู้พระธรรมลายรดน้ำ อยู่บนกุฎิเจ้าอาวาส จำนวน ๑ ตู้ ลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยมแบบขาสิงห์ เขียนลายรดน้ำกนกก้านแย่งประกอบลายสัตว์ เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
๕. โอ่งน้ำ มีจำนวน ๒ ใบ ใบแรกเป็นโอ่งดินเผาเคลือบสีเขียวทรงสูง ศิลปะสมัยราชวงศ์ชิง ขนาดสูง ๗๓ เซนติเมตร มีปากกว้าง ๔๐ เซนติเมตร ใบที่สองเป็นโอ่งดินเผาทรงเตี้ยปากกว้างเคลือบสีน้ำตาล รอบโอ่งเป็นลายรูปต้นไม้และกนก มีขนาด ๖๑ เซนติเมตร ปากกว้าง ๙๗ เซนติเมตร ตามประวัติกล่าวว่าใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา หรือใส่น้ำสัจจบาลของข้าราชการเมืองพัทลุง
๖. พระพุทธรูปทรงเครื่องปางประทานอภัย(ห้ามสมุทร) สำริด ลงรักปิดทอง พร้อมฉัตร ๕ ชั้นศิลปะรัตนโกสินทร์ สูงทั้งฐาน ๒๒๑ เซนติเมตร (ถูกโจรกรรม พ.ศ.๒๕๒๕)
๗. พระพุทธรูปทรงเครื่องปางอุ้มบาตร ไม่ ลงรักปิดทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ สูงทั้งฐาน ๑๖๔ เซนติเมตร (ถูกโจรกรรม พ.ศ.๒๕๒๕)
๘. พระยาพัทลุง (ขุน) หรือ ขุนคางเหล็ก (เกิด พ.ศ. ๒๒๗๗) เป็นบุตรชายของพระยาราชบังสัน (ตะตา) บุตรชายของพระยาพัทลุง (ฮุเซน) บุตรสุลต่านสุลัยมาน เกิดและเติบโตในกรุงศรีอยุธยา จึงพูดภาษาปักษ์ใต้ไม่เป็น เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่ออายุ ๑๔ ปี ต่อมา เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกได้เข้าถวายตัวช่วยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นครั้งแรก ตามเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้านครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๓๑๒ ขณะนั้นอายุ ๓๕ ปี จึงได้เป็นพระยาภักดีนุชิต สิทธิสงคราม ผู้ช่วยราชการนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๕ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดฯให้ไปเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ในราชทินนาม พระยาแก้วโกรพพิชัยฯ เช่นเดียวกับบิดา พระยาราชบังสัน (ตะตา) ซึ่งมีราชทินนามว่า พระยาแก้วโกรพพิชัยฯ
ภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตก พระยาพัทลุง (ขุน) กับพี่น้องญาติๆ ได้พากันอพยพมาอยู่หมู่บ้านบริเวณ ใกล้ ๆ วัดพลับ (วัดราชสิทธาราม) ไม่ห่างไกลกันนักกับพวกญาติ ๆ เชื้อสุลต่านสุลัยมาน ซึ่งตั้งเคหสถานอยู่ใกล้วัดหงส์รัตนาราม ในคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง ใน พ.ศ. ๒๓๑๕ พระยาพัทลุง ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ พระยาพัทลุง (ขุน) รับราชการอยู่ ๑๗ ปี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๙๔ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และประกาศแนวเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๑๘๐ หน้า ๑๕๑ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๘ พื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๑ งาน ๔๖ ตารางวา
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในความรอบครองของเอกชน จำนวน ๒ รายการตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๘ ตอนที่ ๒๐๑ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ หน้า ๔๔๘๑

๕. กิจกรรมและบริการด้านแหล่งท่องเที่ยว
จากที่พักโรงแรมศิวารอยัล ถึงวัดวัง ระยะทาง ๖ กิโลเมตร เริ่มจากแวะนมัสการพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัตรจตุรทิศพัทลุง แวะวัดคูหาสวรรค์ ผ่านเขาอกทะลุพัทลุง แวะวัดวิหารเบิก ชมความงามหาดแสนสุขลำปำ แวะวังเจ้าเมืองพัทลุง ถึงวัดวังเป้าหมายที่ท่องเที่ยว
 
๖. การเดินทาง
เดินทาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖ กิโลเมตร (ใช้เส้นทางเดียวกับเขาอกทะลุ) มุ่งหน้าไปทางหาดแสนสุขลำปำ ใช้เวลา ๕ นาทีก็ถึงวัดวัง

๗. เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม
๗.๑ นายปทุม ผิวนวล (๒๕๒๗).ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๓. (พิมพ์ครั้งที่ ๑).กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๗
๗.๒ กรมศิลปากร. (๒๕๔๔). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา.

รวบรวมโดย นางพวงน้อย ทิพย์ดนตรี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม