สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีทำบุญบูรพาจารย์สำนักเขาอ้อ

วันที่ 23 ก.ย. 2564

ประเพณีทำบุญบูรพาจารย์สำนักเขาอ้อ
 
ความเป็นมา
วัดเขาอ้อ เป็นวัดหนึ่งในจังหวัดพัทลุง ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นวัดที่มีชื่อเสียงดังทางไสยศาสตร์ ซึ่งมีการประกอบพิธีกรรมสืบสอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พิธีกรรมทางไสยศาตร์ที่สำคัญของวัดเขาอ้อ เช่น พิธีกรรมรับศิษย์ พิธีกรรมทำน้ำพระพุทธมนต์ พิธีกรรมเสดาะเคราะห์ พิธีกรรมการกินว่านยา พิธีกรรมแช่ว่านยา พิธีกรรมกินข้าวเหนียวดำ พิธีกรรมกินน้ำงาดิบ พิธีกรรมสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง เป็นต้น
วัดเขาอ้อ เป็นสำนักทิศาปาโมกข์ ก่อตั้งมาก่อนปี พ.ศ. 800 ผู้ก่อตั้งเป็นพวกพรหมณาจารย์ผู้ทรงเวทย์ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เป็นยุคสมัยที่ศาสนาพราหมณ์เริ่มเคลื่อนย้ายออกจากประเทศอินเดียเพื่อจะขยายฐานศรัทธาของศาสนาพราหมณ์ ตามตำนานบอกว่า ความรู้ในสำนักตักศิลาเขาอ้อ แบ่งเป็นสอง สายหลัก ๆ คือความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์อันเกี่ยวข้องด้วยการปกครอง การสร้างบ้านแปลงเมือง และการทำมาหากิน และอีกสายเกี่ยวข้องด้วยเรื่องของพิธีกรรม ไสยศาสตร์การแพทย์ ซึ่งวิชาทั้งสองสายสืบทอด ด้วยเหตุผลดังกล่าว วัดเขาอ้อจึงมีชื่อเสียงในทางไสยเวทและการแพทย์แผนมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับว่านยา ภายหลังจึงมีพิธีแช่ว่าน พิธีกรรมทางไสยเวทหลายอย่างขึ้น จนเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง ศิษยานุศิษของวัดเขาอ้อจึงกำหนดจัดพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามรอยพิธีกรรมสำนักเขาอ้อขึ้นในเดือน 3 ของทุกปี
 
ความสำคัญ
พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามรอยพิธีกรรมสำนักเขาอ้อ จัดขึ้นในเดือน 3 ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของอดีตบูรพาจารย์และทำบุญอุทิศให้กับบูรพาจารย์แห่งสำนักเขาอ้อทั้งบูรพาจารย์สายพุทธและสายพราหมณ์ ที่ได้สืบทอดวิชาโบราณ ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ และเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของวัดเขาอ้อ ในฐานะสำนักตักศิลาที่เหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยกิจกรรมหลักประกอบด้วย พิธีบวงสรวงบูรพาจารย์ พิธีกรรมลงรางแช่ว่าน พิธีหุงข้าวเหนียวดำตามตำรับเขาอ้อ พิธีกินข้าวเหนียวดำ และพิธีเสริมดวงชะตา เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมส่งเสริมให้ชุมชนนำทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มทาเศรษฐกิจ และเห็นคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดพัทลุง ปัจจุบันมีประชาชนทั่วสารทิศ มาร่วมพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามรอยพิธีกรรมสำนักเขาอ้อ ร่วมพิธีกรรมบวงสรวงบูรพาจารย์ พิธีกรรมลงรางแช่ว่าน พิธีหุงข้าวเหนียวดำตามตำรับเขาอ้อ พิธีกินข้าวเหนียวดำ และพิธีเสริมดวงชะตา โดยเฉพาะพิธีกรรมลงรางแช่ว่าน มีการจองล่วงหน้า เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้ทำพิธีกรรม

พิธีกรรม
พิธีกรรมที่จัดในประเพณีทำบุญบูรพาจารย์สำนักเขาอ้อวัดเขาอ้อ ประกอบด้วย

1. พิธีกรรมหุงข้าวเหนียวดำ
วัดเขาอ้อ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาแต่อดีต โบราณกาลมีพระเกจิอาจารย์สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ตลอดมา พล.ต.ต. ขุนพันธรักราชเดช ก็เป็นศิษย์สำนักวัดเขาอ้อ ที่เลื่องลือเรื่องจตุคามรามเทพ มีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่สำคัญ 4 พิธีที่นิยมประกอบพิธี ให้ศานุศิษย์ที่ศรัทธา คือพิธีเสกว่านให้กิน พิธีหุงข้าวเหนียวดำ พิธีเสกน้ำมันงา และพิธีแช่ว่านยา พิธีหุงข้าวเหนียวดำ จะทำพร้อมกับพิธีเสกน้ำมันงา ชาวบ้านเรียกว่า"กินเหนียวกินมัน" แต่ละปีจะประกอบพิธีกินกัน สอง ครั้ง คือขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 และ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10
พิธีหุงข้าวเหนียวดำหมายถึง การนำเครื่องยาสมุนไพร หรือว่านชนิดต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 108 ชนิด นำมาผสมแล้วต้มเอาน้ำยามาใช้หุงข้าวเหนียวดำ ประกอบพิธีในอุโบสถ เมื่อก่อนประกอบพิธีที่ถ้ำฉัตรทันต์ หม้อและไม้ฟืนทุกอันลงอักขระเลขยันต์กำกับ พระอาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะเริ่มปลุกเสกตั้งแต่จุดไฟ จนข้าวเหนียวในหม้อสุก นำข้าวเหนียวที่สุกแล้วไปประกอบพิธีอีกครั้งก่อนกินข้าวเหนียวดำ ถ้าศิษย์คนใดไม่บริสุทธิ์ต้องทำพิธีสะเดาะเรียกว่าพิธีเกิดใหม่หรือพิธีบริสุทธิ์ตัว เมื่อถึงเวลากินข้าวเหนียวดำต้องเปลี่ยนเครื่องกายเป็นผ้าขาวม้าโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ เข้าไปกราบอาจารย์ สามครั้ง แล้วให้นั่งชันเข่าบนหนังเสือ เท้าทั้งสองเหยียบเหล็กกล้า หรือเหล็กเพชร ปิดศรีษะด้วยหนังหมี มือทั้งสองวางบนหลังเท้าตัวเอง อาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือทั้งไว้ พร้อมภาวนาพระคาถา ส่วนมือขวาปั้นข้าวเหนียวดำเป็นก้อนๆ ป้อนให้ศิษย์ครั้งละก้อน แล้วปล่อยมือศิษย์ที่กดไว้บนหลังเท้า มือทั้งสองของศิษย์จะลูบขึ้นไปตั้งแต่หลังเท้า จนทั่วตัวจดใบหน้า การลูบนี้เรียกว่า การปลุก แล้วลูบลงเอามือทั้งสองข้างไปวางที่หลังเท้าดังเดิม โดยกะประมาณว่ากินข้าวเหนียวก้อนแรกหมดพอดี ข้าวเหนียวมีรสขม ต้องกินก้อนแรกให้หมดจนครบสามก้อนแล้วอาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือทั้งสองไว้ที่เดิมหัวแม่มือขวากดสะดือศิษย์ทำทักษิณาวัตร 3 รอบพร้อมภาวนาคาถาไปด้วย เป็นการผูกอาคม
สำหรับคุณค่าของการกินข้าวเหนียวดำ เชื่อกันว่าถ้าได้กินถึง สามครั้ง จะทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นมหานิยม เป็นยาแก้โรคปวดหลังปวดเอว

การเตรียมอุปกรณ์ในการหุงข้าวเหนียวดำ ประกอบด้วย
1. ข้าวเหนียวดำ แต่ก่อนมีการกำหนดเอาไว้ว่าผู้ที่จะกินข้าวเหนียวดำจะต้องเอาข้าวสารเหนียวดำมาคนละ ๓ กำมือ ปัจจุบันมีการเตรียมเอาไว้พร้อมเสร็จ
2. หม้อ เป็นหม้อที่จะนำมาใช้ในการหุงข้าวเหนียวดำ แต่ก่อนใช้หม้อดินซึ่งเป็นหม้อใหม่ที่ไม่เคยใช้หุงต้มมาก่อน ปัจจุบันนิยมใช้หม้ออลูมิเนียม แต่ต้องเป็นหม้อใหม่ที่ไม่เคยใช้การหุงต้มมาก่อนเช่นกัน
3. หินสามก้อน เพื่อนำเอามาทำก้อนสามเส้าในการหุงข้าวเหนียวดำ จะต้องเป็นก้อนหินที่ไม่เคยใช้เป็นก้อนสามเส้ามาก่อน
4. ไม้ฟืน เป็นไม้ที่นำมาใช้ในการหุงข้าวเหนียวดำ ตามตำรากำหนดใช้ "ไม้ซับพลา” หรือ "ไม้ ราชพฤกษ์” จำนวน 3 ท่อน ใช้วางตามก้อนเส้า สามเส้าสามช่องด้วยกัน ส่วนนอกนั้นจะเป็นไม้ฟืนอะไรก็ได้ แต่ของหลักต้องเป็นไม้ฟืนทั้ง 3 ท่อนนี้
5. ไม้กางหยาง เป็นไม้สำหรับทำเป็นเสาเพื่อวางยันต์ด้านบน ตำราให้ใช้ไม้ซับพลา
6. ยันต์สิบทิศ จำนวน 10 ผืน เพื่อวางตามทิศทั้ง 10 ทิศ เมื่อเตรียมอุปกรณ์และสถานที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็จะเริ่มทำพิธีบูชาครู เสร็จพิธีบูชาครูก็จะทำการปิดยันต์ภูตผีปีศาจและอมนุษย์ทั้ง 10 ทิศ โดยปิดยันต์เพดานไว้เหนือไม้กางหยางอีกทีหนึ่ง จากนั้นอาจารย์ผู้ทำพิธีก็จะใช้ดินสอผงวิเศษลงยันต์ที่ฝ่ามือฝ่าเท้า คอต่อ หน้าผาก ศีรษะ และนิ้วหัวแม่มือของตนเอง เสร็จจากนั้นก็จะลงยันต์ที่หินสามก้อนที่นำมาทำก้อนสามเส้า โดยลงยันต์ "พระแม่ธรณีกางแผ่นดิน” ต่อไปก็ลงยันต์ที่หม้อโดยลงยันต์ทั้งก้นหม้อ ข้างหม้อ และฝาหม้อ ลงยันต์เสร็จแล้วต่อไปก็เอาข้าวเหนียวดำที่ปลุกเสกเตรียมไว้ก่อนใส่ลงในหม้อ ขณะที่หยิบข้าวเหนียวใส่หม้อก็จะบริกรรมคาถากำกับไปตลอดเวลาเมื่อเอาข้าวเหนียวดำใส่หม้อแล้วก็จะเอาน้ำว่าใส่ตามลงไปโดยกะปริมาณให้พอดีกับข้าวสาร เหนียวที่ใส่ในหม้อว่า เมื่อหุงเสร็จแล้วไม่ต้องรินน้ำทิ้ง ขณะที่ใส่น้ำว่านก็จะทำบริกรรมคาถาปลุกเสกเช่นกัน
สำหรับน้ำว่านที่มาใช้ในพิธีหุงข้าวเหนียวดำนี้ก็ได้จากการเอาว่านและสมุนไพรหลายชนิดมาต้มเอาแต่น้ำต่างหาก ซึ่งว่านและสมุนไพรเล่านี้ก็ประกอบด้วย ว่านน้ำมันดำ ว่านขมิ้นขาว ว่านมหาเมฆ ว่านมหานิล ว่านเพชรตาเหลือก ว่านมหากาฬ ว่านมหาปราบ ว่าหนุมานนั่งแท่น ว่านหนุมานประสานกาย ว่านกำลังหนุมาน ว่านสบู่เลือด ว่านเพชรหึง ว่านสากเหล็ก ว่านพระเจ้าคุ้มภัย ว่านเปราะดำ ว่านเขาควาย ว่านพระเจ้าห้าพระองค์ ว่านนิลพัตร ว่านประกายเหล็ก ว่านกระชายดำ ว่านเพชรน้อย ว่านหอกหัก ว่านไพรดำ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นว่านชนิดเดียวกับว่านที่นำมาใช้ในพิธีอาบว่านแช่ยา
เมื่อจุดไฟติดดีแล้วก็เอาหม้อใส่ข้าวเหนียวขึ้นหุง อาจารย์ผู้ประกอบพิธีก็จะประกอบคาถากลับไปกลับมาจนข้าวเหนียวดำสุก เป็นเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งเมื่อข้าวเหนียวดำเมื่อหุงเสร็จใหม่ ๆ สามารถเอามือไปรองใต้หม้อโดยไม่ร้อน โดยจะเอามือรองได้นานชั่วระยะหนึ่ง เมื่อข้าวเหนียวดำสุกอาจารย์ก็จะทำการปลุกเสกพระคาถาอีก 108 คาบ ก็จะได้เวลาที่ข้าวเหนียวดำเย็นลงทันที จากนั้นก็เอาน้ำมันงาปลุกเสกเตรียมไว้ก่อนมาเทลงในหม้อข้าวเหนียวดำ กวนให้เข้ากันและปลุกเสกคาถากำกับลงไปอีก

2. พิธีป้อนข้าวเหนียวดำ
ผู้ที่จะกินข้าวเหนียวดำจะนั่งในลักษณะชันเข่าเอามือทั่งสองจับหลังเท้าไว้ โดยนั่งบนหนังเสือและเท้าทั้งสองข้างเหยียบเหล็กกล้า ศีรษะปิดด้วยหนังหมี อาจารย์ก็จะปั้นข้าวเหนียวดำเป็นก้อนเข้าปากโดยศิษย์คนหนึ่งอาจารย์จะป้อนข้าวเหนียวดำให้คนละ 3 ก้อน อาจารย์ก็จะเสกคาถาผูกกำกับให้อีกครั้งเป็นอันว่าเสร็จสิ้นการกินข้าวเหนียวดำอันเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณที่มีแต่เฉพาะของเขาอ้อเท่านั้น
การหุงข้าวเหนียวดำของสำนักเขาอ้อ เพื่อกินเป็นคงกระพัน กันปวดสะเอว ปวดหลังและเป็นยาอายุวัฒนะด้วย ระยะหลัง ๆ มานี้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของสำนักเขาอ้อทั้ง 3 พิธีนี้ ก็ยังมีศิษย์สำนักเขาอ้อกระทำได้และปฏิบัติอยู่เป็นบางท่าน เช่น พระครูกาชาด (บุญทอง) วัดดอนศาลา พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา (มรณภาพแล้ว) และอาจารย์ประจวบ คงเหลือ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้ประกอบพิธีกันทุกปีหรือบ่อยครั้งนัก เพราะต้องหาฤกษ์พิธีและอุปกรณ์เครื่องยาในพิธีให้พร้อม โดยเฉพาะว่านที่จะนำมาใช้ในพิธีอาบว่านและหุงข้าวเหนียวดำนั้น แต่ก่อนยังพอหาได้ใกล้ ๆ วัด มาภายหลังจะเริ่มหายากต้องออกไปหาถึงสถานที่ไกล ๆ จึงทำให้บางปีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เหล่านี้มีการหยุดเว้นไป เพราะหาว่านยาไม่ครบ หากว่าหาว่านยาไม่ครบตรมตำราก็ไม่อาจประกอบพิธีกรรมได้ เพราะถือว่าไม่สมบูรณ์ ซึ่งสำนักเขาอ้อศิษย์แต่ละท่านจะยึดถือระเบียบปฏิบัติตามตำราอย่างเคร่งครัด เรื่องปฏิบัตินอกตำราจึงไม่มี เพราะเหตุนี้เมื่อศิษย์สำนักเขาอ้อประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ครั้งใดก็ล้วนแต่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เชื่อถือได้เสมอ

3. พิธีแช่ว่านยา
วิชานี้แต่ก่อนใช้ในการรบทัพจับศึก ทหารที่ไปทำสงครามจะมาทำพิธีอาบว่านแช่ยาเพื่อให้ร่างกายเป็นคงกระพันซึ่งนอกจากจะเป็นคงกระพันแล้ว การอาบว่านแช่ยายังช่วยในการถอดเสนียดจัญไรแก้โรค และเป็นมหาอำนาจด้วย การอาบว่านแช่ยานี้จะกระทำได้นั้นความยุ่งยากอยู่ที่ต้องหาเครื่องยาสมุนไพรและว่านมาให้ครบตามตำรา ซึ่งนับรวมแล้วก็มีว่านยาและสมุนไพรหลายสิบชนิดโดยมี "บอระเพ็ด” และ "ขิงชาลี” เป็นหลักและก็มี พญาสัตบัน โคกกระสุน มหานิล ขมิ้นเหลือง มหากาฬ มหาปราบ สากเหล็ก เพชรหึง นิลพัตร หอกหัก ไพลดำ กระชายดำ เพชรน้อย หนุมานประสานกาย สบู่เลือด มหาเมฆ ฯลฯ เป็นต้น ว่านที่มีกำหนดตามตำรานั้น จะแบ่งออกเป็น 8 ประเภทคือ "ว่านดิบ” กับ "ว่านสุก” โดยว่านดิบนั้นเมื่อได้มาก็จะเอามาทุบ ๆ และก็เอาแช่ในรางได้เลย ส่วนว่านสุกเป็นว่านที่ต้องเอามาต้มเสียก่อน เพื่อให้ได้น้ำว่านแล้วก็เอาน้ำว่านนั้นเทใส่ลงในรางยารวมกับว่านดิบ เมื่อได้ว่านและสมุนไพรมาครบถ้วนตามตำราแล้ว ก็จะหาฤกษ์ยามงามดีเป็นมงคลเริ่มทำพิธีบูชาครูและจัดปริมณฑลพิธีรอบๆรางแช่ว่านเสร็จพิธีพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์แล้ว อาจารย์ผู้เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อก็จะทำการปลุกเสกรางแช่ว่าน เมื่อถึงขั้นตอนแช่ว่านผู้ที่จะทำการแช่ว่านก็จะต้องสมาทานศีลเสียก่อน ทุกคนจะนุ่งผ้าขาวม้าหรือกางเกงขาสั้นไม่สวมเสื้อก่อนที่จะลงแช่ว่านในราง เท้าจะยืนบนหนังเสือและเหล็กกล้ามีหนังหมีปิดศีรษะ จากนั้นอาจารย์ก็จะเป็นผู้จูงลงในรางแช่ว่าน โดยอาจารย์และผู้แช่ว่านจะต้องบริกรรมคาถาขณะที่กำลังเดินลงในรางแช่ว่าน เมื่อลงไปในรางแช่ว่านที่มีน้ำว่านอยู่เกือบเต็มรางแล้วก็จะนอนลงโดยยกเฉพาะศีรษะให้อยู่เหนือน้ำ ต้องระวังอย่าให้น้ำว่านเข้าหูเพราะอาจจะทำให้หูหนวกได้ เนื่องจากฤทธิ์ของน้ำว่านแรง การแช่ว่านนี้จะแช่ได้นานได้นานเท่าจะยิ่งดีเพราะจะทำให้น้ำว่านเข้าสู่ร่างกายได้มาก เมื่อแช่เสร็จแล้วอาจารย์ก็ตะเป็นผู้จูงคนแช่ว่านขึ้นมาจากราง ขณะนั้นก็ต้องบริกรรมคาถาเหมือนกับตอนลงแช่ในตอนแรกเหมือนกัน เมื่อขึ้นมาจากรางแช่ว่านแล้วอาจารย์ก็จะให้คนแช่ว่านทุกคนทำพิธีบูชาครูแล้วก็อบรมสั่งสอนให้อยู่ในศีลธรรม ก็เป็นอันว่าเสร็จพิธีแช่ว่านตามสูตรของสำนักเขาอ้ออันศักดิ์สิทธ์ ที่มีการยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ
นอกจากพิธีหุงข้าวเหนียวดำ ป้อนข้าวเหนียวดำและพิธีแช่ว่านแล้ว พิธีอื่นๆ ประกอบด้วย พิธีบวงสรวงพญานาคราช พิธีทำบุญตักบาตรบูรพาจารย์และพิธีสะเดาะเคราะห์

4. พิธีสะเดาะเคราะห์
การประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์นิยมทำกันในอุโบสถ โดยพระอาจารย์จะกำหนดฤกษ์ยาม เมื่อทำพิธีพรอาจารย์จะโยงสายสิญจน์จากพระประธานมาพันรอบหม้อน้ำมนต์ แล้วปลุกเสกคาถาไล่สิ่งชั่วร้าย นำด้ายขาว ดำ แดง และหญ้าคามาควั่นรวมกันเป็นเชือก ให้ศิษย์หรือผู้ที่จะสะเดาะนั่งชันเข่า มือทั้งสองสอดเข่า นำเชือกหญ้าคาคล้องไว้บนศีรษะ เท้าทั้งสองเหยียบเชือกไว้ พระอาจารย์จะปลุกเสกคาถาไปเรื่อยๆ จนครบตามตำรา นำมีดหมอมาตัดเชือกระหว่างเท้าทั้งสองให้ขาด ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดสายสะดือทารก จึงถือได้ว่าเป็นการสะเดาะหรือการเกิดใหม่

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
1. ความเชื่อในพิธีกรรมแช่น้ำว่าน 108 สำหรับชายชาตรี เชื่อว่าถ้าได้แช่ว่านแล้วจะมีความอยู่ยง คงกะพัน มีตบะ อำนาจ แคล้วคลาดภัย และเป็นยารักษาโรคต่างๆ ได้ เนื่องจากการแช่น้ำว่านต้องใช้เวลา แต่ละคนหากครบพิธีกรรมต้องใช้เวลานอนแช่น้ำว่าน 3 วัน 3 คืน ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวจะทำบนภูเขาวัดอ้อ ที่มีอ่างแช่น้ำว่านโดยเฉพาะและการต้มว่าน 108 ชนิดก็จะทำบนภูเขาเช่นกันเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี
2. ความเชื่อและคุณค่าของการกินข้าวเหนียวดำ เชื่อกันว่าถ้าได้กินข้าวเหนียวดำถึง 3 ครั้ง หรือ 3 พิธี จะทำให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นมหานิยม รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ เช่น โรคปวดหลังปวดเอว และเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้เกิดตบะ อำนาจ โชคลาภ และเมตตามหานิยม
3. ความเชื่อเกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์ การสะเดาะหรือพิธีเกิดใหม่ เชื่อกันว่าจะทำให้บุคคลมีความบริสุทธิ์ ทำให้คาถาอาคมหรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ทางไสยศาสตร์สามารถเข้าสู่ร่างกายผู้นั้นได้ แต่ก็เชื่อว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าสู่ร่างกายจะเสื่อมทันทีหากบุคคลนั้นไปผิดลูกเมียผู้อื่น

กิจกรรมตามประเพณี
ประเพณีทำบุญบูรพาจารย์สำนักเขาอ้อ จัดขึ้นในเดือน 3 ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของอดีตบูรพาจารย์และทำบุญอุทิศให้กับบูรพาจารย์แห่งสำนักเขาอ้อทั้งบูรพาจารย์สายพุทธและสายพราหมณ์ ที่ได้สืบทอดวิชาโบราณ ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ และเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของวัดเขาอ้อ ในฐานะสำนักตักศิลาที่เหลือเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยจัดกิจกรรม จำนวน 3 วัน ดังนี้
วันที่ 1 พิธีแช่ว่าน 3 วัน 3 คืน พิธีบวงสรวงพญานาคราช
วันที่ 2 พิธีทำบุญตักบาตรบูรพาจารย์และพิธีสะเดาะเคราะห์ และพิธีหุงข้าวเหนียวดำ
วันที่ 3 พิธีทำบุญบูรพาจารย์ และพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ

เอกสารอ้างอิง
-วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง,สำนักงาน. สรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม "สรรพเวทย์สรรพยา สำนักตักศิลาเขาอ้อพัทลุง”ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559. เอกสารหมายเลข 55/2559.
-วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง,สำนักงาน. รายงานผลโครงการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย กิจกรรมเส้นทางพุทธธรรมตามรอยพิธีกรรมสำนักเขาอ้อ ประจำปี 2562. เอกสารหมายเลข 5/2559.
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 231-235 : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.
-วัดเขาอ้อ. แหล่งที่มา : https://mgronline.com/south/detail/9630000010251. 10 มิถุนายน 2564
-(นายเปลี่ยน หัทยานนท์, ผู้ให้สัมภาษณ์, 3 มีนาคม 2564)

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม