สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีลากพระ

วันที่ 23 ก.ย. 2564


ประเพณีลากพระ

ความเป็นมา
ลากพระ หรือ ชักพระ เป็นประเพณีที่ชาวไทยพุทธในภาคใต้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ประเพณีลากพระในสมัยก่อนนับว่าเป็นประเพณีใหญ่ทั้งชาวบ้านและชาววัด คือ ชาวบ้านต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัว เตรียมข้าวเหนียวทำต้ม เตรียมที่จะช่วยเหลือวัดตามที่ทางวัดต้องการ และทางวัดก็ต้องเตรียมจัดทำเรือพระสำหรับให้ชาวบ้านทำพิธีชักลาก เตรียมการโฆษณาให้ชาวบ้านทราบด้วยการตีโพนประโคมทั้งกลางวันและกลางคืน ประเพณีลากพระนี้นับว่าเป็นโอกาสสำคัญที่หนุ่มๆ สาวๆ มีเวลาได้พบปะวิสาสะกัน แต่งกายประกวดประชันกัน ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ ก่อนการลากพระ 4 – 5 วัน หนุ่มสาวจะต้องเตรียมจัดหาเสื้อผ้าใหม่สำหรับแต่งตัวในวันลากพระ
นับแต่ครั้งภิกษุชาวจีนชื่อ อี้จิง ได้จาริกผ่านคาบสมุทรมลายูเพื่อไปศึกษาศาสนาในอินเดีย ใน พ.ศ. 1214 – 1238 ก็ได้เห็นประเพณีการลากพระของชาวเมือง "โฮลิง” (ตันมะลิงหรือตามพรลิงค์) จึงบันทึกไว้ว่า "พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งมีคนแห่แหนนำมาจากวัดโดยประดิษฐานบนรถหรือบนแคร่ มีพระสงฆ์และฆราวาสหมู่ใหญ่แวดล้อมมา มีการตีกลองและบรรเลงดนตรีต่างๆ มีการถวายของหอมดอกไม้และถือธงชนิดต่างๆ ที่ทอแสงในกลางแดดพระพุทธรูปไปสู่หมู่บ้านด้วยวิธีดังกล่าวนี้ภายใต้เพดานกว้างขวาง” จากหลักฐานในจดหมายเหตุของภิกษุอี้จิงนี้ทำให้นักวิชาการบางคนเชื่อว่าประเพณีลากพระในภาคใต้มีมาแล้วตั้งแต่สมัยศรีวิชัย
ประเพณีลากพระของชาวใต้ในสมัยกรุศรีอยุธยา เห็นชัดว่าเป็นประเพณีที่ทั้งสถาบันทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังปรากฏในเรื่องประทวนตราให้แก่ประครูอิทโมลีคณะป่าแก้ว หัวเมืองพัทลุงใน พ.ศ. 2242 ว่า " แลเมื่อครั้งคณะป่าแก้วแต่ก่อนมีพระครูอันดับ 6 องค์ ได้ช่วยการพระราชพิธีตรุศสารทแลงานลากพระถวายพระราชกุศล และข้อความอีกตอนหนึ่งว่า "แลราชการเมืองซึ่งเป็นพนัดแก่ขุนหมื่นกรมคณะป่าแก้วมีแต่หน้าที่เมืองเส้นหนึ่งแลการพระราชพิธีตรุศสารท แลงานลากพระเจ้าเมืองจะได้เบียดเสียดเอา ข้าพระไปใช้ราชการนอกแต่นั้นหามิได้” เมืองนครศรีธรรมราชปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แม้แต่ผู้ตีกลองในงานลากพระก็ถือว่าสำคัญ จึงมีแจ้งไว้ในทำเนียบข้าราชการตกเป็นพระอัยการไว้ว่า " ขุนรันไภรีถือศักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ” ตำแหน่งนี้มีมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2 ว่า”ขุนรันไภรีถือสักดินา 200 พนักงานตีกลองแห่พระ” เช่นกัน
ประวัติความเป็นมาของประเพณีลากพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามพม่วง กรุงสาวัตถีแล้ว ได้เสด็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดาจนสิ้นสมัยพรรษาแล้วเสด็จกลับมามนุษยโลก พระอินทร์จึงนิมิตรบันไดทอดจากสวรรค์ลงสู่มนุษยโลก ที่ใกล้ประตูนครสังกัสสะ เป็นบันไดทองเบื้องขวา บันไดแก้วอยู่กลาง และบันไดเงินอยู่เบื้องซ้าย พระพุทธองค์เสด็จบันไดแก้ว (อันทีนยะ เป็นปรัชญาว่า เลือกเดินทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา) พุทธศาสนิกชนทราบ กำหนดนี้จากพระโมคคัลลานว่าพระพุทธองค์จะเสด็จถึงประตูนครสังกัสสะในเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ต่างปลาบปลื้มยินดีพากันไปรอรับเสด็จ พร้อมด้วยเตรียมภัตตาหารไปถวายอย่างล้นหลามจนไม่อาจเข้าไปถวายถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน ผู้ที่ไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ซึ่งมีเป็นจำนวนมากนั้น ต่างโยนบ้าง ปาบ้าง ตามตำนานว่าด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ทั้งสิ้น (อันนี้คือที่มาของการนำเอาข้าวเหนียวมาห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูป 3 มุมคล้ายข้าวต้มลูกโยนที่ภาษาถิ่นเรียกว่า "ต้ม”)
ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้ว และเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปมาแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์ กระทำกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี สืบมาเป็นประเพณีลากพระ อันอุปมาเสมือนหนึ่งได้ร่วมรับเสด็จและร่วมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะห่างไกลกันด้วยเวลาและสถานที่สักเพียงใด
เป็นที่น่าสังเกตว่าจากพุทธประวัติตอนที่กล่าวมาแล้วนั้นในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย ล้วนเกิดเป็นประเพณี "ตักบาตรเทโว” หรือเรียกเต็มว่า "ตักบาตรเทโวโรหนะ” การที่เกิดประเพณีลากพระขึ้นในภาคใต้และกลายเป็นประเพณีสำคัญยิ่ง จึงน่าจะเป็นเพราะมีคตินิยมดั้งเดิมอย่างอื่นเป็นพื้นฐานอยู่ด้วยและเหตุประจวบเหมาะคือ ในเดือน 11 นั้นเป็นช่วงที่ภาคใต้เริ่มเข้าฤดูฝน ประชาชนซึ่งส่วนมากประกอบเกษตรกรรม สิ่งปรารถนาที่พ้องกันจึงได้แก่การขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล งานบุญลากพระจึงมุ่งขอฝนเพื่อการเกษตรจนเกิดเป็นคติความเชื่อว่าการลากพระทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล คติดังกล่าวนี้เห็นได้ชัดจากความเชื่อที่ว่า " เมื่อพระหลบหลัง (ลากเรือพระกลับวัดเสร็จเรียบร้อย) ฝนจะตกหนัก ความเชื่ออันนี้มีหลักฐานปรากฎอยู่ในรายงานพระวิจิตรวรสาสน์ข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลาและพัทลุง ร.ศ.114 (พ.ศ. 2438) ว่า "อนึ่งราษฎรชาวเมืองสงขลานิยมนับถือในการแห่พระ ถึงระดู เดือน 11 ชวนกันอาราธนาพระพุทธรูปลงมาตั้งบนรถแห่ไปตามถนนนทุกๆปี ถือกันว่าทำให้ไร่นาบริบูรณ์ แต่การที่เป็นมาแล้ว มักจะเกิดเหตุวิวาทกันเสมอทุกๆ ราย” และเพราะเหตุนี้มักวิวาทกันขึ้น "ผู้ว่าราชการเมืองจึงออกหมายประกาศห้ามให้เลิกการลากพระเสียตลอดเมืองสงขลาหลายปีมาแล้ว แต่ราษฎรยังมีความปรารถนาอยู่เสมอ ครั้งข้าพระพุทธเจ้าไปคราวนี้ ต่างคนต่างมาขออนุญาตที่จะลากพระดังที่เคยได้มาแต่ก่อน อ้างว่าที่ทำนาไม่บริบูรณ์หลายปีแล้วนั้นก็เพราะไม่ได้แห่พระ”
พระพุทธรูปที่นิยมใช้ในพิธีลากพระ ได้แก่ ปางเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ บางท้องถิ่นก็ใช้ปางอุ้มบาตร โดยถือตามคติที่มาของประเพณีดังกล่าวมาในตอนต้น แต่มีหลายท้องถิ่นนิยมใช้ปางห้ามสมุทร บางแห่งใช้ปางห้ามญาติและบางแห่งใช้ปางคันธารราษฎร์ซึ่งเป็นปางขอฝนที่ใช้ในพิธีพิรุณศาสตร์ของภาคกลาง (ทำในเดือน 9 เพราะฤดูทำนาของภาคกลางเร็วกว่าภาคใต้ เป็นพระคันธารราษฎร์แบบยืนตามที่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นมีลักษณะผ้าอุทกสาฎกตวัดชายคลุมพระพาหาข้างหนึ่ง เสด็จยืนอยู่บนบัว กลุ่มที่ฐานมีขั้นอัฒจันทร์ลงไป 3 ขั้น) อันนี้ย่อมบ่งถึงความเชื่อของชาวภาคใต้ที่ว่าการลากพระทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ไร่นาบริบูรณ์ได้ชัดยิ่งขึ้น บางวัดใช้พระพุทธรูปปางอื่นที่มีประวัติสำคัญพิเศษของวัดนั้นๆ ที่ชาวบ้านมีความเชื่อถือพิเศษก็มี ถือว่าปางใดก็เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ที่ใช้เป็น 2 องค์หรือ 3 องค์ก็มี
เมื่อศรัทธาว่าการลากพระทำให้มฝนตกตามฤดูกาล ก็เกิดการผสมผสานกับคติที่ว่านาคเป็นผู้ให้น้ำแก่มนุษยโลก เหตุนี้เองการตกแต่งรถ เรือหรือล้อเลื่อนที่ใช้สำหรับลากพระจึงนิยมทำให้เป็นรูปนาค
ประวัติเดิมเกี่ยวกับการลากพระนี้ เล่ากันว่าวันเข้าพรรษา หรือเรียกว่า พรรษากาลนั้น คือตั้งแต่เดือน 8 แรม 1 ค่ำ จนถึงเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ รวมเวลา 3 เดือน เป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมาถึงเดือน 11 แรม 1 ค่ำ เป็นวันที่พระพุทธองค์องค์เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก ประชาชนพลเมืองที่ทราบข่าวต่างก็พากันไปเฝ้าต้อนรับด้วยความยินดีและทำการสักการบูชาพระพุทธองค์ นำพระพุทธองค์ไปสู่ที่ประทับ ในการนำเสด็จพระพุทธองค์ ไปสู่ที่ประทับนั้น ได้จัดทำบุษบกสำหรับพระพุทธเจ้าประทับ แล้วนำขบวนแห่กันไป กลายเป็นประเพณีลากพระมาจนบัดนี้
ในการที่ประชาชนพลเมืองไปทำการต้อนรับพระพุทธองค์นั้นต่างก็เตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย และเนื่องจากมีประชาชนแห่แหนกันไปมาก จึงเป็นเหตุให้ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายไม่อาจนำภัตตาหารที่เตรียมไปนั้นถวายถึงพระพุทธองค์อย่างทั่วถึง ดังนั้นประชาชนที่อยู่ห่างออกไป จึงนำอาหารของตนห่อด้วยใบไม้ แล้วส่งต่อกันไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ห่างไกลออกไปมากๆ ก็ปาอาหารที่ห่อด้วยใบไม้แล้วไปถวาย การนำอาหารมาห่อด้วยใบไม้เลยกลายเป็นการห่อข้าวต้มใบกะพ้อที่เรียกว่า "ต้ม” และอาการที่ปาอาหารเข้าไปก็กลายเป็น "การซัดต้ม” สืบต่อมาด้วย

ความสำคัญ
ลากพระ หรือ ชักพระ เป็นประเพณีเนื่องในพุทธศาสนา กระทำกันหลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษา 1 วัน คือตรงกับวันแรม 1 คำ โดยพุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่วางอยู่เหนือเรือ รถ หรือล้อเลื่อน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "พนมพระ" แล้วแห่แหนชักลากไปตามลำน้ำหรือตามถนนหนทาง ถ้าท้องถิ่นใดอยู่ริมน้ำหรือมีลำคลอง ก็ลากพระทางน้ำ ถ้าห่างไกลลำน้ำลำคลองก็ลากพระทางบก แล้วแต่สภาพภูมิประเทศจะเหมาะแก่การลากประเภทไหนมากกว่ากัน บางท้องที่ในจังหวัดตรัง พัทลุง และสงขลา มีการลากพระบกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ก็มี ซึ่งชาวใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาหลายจังหวัดจะมีประเพณีนี้ ประเพณีลากพระของชาวใต้มีมาแต่โบราณและก่อให้เกิดวัฒนธรรม อื่น ๆ สืบเนื่องหลายอย่าง เช่น ประเพณีการแข่งขันเรือพาย การประชันโพนหรือแข่งโพน การประชันปิดหรือแข่งปิด กีฬาซัดต้ม การทำต้มย่าง การเล่นเพลงเรือ เป็นต้น นอกจากนั้นประเพณีชักพระยังก่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันทำคุณงามความดี ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรมของหมู่คณะนำความสุขสงบมาให้สังคม
พิธีกรรม
การเตรียมการลากพระ
เมื่อเดือน ๙ ผ่านไป หลายวัดที่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะร่วมประเพณีลากพระในเดือน ๑๑ ก็เริ่มเตรียมการหุ้มโพน เพื่อใช้คุมโพน(ประโคมล่วงหน้า) และใช้ประโคมในวันพิธี รวมทั้งให้ชาวบ้านนำไปชัน (ประชัน) หรือแข่งขันกับของวัดอื่นๆ การหุ้มโพนมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนทั้งในการขุดและขึงหนังให้ตึงเต็มที่ต้องใช้เวลานานแรมเดือน บางวัดมีพิธีไสยศาสตร์ ประกอบด้วย ต้องใช้ผู้ชำนาญการเรื่องนี้โดยตรง แต่ละวัดจะต้องมีโพน 2 ใบ วัดไหนโพนเสียงดีแข่งขันชนะ ชาวบ้านก็จะพลอยได้หน้าชื่นชมยินดีไปนานเป็นแรมปี วัดที่จะทำการลากพระจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ดังนี้
1. การตีโพนประโคมพระ ก่อนวันลากพระประมาณไม่น้อยกว่า 7 วัน จะมีการประโคมด้วย "การตีตะโพน” หรือ "โพน” หรือเรียกว่า "คุมโพน” เพื่อปลุกใจชาวบ้านให้กระตือรือร้นร่วมพิธีลากพระ และอาจนำไปท้าทายแข่งขันกับวัดใกล้เคียง "คุมโพน” ตามที่นิยมเรียกกันทางภาคใต้มี 2 ใบตีสลับกันจะมีการประโคมทั้งกลางวันและกลางคืน อันเป็นการเตือนให้ชาวบ้านทราบว่า ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ที่จะถึงนี้ จะมีการลากพระ เพื่อให้ชาวบ้านได้เตรียมตัวจัดหาสิ่งของในการลากพระไว้ให้พร้อม
2. การทำเรือพระ ก่อนหน้าจะมีการลากพระ 2 – 3 วัน ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดจะไปช่วยพระสงฆ์ สามเณร เตรียมการทำบุษบกหรือที่เรียกกันว่า "เรือพระ” เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปให้เสร็จทันในวัน ลากพระ แต่ถ้าวัดใดจะต้องเตรียมการมากเพราะขาดอุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องมีการเตรียมล่วงหน้ามากขึ้นตามแต่ความจำเป็น การทำบุษบกเรือพระนี้ ถ้าวัดใดอยู่ใกล้แม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล เมื่อทำแล้วก็นำไปประดิษฐานบนเรือ ซึ่งเรียกว่า”ลากพระเรือ” วัดที่ทำการลากพระทางบกก็ประกอบบุษบกบนโกลน ซึ่งเรียกว่า "นาค” เพื่อทำการลากบนพื้นดิน หรือที่เรียกว่า "ลากพระบก”
2.1 การลากพระบก ผู้เตรียมจะต้องจัดทำบุษบกสำหรับประดิษฐานบนร้านม้า ซึ่งวางอยู่บนไม้สี่เหลี่ยมสองท่อนที่วางขนานกัน เรียกว่า "นาค” หรือ "หัวเรือ” ทางด้านหน้าของหัวเรือเรียกว่า "หัวนาค” แผงที่กั้นทั้งสี่ด้านของร้านม้าเรียกว่า "ฝาผนัง” การลากพระทางบก หรือ "ลากพระบก” แต่โบราณนิยมใช้ล้อเลื่อน เรือพระจึงหนัก ต้องอาศัยคนลากเป็นจำนวนมากจึงต้องมีเชือกลากเป็น 2 สาย สายหนึ่งสำหรับผู้หญิง อีกสายสำหรับผู้ชาย ครั้งเมื่อลากเฮฮากันไป สายเชือกก็จะเบียดเสียดกันเข้าไป บางครั้งผู้ชายจะแกล้งกระทบสายผู้หญิง ผู้หญิงที่หลักไม่ดีล้มลงบ้าง พวกผู้ชายที่เป็นญาติพี่น้องเกิดไม่พอใจจึงมักเกิดวิวาทกันขึ้น การวิวาททุบตีกันจึงกลายเป็นประเพณีคู่กันกับการลากพระ จนพูดล้อกันว่าถ้าปีใดลากพระแล้วไม่ได้วิวาททุบตีกันบ้างก็เป็นการลากพระที่ไม่สมบูรณ์
การลากพระไปยังที่หมายซึ่งได้กำหนดไว้ ซึ่งโดยปรกติแล้วสถานที่จะลากพระไปทำการสมโภชนั้น ต้องไม่ห่างไกลเกินไปนัก โดยประมาณว่า นับตั้งแต่เวลาพระฉันจังหัน(ฉันอาหารเช้า) แล้ว จะทำการลากเรือพระไปถึงให้ทันถวายภัตตาหารเพลพอดี ผู้คนที่ไปลากพระนั้นมีทั้งหนุ่มสาว และผู้ใหญ่ ต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้องกันตลอดทาง โดยมีคนคุมขบวนเป็นผู้ถือธงคอยโบกให้สัญญาณเพื่อความพร้อมเพรียง บางแห่งที่ทางสะดวก ผู้ลากบางพวกก็ลากแย่งทางกัน ทำความสนุกสนานให้แก่ขบวนลากพระมากขึ้น ส่วนคนตีโพนประโคมก็ตีประโคมไปตลอดทาง(ไม่ใช้เครื่องขยายเสียง) ถ้าต้องการลากให้ผู้ลากทำการลากให้เร็วก็ตีโพนประโคมให้ถี่เข้า เมื่อได้ลากเรือพระไปถึงที่หมายและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์แล้ว ก็รวมกันลากพระกลับวัดของตนต่อไป
อุปกรณ์สำหรับประกอบเรือพระทั้งหมดนั้น จะต้องเตรียมไว้ประจำสำหรับวัด เมื่อต้องการนำมาประกอบเมื่อใดก็ประกอบได้สะดวก เมื่อชิ้นใดชำรุดก็ต้องทะการซ่อมแซมล่วงหน้า หัวนาค หรือ หัวเรือ และหางนาคนั้น ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายเป็นรูปพญานาค 2 ตัว คือ ตัวผู้และตัวเมีย อย่างละหัว แล้วมีการทาสี ระบายสี ประดับกระจกสีไว้อย่างสวยงาม บนตัวพญานาคหรือหัวเรือ นั้นประกอบเป็นร้านขึ้น (หรือนั่งร้าน) สูงประมาณ1.5 เมตร เรียกกันว่า "ร้านม้า” บนร้านม้านี้วางบุษบกสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปรอบร้านม้าทั้งสี่ด้าน ใช้ฝาที่สานด้วยไม้ไผ่มีลวดลายระบายสีตามลักษณะของการสานยกดอก แต่ในปัจจุบันนี้บางวัดใช้สังกะสีหรือไม้กระดานเขียนลวดลายประกอบมาใช้ทำเป็นฝาแทนการสานลวดลายด้วยไม้ไผ่ บุษบกที่ทำเป็นยอดสวยงามเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปนั้น เรียกกันว่า”ยอดนม” บนร้านม้า นอกจากวางบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปแล้ว ยังใช้วางโพน 2 ใบ คนตีโพนประโคมและระฆังนั้นก็นั่งบนร้านม้า ทั้งได้นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นไปยืนบนร้านม้าในเวลาลากพระก็มีและบางที่ "ต้ม” ที่ชาวบ้านนำไปทำบุญซึ่งได้ร้อยไว้เป็นพวงก็นำไปแขวนไว้หรือวางไว้บนร้านม้าด้วย โดยรอบร้านม้านี้มีการปักธงสามเหลี่ยมด้วยผ้ายาวประมาณ 2-3 เมตร ด้านละ 3 ธง ที่หัวเรือ คือด้านหน้าของเรือพระมีเชือกขนาดใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร (ขนาดพอกำรอบ) ยาวประมาณ 20 – 30 เมตร เพื่อใช้ในการลากพระข้างละ 1 เส้น เชือกนี้ใช้เชือกมะนิลา หรือเชือกใยมะพร้าว หรือหวายขนาดโตทั้งเส้น โดยไม่ต้องควั่น(หวายแดง หรือที่ชาวบ้านบางแห่งเรียกว่า "หวายกำพวน”)
2.2 การลากพระเรือหรือลากพระทางน้ำ ออกจะสนุกกว่า”ลากพระบก” เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่นๆ กว้างขวางกว่า เช่น สะดวกในการชักลาก ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย เพราะแต่ละกลุ่มมีลักษณะเป็นเอกเทศ ท้าทายต่อการแข่งขันประกวดประชันกันผนึกกำลังกันได้สะดวก มีกิจกรรมเชื่อมโยงอื่นๆ ได้หลากหลายกว่า เช่น การแข่งพายเรือ การแย่งเรือพระ การเล่นเพลงเรือ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ถ้าท้องถิ่นใดสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้สามารถทำได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ท้องถิ่นนั้นมักจะเลือก "ลากพระทางน้ำ”
การลากพระเรือหรือลากพระทางน้ำ ใช้บุษบกสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปในลำเรือเรียกกันว่า "เรือพระ” เครื่องประโคมก็นำลงไปในเรือลำนั้น เมื่อตกแต่งบุษบกเสร็จแล้ว ใช้เชือกผูกที่หัวเรือไปต่อกับเรือลำอื่นๆ เพื่อทำการลากเรือพระต่อไป การตกแต่งเรือพระสำหรับลากทางเรือนี้ไม่สู้จะยุ่งยากเท่ากับการตกแต่งเรือพระสำหรับลากทางบก เพราะเพียงแต่หาเรือสำหรับประดิษฐานบุษบกได้สะดวกก็พอแล้ว ไม่ต้องทำร้านม้าอย่างเรือพระบก
ขณะที่ลากเรือพระไป ใครจะมาร่วมแขวนต้มบูชาพระหรือร่วมลากตอนใดก็ได้ โดยเฉพาะการลากพระทางน้ำ เมื่อมีการนำต้มไปแขวนบูชาพระ เรือพายหรือเรือแจวจะเข้าไปชิดเรือพระลำใหญ่กว่าและกำลังถูกลากอยู่ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเข้าใกล้พอสมควรก็จะใช้วิธี "ซัดต้ม” ไปยังเรื่อพระให้คนคอยรับ อันนี้อาจเป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดกีฬาซัดต้มขึ้นมาก็ได้
ประเพณีลากพระได้ปรับเปลี่ยนแต่งเติมต่างออกไปจากเดิมหลายอย่าง เช่น นิยมใช้เรือหางยาวแทนเรือเพรียว เมื่อหาเรือขนาดใหญ่ขนาดใหญ่ทำเรือพระได้ยากขึ้น จึงเปลี่ยนจากที่เคยใช้เรือ 2 หรือ 3 ลำ ผูกขนานกัน ลดลงเป็นเรือลำเดียว มีการใช้รถยนต์แทนล้อเลื่อน มีการตกแต่งบุษบก หรือ "นมพระ” ด้วยวัสดุสมัยใหม่ บางวัดดัดแปลงบุษบกเป็นรูปมณฑปบ้าง เป็นรูปคล้ายโกศทรงเหลี่ยมก็มี จำลองรูปอุโบสถหลังคาซ้อนมีจัตุรมุขก็มี บางวัดนำเอากลองยาวมาประกอบขบวนแห่ มีการตั้งหีบรับเงินอนุโมทนา มีเครื่องขยายเสียงเชิญชวน บางท้องถิ่นจัดงานบันเทิงอื่นๆ ประกอบ มีการประกวดนางงาม งานลากพระก็มีประชาชนที่อยู่ใกล้ตลาดนิยมซื้อต้มจากตลาดแทนการทำเองก็มีมากขึ้น ปรากฎการณ์ทำนองนี้พบมากขึ้นในประเพณีพื้นเมืองทุกอย่างและทุกท้องถิ่น
การเล่นสนุกในประเพณีลากพระ นอกจากผู้ลากได้รับความสนุกสนานในการลากพระตามปกติแล้ว บางท้องถิ่นยังมีการซัดต้ม การแข่งเรือและการแข่งโพนอีกด้วย ดังนี้
1. การซัดต้ม บางแห่งเรียกว่า "ปาข้าวต้ม” จัดเป็นกีฬาการต่อสู้อย่างหนึ่ง โดยใช้ความแม่นในการปาให้ถูกเป้าหมายของฝ่ายตรงกันข้าม คือ หน้า หน้าอก ท้อง อันเป็นส่วนที่อยู่เหนือระดับเข็มขัดขึ้นมา ฝ่ายที่ถูกปาหรือซัดนั้นใช้ถีบด้วยเท้าหรือใช้มือถือลูกต้มคอยรับ หรืออาจใช้หลีบ หลบ มิให้ลูกต้มถูกตนเองได้ ฝ่ายใดปาถูกที่หมายได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ กีฬาซัดต้ม จะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายสีแดง และฝ่ายสีน้ำเงิน จะมีลูกต้มให้ฝ่ายละ 30 ลูก ผลัดกันปาลูกต้มคนละ 1 ครั้ง คะแนนการปาลูกต้ม ปาถูกตั้งแต่ศีรษะมาถึงบริเวณคอ จะได้ 5 คะแนน ปาถูกจากคอมาถึงสะดือ ได้ 3 คะแนน ปาถูกจากสะดือลงมาถึงหัวเข่า ได้ 2 คะแนน และถ้าปาถูกจากหัวเข่าลงมาถึงเท้า ได้ 1 คะแนน โดยผู้ถูกปา สามารถป้องกันตัวด้วยการถีบ การปัด หรือการหลบได้
ลูกต้มที่ใช้สำหรับซัดกันนั้น ใช้ข้าวตากผสมด้วยทรายห่อด้วยใบตาล หรือใบลาน โดยการสานคล้ายตะกร้อตาถี่มีขนาดโตพอถือสำหรับซัดกันได้สะดวก แล้วนำไปแช่น้ำเพื่อให้ข้าวตากพอง ซึ่งทำให้ลูกต้มแน่นเต็มที่ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ผู้ซัดทำการต่อสู้กันตัวต่อตัว ยืนห่างกันประมาณ 6 – 12 เมตร ลูกต้มที่ใช้สำหรับซัดจะต้องมีจำนวนเท่าๆ กัน ประมาณฝ่ายละ 30 – 40 ลูก
2. การแข่งเรือ นักแข่งเรือที่จะนำเรือเข้าแข่งนั้น ต่างก็เตรียมเรือของตนพร้อมด้วยฝีพายมาเป็นชุดๆ หญิงชายผสมก็มี หญิงล้วนและชายล้วนก็มี ในจังหวัดพัทลุงมีการแข่งเรือกัน ณ ทะเลน้อย อำเภอควนขนุน ณ คลองลำปำหรือทะเลสาบในอำเภอเมือง และในทะเลเขตอำเภอปากพะยูน การแข่งเรือกันนี้มีอยู่ทุกปี เป็นโอกาสที่หนุ่มๆ สาวๆ ได้ร่วมสนุกสนานกันอีกคราวหนึ่ง
ประเพณีลากพระนี้ นอกจากจะลากในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 แล้ว ยังมีการลากพระในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 หรือในโอกาสอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือในการทำถนนหนทางก็มี เช่น ถ้าจะทำถนนไปที่ใดก็กำหนดจะลากพระไปที่นั่น อันเป็นการเร่งให้การสร้างถนนหนทางเสร็จเร็วขึ้น
3. การแข่งโพน "โพน" เป็นภาษาท้องถิ่นของจังหวัดพัทลุง ใช้เรียกเครื่องดนตรีไทยที่มีรูปร่างคล้ายกลองทัด "โพน" มีสามขา ตีด้วยไม้แข็ง 2 มือ ตัวโพนทำด้วยการขุดเจาะไม้จากต้นตาล ไม้ขนุน ฯลฯ มีขนาดรูปร่างต่าง ๆ กัน ส่วนมากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 35-80 เซนติเมตร หน้าโพนนิยมหุ้มด้วยหนังควายทั้ง 2 หน้า ไม้โพนกลึงด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สาวดำ ไม้หลุมพอ ฯลฯ โพนที่ทำพิเศษเพื่อการแข่งขัน เรียกว่า "โพนแข่ง" การหุ้มโพน (ทำโพน) ส่วนใหญ่ทำกันในบริเวณวัด ระหว่างฤดูกาลเข้าพรรษา วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกิจกรรมของวัด ใช้ตีเป็นสัญญาณ เช่น ตีบอกเวลาเพลฯ ตลอดไปถึงเป็นดนตรีหลัก ใช้ตีจังหวะการลากพระในวันออกพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งชาวบ้านใกล้วัด พระ และเณร จะร่วมมือกันทำโพน โดยใช้เทคนิคเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง ซึ่งการหุ้มโพนมีความสำคัญ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกไม้มาเจาะเป็นตัวโพน การฆ่าหนังเพื่อนำมาหุ้มโพน การขึงหนังให้ตึงอย่างเต็มที่ การเจาะรูเพื่อใส่ลูกสัก ที่สวยงาม ตลอดถึงการแต่งโพน (คัดขอบ หรือคัดคิ้ว) ให้มีเสียงดังตามต้องการ ทั้งหลายเหล่านี้ คือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกัน
การแข่งโพน เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากการหุ้มโพน เมื่อแต่ละวัดซึ่งอยู่ห่างกันหุ้มโพนใบใหม่ ก็ต้องมีการตีเพื่อทดลองเสียง มีเสียงดัง ได้ยินออกไปไกล จึงมีการท้าประลองกันว่าโพนของใครเสียงดังกว่ากัน และขยายวงกว้างออกไปจนเป็นประเพณี นิยมแข่งโพนกันใน เวลากลางคืน ชาวบ้านจะบรรทุกโพนรถเข็นมาจากทุกสารทิศ ลากด้วยรถจักร-ยานยนต์ ไปยังจุดนัดหมายบริเวณที่โล่งง่ายต่อการ นำโพนไปถึง ง่ายต่อการฟังเสียง เช่น หัวคันนา สี่แยก หรือกลางทุ่งนา ส่วนการตัดสินเป็นที่ยอมรับกันเองในหมู่ผู้เข้าแข่งขัน เดิมมีการ ตัดสินเพียงจุดเดียว ให้กรรมการฟังเสียงโพนห่างจากจุดแข่งขัน ตีโพนส่งสัญญาณมาจากจุดตัดสิน เช่น ผลการตัดสินโพนเสียงทุ้มชนะ ตีสัญญาณ 1 ครั้ง หากโพนเสียงแหลมชนะ กรรรมการตีโพนสัญญาณ 2 ครั้ง ฝ่ายใดเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายที่เสียงดังน้อยกว่าเป็น ฝ่ายแพ้ ต้องนำโพนไปแก้ไขปรับปรุงมาแข่งใหม่ในสนามอื่น ในคืนต่อ ๆ ไป
กระบวนการแข่งโพน โพนที่เข้าแข่งขันแบ่งออกตามขนาด ขนาดเล็ก,กลางและใหญ่ ตามกติกาที่กำหนด แต่ละขนาดมีเลขหมาย ประจำโพน ประกบคู่ด้วยวิธีจับฉลาก การแข่งโพนบนเวทีแข่งกันครั้งละ 2 ใบ แบบแพ้คัดออก จนเหลือคู่ชิงชนะเลิศ เมื่อนำโพนทั้ง 2 ใบขึ้นเวทีแล้วให้ทำการขานเสียง (ซอเสียง หรือ เทียบเสียง) โดยผลัดกันตี ช้า ๆ ดัง ๆ ตกลงกันว่าใบใดเป็นเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การแข่งขันรอบแรกจนถึงรอบรองชนะเลิศ ใช้เวลาแข่งคู่ละ 3 นาที คู่ชิงชนะเลิศใช้เวลาแข่ง 5 นาที ผู้ตีจะมีวิธีตีอย่างใดแล้วแต่ศิลปะ ไหวพริบและความชำนาญ

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ประเพณีลากพระหรือชักพระ เชื่อกันว่า ตั้งแต่เดือน 8 แรม 1 ค่ำ จนถึงเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ รวมเวลา 3 เดือน เป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมาถึงเดือน 11 แรม 1 ค่ำ เป็นวันที่พระพุทธองค์องค์เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก ประชาชนพลเมืองที่ทราบข่าวต่างก็พากันไปเฝ้าต้อนรับด้วยความยินดีและทำการสักการบูชาพระพุทธองค์ นำพระพุทธองค์ไปสู่ที่ประทับ ในการนำเสด็จพระพุทธองค์ ไปสู่ที่ประทับนั้น ได้จัดทำบุษบกสำหรับพระพุทธเจ้าประทับ แล้วนำขบวนแห่กันไป กลายเป็นประเพณีลากพระมาจนบัดนี้

กิจกรรมตามประเพณี
ประเพณีลากพระ นอกจากจะมีกิจกรรมการลากพระบกและการลากพระเรือหรือลากพระทางน้ำแล้ว ในจังหวัดพัทลุงจะมีการแข่งโพน แข่งขันซัดต้มและการแข่งเรือด้วย โดยเฉพาะการจัดงานประเพณีแข่งโพน ลากพระจังหวัดพัทลุง ซึ่งจัดกันมาเป็นประจำทุกๆปี จะมีการประกวดขบวนแห่โพน การประกวดลีลาตีโพน การประกวดแห่เรือพระ พิธีทางศาสนา การประกวดธิดาโพน การแสดงศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ และการซัดต้ม รวมทั้งเที่ยวชมและเลือกซื้อศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียงด้วย

เอกสารอ้างอิง
"ลากพระ”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 14 . หน้า 6794 - 6804. กรุงเทพฯ.
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2542
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 254-256 : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม