สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีทำบุญเดือนสิบ

วันที่ 23 ก.ย. 2564

ประเพณีทำบุญเดือนสิบ

ความเป็นมา
ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าประเพณีทำบุญเดือนสิบ ในภาคใต้มีมาแต่เมื่อใดและเริ่มมีขึ้นที่ไหนก่อน ทราบแต่ว่าเป็นประเพณีที่มีมาช้านานแล้ว และปฏิบัติกันทั่วไปในภาคใต้ เพียงแต่ยิ่งหย่อนต่างกันในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะในท้องถิ่นนครศรีธรรมราชมีการปฏิบัติประเพณีนี้กันอย่างจริงจังมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับได้มีการจัดงานรื่นเริงประจำปีที่ยิ่งใหญ่ คือ "งานเดือนสิบ” เคียงคู่กับประเพณีนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 แล้ว จึงทำให้ประเพณีทำบุญเดือนสิบที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่รู้จักและเลื่องลือกันมากกว่าในจังหวัดอื่น
ทำบุญเดือน 10 นี้สันนิษฐานกันว่าเป็นประเพณีที่ได้รับมาจากอินเดียเช่นเดียวกับประเพณีอื่นๆ อีกหลายประเพณี และเนื่องจากนครศรีธรรมราชเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งสำคัญของพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ และมีความเจริญรุ่งเรืองมากในภาคใต้มาแต่อดีต จึงทำให้เชื่อกันว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่ง ที่มีการรับเอาวัฒนธรรมจากอินเดียแล้วแผ่กระจายไปยังแหล่งอื่น
ทำบุญเดือน 10 เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวภาคใต้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อทางพุทธศาสนาว่า ในปลายเดือน 10 พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย และญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีบาปตกนรกอยู่ซึ่งเรียกว่า "เปรต” จะได้รับการปล่อยตัวจากพยายมให้ขึ้นมาพบลูกหลานและญาติพี่น้องของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และให้กลับไปอยู่เมืองนรกดังเดิมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจึงจัดให้มีการทำบุญเป็นประเพณีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ครั้งหนึ่ง กับแรม 15 ค่ำ เดือน 10 อีกครั้งหนึ่ง (บางท้องที่ทำในวันแรม 14 ค่ำ) เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องตลอดจนบุคคลอื่นๆ ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นสำคัญ เพียงแต่ว่าการทำบุญใน 2 วาระนี้ อาจมีวิถีปฏิบัติยิ่งหย่อนต่างกัน กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วจะกระทำกันอย่างจริงจังในวาระหลัง เพราะถือว่ามีความสำคัญกว่าในวาระแรก
ชาวพัทลุงและชาวภาคใต้ทั่วไปเรียกว่า "วันชิงเปรต” หรือ "ประเพณีชิงเปรต” แต่ทางภาคกลางเรียกว่า "วันสาร์ท” หรือ "ประเพณีวันสารทไทย” เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปตชนหรือบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้วตามคติความเชื่อของชาวบ้านทั่วไป โดยการทำบุญบริจาคทานถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย
ประเพณีนี้น่าจะเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากคติทางศาสนาพราหมณ์ที่เรียกว่า "พิธีศราทธะ” หรือ "เปตพลี” จัดขึ้นเพื่อทำบุญแก่ผู้ตาย เป็นพิธีเซ่นให้เปตชนได้กินได้ใช้ คือ นำข้าวปลาอาหารมาเซ่นให้ผู้ตายได้กิน ประเพณีนี้เกิดมาก่อนพุทธกาล ครั้นถึงสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าประเพณีดังกล่าวมีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ จึงทรงอนุญาตให้อุบาสกอุบาสิกาถือปฏิบัติต่อไป กำหนดทำบุญเดือน 10 ไว้ 2 ครั้ง คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า วันแรม 1 ค่ำ เป็นวันที่ยมบาลปล่อยให้เปตชนขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในเมืองมนุษย์ บุตรหลานจะเป็นผู้ทำบุญเลี้ยงต้อนรับครั้งหนึ่ง เรียกว่า " ทำบุญเดือน 10 แรก” เมื่อถึงวันแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่เปตชนจะต้องกลับยมโลก บุตรหลานจะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับส่งสิ่งของให้นำติดตัวกลับไปด้วย เช่น ขนมที่เก็บกินได้นาน ๆ หอม กระเทียม เป็นต้น

ความสำคัญ
ประเพณีทำบุญเดือน 10 เป็นวันที่ถือคติและความเชื่อที่สืบกันมาว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญ จากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้ และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมทำนา ทำไร่ เป็นอาชีพหลักในช่วงเดือนสิบนี้ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงามและรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุกจึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญเพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือ ผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก การทำบุญสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีที่ชาวภาคใต้ ได้ถือปฏิบัติด้วยศรัทธาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยถือเป็นคติว่าปลายเดือนสิบของแต่ละปีเป็นระยะที่พืชพันธุ์ธัญญาหารในท้องถิ่นออกผล เป็นช่วงที่ชาวเมืองซึ่งส่วนใหญ่ ยังชีพด้วยการเกษตรชื่นชมยินดีในพืชของตน ประกอบด้วยเชื่อกันว่าในระยะเดียวกันนี้เปรตที่มีชื่อว่า "ปรทัตตูปชีวีเปรต” จะถูกปล่อยใหัขึ้นมาจากนรก เพื่อมาร้องขอส่วนบุญ ต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง เหตุนี้ ณ โลกมนุษย์ จึงได้มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปไห้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้อง ลูกหลาน ที่ล่วงลับไปโดยการจัดอาหารคาวหวานวางไว้ที่บริเวณวัดเรียกว่า "ตั้งเปรต”ตามพิธีไสยเวทอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้พัฒนามาเป็น "การชิงเปรต” ในเวลาต่อมา
การทำบุญสารทเดือนสิบเป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติที่มีต่อบุรพชน อันเป็นค่านิยมที่สำคัญยิ่งของชาวใต้และของคนไทยทั่วไป ชาวภาคใต้จึงรู้สึกว่างานบุญนี้มีความสำคัญมาก เมื่อใกล้ถึงวันทำบุญเดือนสิบทุกครอบครัวต่างก็ตระเตรียมข้าวของให้พร้อมเพื่อการทำบุญ ผู้ที่จากภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่นทั้งใกล้และไกล ก็จะเริ่มกลับสู่ถิ่นใต้บ้านเกิดเมืองนอนของตน เพื่อมาร่วมงานประเพณีโดยทั่วหน้ากัน การทำบุญเดือนสิบจึงเป็นงานประเพณีที่ก่อให้เกิดการชุมนุมของเครือญาติได้อีกทางหนึ่งด้วย ชาวภาคใต้บางคนบางพวกที่ไม่อาจกลับสู่ภูมิลำเนาของตนได้ด้วยความจำเป็นบางประการก็พยายามหาโอกาสทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บุรชนในวาระทำบุญวันสารท และถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะจัดประเพณีทำบุญนี้ขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในแหล่งที่ไปอาศัยอยู่นั้น ดังเช่นการรวมกลุ่มกันของชาวภาคใต้ที่เข้าไปอยู่ในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง แล้วพร้อมใจกันจัดประเพณีทำบุญวันสารทเดือนสิบขึ้นโดยให้ชื่อว่า "งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ” ซึ่งจัดขึ้นที่วัดพิชัยญาติการาม วงเวียนเล็ก ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508 และได้จัดติดต่อกันมาทุกปี เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การทำบุญเดือนสิบเป็นประเพณีสำคัญที่ฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึกของชาวใต้โดยทั่วไป

ชื่อเรียกประเพณี
ประเพณีทำบุญนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเป็นหลายชื่อ โดยทั่วไปแล้วจะมีการกำหนดเรียก 4 ลักษณะ คือ
1. กำหนดเรียกตามเดือนที่ทำบุญประเพณี เนื่องจากประเพณีทำบุญนี้จัดให้มีขึ้นในเดือน 10 ตามคติความเชื่อดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านจึงเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า "ประเพณีทำบุญเดือนสิบ”
2. กำหนดเรียกตามประเพณี "สารท” ของอินเดียที่รับอิทธิพลเข้ามา คำว่า "สารท” เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า”สรท” (สันสกฤตว่า ศารท) พรจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "เกี่ยวกับหรือเกิดในฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลทำบุญเดือนสิบ” ในอินเดียคำว่า "สารท” เป็นชื่อที่ใช้เรียกฤดูใบไม้ร่วง และมีประเพณีอันเกี่ยวเนื่องด้วยฤดูสารทนี้ คือเมื่อถึงฤดูสารท พืชพรรณธัญญาหารที่ปลูกไว้ให้ดอกผล ก็จะมีการเก็บเกี่ยวไปทำขนมเซ่นพลีบูชาผีปู่ย่าตายายหรือเทพเจ้าที่ตนนับถือและแสดงความยินดีกัน ในสมัยก่อนพุทธกาลพวกพราหมณ์ก็มีธรรมเนียมการเซ่นและทำทักษิณาอุทิศแก่ผู้ตายเรียกว่า "ศราทธะ” เช่นเดียวกัน ต่อมาถึงสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการทำบุญในลักษณะเช่นนี้เป็นการดี จึงทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนคงถือปฏิบัติเรื่อยมา จึงเป็นที่เชื่อกันว่าเราได้รับประเพณีนี้มาจากอินเดีย และบางคนยังคงเรียกประเพณีนี้ว่า "สารท” ด้วย และในบางครั้งก็มีการเรียกควบคู่กับ "เดือนสิบ” ด้วย เช่น "ประเพณีทำบุญวันสารท” หรือ "ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ”
3. กำหนดเรียกตามขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญของประเพณี ประเพณีนี้มีวิถีปฏิบัติหลายขั้นตอนที่สำคัญคือ การจัดหฺมฺรับ การยกหฺมฺรับ และการชิงเปรต บางคนจึงเรียกประเพณีตามขั้นตอนปฏิบัติเหล่านี้ เป็น "ประเพณียกหฺมฺรับ” หรือ "ประเพณีชิงเปรต”
4. กำหนดเรียกตามความมุ่งหมายหลักของประเพณี ประเพณีทำบุญนี้มีความมุ่งหมายหลักอญุ่ที่การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไปเป็น "เปรต” แอยู่ในนรกและเชื่อว่าเปรตเหล่านี้จะได้รับการปล่อยตัวให้ขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในเมืองมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และกลับสู่นรกตามเดิมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ลูกหลานจึงทำบุญในวันเวลาดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการ "รับ” และ "ส่ง” ตายาย ดังนั้นบางท้องถิ่นจึงเรียกประเพณีนี้ตามความมุ่งหมายนี้ว่า "ประเพณีทำบุญตายาย” หรือ "ประเพณีรับส่งตายาย”

ความมุ่งหมายของประเพณีทำบุญเดือน 10
ประเพณีทำบุญเดือน 10 มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ตลอดจนญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ด้วยช่วงเวลาปฏิบัติและวิธีปฏิบัติของผู้ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน จึงทำให้ประเพณีนี้มีความมุ่งหมายอื่นๆ เข้าประกอบด้วยหลายประการ จึงอาจสรุปความมุ่งหมายของประเพณีนี้ในปัจจุบันได้ดังนี้
1. เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยคติความเชื่อว่าผู้ตายไปแล้วเหล่านี้ซึ่งเป็น "เปรต” อยู่ในนรกจะได้รับการปล่อยตัวให้มาพบลูกหลานและญาติพี่น้องของตนในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และถูกเรียกตัวกลับไปอยู่นรกตามเดิมในแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ดังกล่าวแล้ว ผู้ที่มีชีวิตอยู่ต่างก็พยายามหาอาหารไปทำบุญตามวัดต่างๆ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งที่เป็นญาติของตนและที่ไร้ญาติซึ่งขึ้นมาจากนรกในช่วงเวลานี้ ด้วยเกรงว่าเปรตเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติๆ ของตนจะหิวโหย
2. เป็นการทำบุญแสดงความชื่นชมยินดีในโอกาสที่ได้รับผลิตผลทางการเกษตร ในช่วงปลายเดือน 10 ซึ่งตรงกับประเพณีสารทเป็นระยะที่พืชพันธุ์ต่างๆ กำลังให้ผล ชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกรรมจะชื่นชมกับผลิตผลที่ตนสู้ลงทุนลงแรงมานานหลายเดือน การแสดงความชื่นชมยินดีที่นิยมกระทำกันลักษณะหนึ่งในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคือ "การทำบุญ” โดยนำเอาพืชผลของคนทั้งในลักษณะที่ไม่แปรสภาพและแปรสภาพเป็นอาหารต่างๆ แล้วไปถวายพระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และเพื่อผลในการประกอบอาชีพต่อไป
3. เพื่อเป็นการอำนวยประโยชน์ในด้านปัจจัยอาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงฤดูฝน โดยการนำเอาพืชผลไม้และอาหารต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นอาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูปไปถวายพระสงฆ์สำหรับเก็บไว้เป็นเสบียงในระยะฤดูฝน ซึ่งจะเริ่มในตอนปลายของเดือน 10 ด้วยเป็นฤดูกาลที่พระบิณฑบาตได้ไม่สะดวก การจัดเสบียงอาหารดังกล่าวนี้จะจัดเป็นสำรับที่ชาวใต้เรียกว่า "จัดหฺมฺรับ” แล้วถวายโดยวิธีให้พระภิกษุจับบสลากซึ่งเรียกว่า "สลากภัต” เมื่อพระภิกษุจับสลากได้แล้วก็ให้ศิษย์เก็บหฺมฺรับไว้ เพื่อนำมาประเคนถวายเป็นมื้อๆ เพราะภิกษุจะสะสมอาหารไว้ไม่ได้
4. เพื่อเป็นการแสดงความสนุกสนานรื่นเริงประจำปีร่วมกันในโอกาสประเพณีทำบุญเดือน 10 บรรดาญาติมิตรที่อยู่ใกล้ไกลจะกลับมาสู่ภูมิลำเนาค่อนข้างพร้อมหน้าพร้อมตากันและหลังจากที่ได้ทำบุญกันตามประเพณีแล้วต่างก็มีความภาคภูมิใจ สุขใจ จึงมักจะมีการจัดงานรื่นเริงเพื่อเฉลิมฉลองกันไปด้วย งานรื่นเริงสนุกสนานนี้อาจจัดขึ้นในลักษณะต่างๆ กัน และจัดเป็นงานเล็กใหญ่ต่างกันไปในแต่ละท้องที่ ลางถิ่นเช่นนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการจัดงานรื่นเริงควบคู่กับประเพณีทำบุญเดือนสิบเป็นงานใหญ่โตเรียกว่า "งานเดือนสิบ” ซึ่งยังคงจัดกันมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดงานหนึ่งของภาคใต้
ประเพณีวันสารทเดือนสืบจัดเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ความสมัครสมานสามัคคีของผู้คนในชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือการอนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวปักษ์ใต้ และของชาติด้วย

พิธีกรรมและวิธีปฎิบัติ
ประเพณีทำบุญเดือน 10 ของภาคใต้ จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่พยายมปล่อยตัวผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่เรียกว่า "เปรต” ให้ขึ้นมาจากนรก และจะเรียกตัวกลับไปนรกตามเดิมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 การปฏิบัติของผู้มีชีวิตอยู่ในประเพณีจึงมีอยู่ 2 ครั้ง คือ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ครั้งหนึ่ง กับวันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ อีกครั้งหนึ่ง
ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ ชาวบ้านโดยทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นวันสำคัญนัก (เมื่อเทียบกับวันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ดังนั้นการประกอบพิธีในวันนี้จึงเป็นไปอย่างง่ายๆ เพียงจัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดเป็นการต้อนรับญาติมิตรที่ขึ้นมาจากนรกเท่านั้น ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า "วันรับตายาย” และในบางท้องถิ่นบางแห่ง เช่น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกวันนี้ว่า "วันหฺมฺรับเล็ก” ในวันนี้บางคนก็ไม่ประกอบพิธีกรรมแต่อย่างใดด้วย จะยกไปประกอบพิธีในวันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็น "วันหฺมฺรับใหญ่” ในวันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ถือเป็นช่วงที่ต้องปฏิบัติที่สำคัญมาก มีขั้นตอนของการปฏิบัติตนและประกอบพิธีกรรมโดยทั่วไปดังนี้
1. การเตรียมการ มีการจัดหาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้ให้ครบถ้วนเพื่อการจัดหฺมฺรับ แต่ละบ้านแต่ละเรือนย่อมมีผลิตผลและสิ่งของต่างๆ ที่จะใช้ในการจัดหฺมฺรับไม่เหมือนกัน เมื่อขาดเหลือสิ่งใดก็ต้องรีบซื้อหาในท้องตลาด บรรดาพ่อค้า แม่ค้าซึ่งรู้ความต้องการของชาวบ้านในโอกาสนี้ดี ก็จะนำสิ่งของต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งของที่จะได้จัดหฺมฺรับไปวางขายกันมากเป็นพิเศษในวันก่อนจัดหฺมฺรับ ต่อมามีการทำกันประเพณีทุกปีในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านเรียกวันนี้ว่า "วันจ่าย”
2. การจัดหฺมฺรับ ส่วนใหญ่จะจัดกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 การจัดหฺมฺรับแต่เดิมนิยมใช้กระบุงทรงเตี้ยๆ สานด้วยตอกไม้ไผ่ขนาดเล็กใหญ่ตามความต้องการของผู้จัด แต่มาระยะหลังนี้ใช้ภาชนะจัดตามความสะดวก เช่น กระจาด ถาด กะละมัง ถัง กระเชอ เป็นต้น สำหรับของที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับและลำดับการจัดของลงในหฺมฺรับนั้น ดิเรก พรตตะเสน ได้กล่าวไว้ใน "วิชช” วารสารของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2519 ว่า ขั้นแรกใส่ข้าวสารรองกระบุงแล้วใส่หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล และบรรดาเครื่องปรุงรสอาหารที่จำเป็นจนครบ ต่อไปก็ใส่จำพวกอาหารแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ผัก ผลไม้ สำหรับประกอบอาหารคาวหวานที่เก็บไว้ได้นานๆ เช่น มะพร้าว ฟัก มัน กล้วย(ที่ยังไม่สุก) อ้อย ข้าวโพด ข่า ตะไคร้ ขมิ้น และพืชผักอื่นๆ บรรดาที่มีในเวลานั้น นอกจากนั้นก็ใส่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันก๊าด ไต้ ไม้ขีด หม้อ กระทะ ถ้วย ชาม เข็ม ด้าย เครื่องเชี่ยนหมาก ได้แก่ หมาก พลู ปูน กานพลู การบูร พิมเสน สีเสียด ยาเส้น บุหรี่ ยาสามัญประจำบ้าน ธูป เทียน แล้วก็ใส่สิ่งอันเป็นหัวใจสำคัญของหฺมฺรับคือ ขนม 5 อย่างซึ่งมีความหมายต่อการอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปและถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานบุญสารทเดือนสิบ คือ
1. ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับญาติผู้ล่วงลับ ใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติทางพุทธศาสนา
2. ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าที่ใช้อุทิศให้เปตชน หรือบางท่านเชื่อว่าเส้นของลาเล็กๆ ทำให้เปรตกินได้ เพราะเชื่อว่าเปรตมีปากเท่ารูเข็ม ขนมลามี 2 ชนิด คือ ลาเช็ดกับลาลอยมัน
3. ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ
4. ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย เพราะมีลักษณะกลมเจาะรูตรงกลางคล้ายกับเงินสตางค์ที่มีรูตรงกลาง ซึ่งใช้กันในสมัยก่อน
5. ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้าสำหรับญาติผู้ตายจะได้ใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์มีความหมายใช้แทนเงินเหรียญเพราะมีลักษณะเป็นแผ่นกลมคล้ายเงินเหรียญ
ผู้สูงอายุบางคนกล่าวว่าขนมที่เป็นหัวใจของการจัดหฺมฺรับ มี 6 อย่าง โดยเพิ่มลาลอยมัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนฝูกหมอนเข้าไปด้วย ขนมต่างๆ เหล่านี้เป็นขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่บูดเสียง่ายเหมาะที่จะเป็นเสบียงเลี้ยงสงฆ์ไปได้ตลอดฤดูฝน
นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ใช้จัดหฺมฺรับยังมีเครื่องเล่นและของใช้ต่างๆ เครื่องเล่นต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมือง เช่น นำเอาไม้เถียะ ไม้หยี ไม้ระกำ กระดาษ หรือใบลาน มาทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น นก ไก่ ปลา ช้าง ม้า ฯลฯ หรือทำเป็นรูปละครรำ รูปหนังตะลุง หรืออาวุธต่างๆ หรืออาจจะจัดเป็นกระถางต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ จำพวกของใช้ก็มีหลายอย่าง เช่น กระขอน กระจ่า ตะกร้า ฯลฯ ผู้สูงอายุหลายท่านเล่าว่า เครื่องเล่นต่างๆ ที่นำไปถวายพระในวันสารทโดยวิธีติดหฺมฺรับจะต้องพิจารณาให้ถูกกับนิสัยของบุรพชนที่อุทิศให้ เช่น บุรพชนชอบดูละคร ชอบกัดปลา ชอบเล่นไก่ชน ชอบชนวัว ชอบเล่นนกเขา ฯลฯ ก้จัดทำเป็นรูปตุ๊กตานั้นๆ เชื่อว่าผู้จัดจะได้อานิสงส์ทากยิ่งขึ้น
สำหรับรูปแบบของหฺมฺรับ แล้วแต่ว่าผู้จัดจะจัดเป็นรูปแบบใดและประดับตกแต่งให้สวยงามอย่างไร การจัดหฺมฺรับอาจจะจัดกันเฉพาะครอบครัว หรือจัดกันในหมู่ญาติพี่น้อง หรือรวมกันจัดเป็นกลุ่มเป็นพวกระหว่างเพื่อนฝูงก็ได้
นอกจากสิ่งดังกล่าวแล้วในหฺมฺรับจะต้องมีน้ำด้วย โดยจัดหาน้ำสะอาดใส่ภาชนะ เช่น ขัน หรือแก้ว ขวด ไว้สำหรับเป็นน้ำดื่มของบรรพชนด้วย (สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่ขาดไม่ได้)
3. การยกหฺมฺรับและการถวายภัตตาหาร เมื่อจัดหฺมฺรับเรียบร้อยแล้วก็จะมีการยกหฺมฺรับปวัด พร้อมทั้งถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ด้วย แต่เดิมมาเข่จ่ายกันแรม 13 ค่ำ รุ่งขึ้น 14 ค่ำ จัดหฺมฺรับถึงแรม 15 ค่ำ จึงยกหฺมฺรับไปวัด ตั้งเปรตและบังสุกุลถุงบุรพชน แต่ในปัจจุบันวันปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างในแต่ละแห่ง คือบางแห่งจะยกหฺมฺรับไปวัดและตั้งเปรตในวันแรม 14 ค่ำ วันแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่สวดอนุโมทนาและบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้บุรพชน ทั้งนี้เพื่อตัดพิธีกรรมสำหรับทายกทายิกาออกเสียบ้าง เพราะในวันแรม 15 ค่ำ อันเป็นวันสิ้นเดือน สงฆ์ก็มีกิจของสงฆ์ซึ่งต้องปฏิบัติอยู่มากเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่แล้วยังคงถือเอาวันแรม 15 ค่ำ เป็นวันยกหฺมฺรับมากกว่าวันแรม 14 ค่ำ
ในการยกหฺมฺรับไปวัดจะมีการจัดภัตตาหาร ไปถวายพระด้วย จึงมักจะไปวัดกันในช่วงเช้าก่อนพระฉันเพล ผู้ยกหฺมฺรับไปวัดจะแต่งตัวอย่างสะอาดและสวยงาม เพราะถือว่าเป็นการทำบุญครั้งสำคัญ โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่เคยเผาบรรพบุรุษหรือวัดที่บรรพบุรุษเคยนิยมยกหฺมฺรับไปวัด อาจต่างครอบครัวต่างไปหรือจัดเป็นขบวนแห่ก็ได้ ถ้าเป็นหฺมฺรับใหญ่และมีการประกวดหฺมฺรับกันด้วยจะมีขบวนใหญ่โตเอิกเกริก ผู้ร่วมขบวนแห่แต่งตัวสวยงสมตามลักษณะขบวน อาจมีการแต่งเป็นเปรตหรืออื่นๆ ตามแต่ความคิดของผู้ร่วมขบวน
4. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล กระทำกันในวันแรม 15 ค่ำ ในวันนี้มีการทำบุญเพื่อเป็นการฉลองหฺมฺรับเรียกว่า "วันฉลองหฺมฺรับ” นอกจากนี้ก็มีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องและผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญในวันนี้ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งเพราะถือว่าเป็นวันส่งญาติพี่น้องและผู้อื่นที่ล่วงลับไปแล้วกลับสู่เมืองนรก ชาวบ้านจึงเรียกวันนี้ว่า "วันส่งตายาย” ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัดในวันนี้ เพื่อบรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วจะไม่อดอยากหิวโหยเมื่อกลับสู่นรก ถ้าหากใครไม่ได้ไปทำบุญในวันส่งตายายนี้จะถูกมองว่าเป็นคนอกตัญญู
5. การตั้งเปรต เมื่อยกหฺมฺรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์แล้วจะมีการจั้งเปรต แต่เดิมกระทำโดยการเอาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามที่ต่างๆ ตรงทางเข้าวัดบ้าง ริมกำแพงวัดบ้าง หรือตามโคนต้นไม้บ้าง เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในระยะหลังมีการสร้างร้านขึ้นสูงพอสมควรเรียกว่า "หลาเปรต” แล้วนำอาหารที่จะตั้งเปรตไปไว้บนหลาเปรตนั้น อาหารเหล่านี้จัดชนิดที่บุรพชนชอบอย่างละนิดละหน่อย และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ขนม 5 อย่าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญสารทเดือนสิบดังกล่าวแล้ว เมื่อตั้งอาหารบนหลาเปรตแล้วก็จะนำสายสิญจน์ที่พระสงฆ์จับเพื่อสวดบังสุกุลมาผูกไว้กับหลาเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ก็เก็บสายสิญจน์ ผู้คนทั้งเฒ่าแก่ หนุ่มสาวและเด็กๆ ก็จะกรูกันเข้ามาแย่งชิงอาหารที่ตั้งไว้นั้นเรียกว่า "ชิงเปรต” เนื่องจากมีความเชื่อว่าของที่เหลือจากการเซ่นไหว้บุรพชน ถ้าใครได้กินก็จะได้กุศลแรงเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
ประเพณีทำบุญเดือน 10 ยังคงปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่นมากในสังคมภาคใต้ มีความมุ่งหมายและวิถีปฏิบัติตรงตามประเพณีที่เคยทำกันมา จะต่างกันไปบ้างก็เพียงปลีกย่อยเท่านั้น ทั้งนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการเสริมให้ประเพณีเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวภาคใต้และเป็นการสนุกสนานรื่นเริงไปด้วย ดังเช่น บางแห่งกำหนดให้มี "วันจ่าย” เป็นที่แน่นอนในวันแรม 13 ค่ำ อยากให้เป็นงานใหญ่โตวันหนึ่งของประเพณีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการจ่ายเพื่อเตรียมหาของมาจัดหฺมฺรับเท่านั้น แต่เป็นวันจ่ายทั่วๆ ไป และเข้าใจกันว่าเป็นวันซื้อของให้ลูกให้หลานด้วย บางแห่งมีการจัดงานที่รื่นเริงควบคู่กับประเพณีดังเช่น การจัด "งานเดือนสิบ” ที่นครศรีธรรมราชซึ่งจัดขึ้นใหญ่โตทุกๆ ปี และมีการจัดประกวดหฺมฺรับทำให้มีการจัดหฺมฺรับกันอย่างสวยงามและจัดขบวนแห่อย่างเอิกเกริก นอกจากนั้นแล้วในบางแห่งมีการเล่นสนุกในการชิงเปรตด้วย

ประเพณีทำบุญเดือน 10 ของจังหวัดพัทลุง จะต้องมีการเตรียมสิ่งของทำบุญ ก่อนถึงวันทำบุญเดือน 10 ประมาณ 2 – 3 วัน ชาวบ้านพัทลุงจะเตรียมทำขนมที่จะนำไปวัดและแจกจ่ายแก่คนเฒ่า คนแก่ ญาติมิตร ได้แก่
1. ขนมลา มีความหมายใช้แทนเสื้อผ้าที่ใช้อุทิศให้เปตชน หรือบางท่านเชื่อว่าเส้นของลาเล็กๆ ทำให้เปรตกินได้ เพราะเชื่อว่าเปรตมีปากเท่ารูเข็ม ขนมลามี 2 ชนิด คือ ลาเช็ดกับลาลอยมัน
2. ขนมพอง หรือข้าวพอง มีความหมายใช้แทนเป็นเครื่องประดับมีสีสันสวยงาม
3. ขนมเปซำหรือขนมเจาะหู มีความหมายใช้แทนเงินทอง เพราะมีลักษณะกลมเจาะรูตรงกลางคล้ายกับเงินสตางค์ที่มีรูตรงกลาง ซึ่งใช้กันในสมัยก่อน
4. ขนมบ้า มีความหมายใช้แทนเงินเหรียญเพราะมีลักษณะเป็นแผ่นกลมคล้ายเงินเหรียญ
5. ขนมเทียน มีความหมายใช้แทนหมอน 2 ชนิด คือ ชนิดไม่สอดใส้และชนิดสอดใส้
นอกจากนี้ ยังมีข้าวสาร กะปิ น้ำตาล พริก กระเทียม ปลาเค็ม เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ โดยการจัดขนมและสิ่งของอื่นๆ ใส่สำรับหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หมฺรับ” ขนาดเล็กใหญ่ตามฐานะของผู้ทำบุญ
การทำบุญ เมื่อจัดเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้ว ก็พาไปรวมที่วัด จัดอาหารถวายพระสงฆ์แล้ว ก็จะนำหมฺรับมารวมกัน นำสายสิญจน์มาวงรอบสิ่งของต่อไปถึงพระสงฆ์ ในบางแห่งอาจจัดทำขึ้นเป็นร้านเรียกว่า "ร้านเปรต” สร้างให้สูงพอสมควร เพื่อให้ทุกคนได้นำขนมไปวางได้สะดวก นอกจากนี้ผู้มาทำบุญจะนำเอาอัฐิของญาติมิตรมารวมเข้ากับพิธี เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปยังเจ้าของอัฐิที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าไม่มีอัฐิจะเขียนชื่อในกระดาษรวมลงไปในการบังสุกุล ชาวบ้านจะกรวดน้ำอุทิศไปยังบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเสร็จพิธีเก็บสานสิญจน์ จากนั้น หนุ่ม สาว เฒ่า แก่ และเด็ก จะเฮโลกันเข้าไปแย่งขนมที่ตั้งเปรตเอาไว้เป็นที่สนุกสนาน โดยเฉพาะพวกเด็กๆ ส่วนคนเฒ่าคนแก่นั้น เชื่อว่าการกินอาหารและขนมที่ใช้ในพิธีบูชาหรือเซ่นไหว้ ปู่ ย่า ตา ยาย เสร็จแล้วนั้นจะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอย่างยิ่งและยังเชื่อต่อไปอีกว่า หากขนมเหล่านี้ โดยเฉพาะขนมเทียน ถ้านำไปติดตามต้นไม้ เช่น มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น จะให้ผลดก เพื่อความสนุกสนาน บางแห่งอาจตั้งร้านเปรตให้สูง โดยใช้ไม้หลาชะโอน(หลาโอน) หรือไม้หมากทำเป็นเสาเพียงเสาเดียว ขูดผิวจนลื่นทาด้วยน้ำมันมะพร้าว หรือใส่ภาชนะแขวนไว้ข้างบนให้น้ำมันย้อยลงมา คนที่ปีนหรือปรับขึ้นไปจะแข่งขันกันขึ้นไปแย่งขนม ก็จะทำได้ด้วยความยากลำบากอาจจะพลัดตกลงมาเป็นที่สนุกสนาน ในการนี้ชาวบ้านที่มีฐานะดีอาจจะให้ทานแก่คนที่ร่วมทำบุญ โดยเฉพาะเด็กๆ โวยการโรยทาน หรือที่เรียกว่า”หว่านกัมพฤกษ์” ชาวปักษ์ใต้เรียกว่า "หว่านกำพรึก” คือเอาสตางค์หรือเงินเหรียญโยนขึ้นไปในอากาศ แล้วให้คนแย่งชิงกัน
นอกจากจะทำพิธีในวัดแล้ว ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า เปรตบางจำพวกมีบาปหนาเข้าวัดไม่ได้ จึงนำขนมและข้าวของอีกส่วนหนึ่ง ไปตั้งเปรตกันนอกวัดอีกครั้งหนึ่ง คนเฒ่าคนแก่ก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนเสร็จแล้วจะมีการแย่งชิงขนมกันอีก จึงเรียกประเพณีนี้ว่า "ชิงเปรต”
ประเพณีทำบุญเดือน 10 หรือประเพณีชิงเปรตนี้ ชาวจังหวัดพัทลุงถือปฏิบัติมาแต่โบราณ เป็นประเพณีทีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ยังคงปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวจังหวัดพัทลุงที่ไปทำงานอยู่ในต่างจังหวัดอื่น เมื่อถึงกำหนดทำบุญเดือน 10 ทุกคนจะกลับมาร่วมทำบุญกันที่บ้าน เป็นการส่งเสริมความผูกพันระหว่าครอบครัวและญาติพี่น้อง และยังเป็นการรำลึกถึงบุญคุณของบุพการีแม้จะล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสังคมสืบไป ปัจจุบัน วัดบ้านสวน หมู่ที่ 12 ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง เป็นสถานที่จัดงานประเพณีบุญเดือนสิบ

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ประเพณีทำบุญเดือน 10 หรือประเพณีชิงเปรตนี้ ความเชื่อของพุทธศาสนิกชน เชื่อว่าบรรพบุรุษ อันได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความดีไว้ เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แต่หากทำความชั่ว จะตกนรก กลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้ในแต่ละปีมายังชีพ และเชื่อว่าหากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข นอกจากนั้นยังเชื่อว่าการกินอาหารและขนมที่ใช้ในพิธีบูชาหรือเซ่นไหว้ ปู่ ย่า ตา ยาย เสร็จแล้วนั้นจะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอย่างยิ่งและยังเชื่อต่อไปอีกว่า หากขนมเหล่านี้ โดยเฉพาะขนมเทียน ถ้านำไปติดตามต้นไม้ เช่น มะม่วง ชมพู่ เป็นต้น จะให้ผลดก

กิจกรรมตามประเพณี
ประเพณีทำบุญเดือน 10 หรือประเพณีชิงเปรต ในจังหวัดพัทลุง มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การจัดอาหารถวายพระสงฆ์
2. การจัดหฺมฺรับ สำหรับการชิงเปรต
3. การประกวดหฺมฺรับ
4. การประกวดขบวนแห่หฺมฺรับ
5. การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่นหนังตะลุง มโนราห์ การแข่งขันซัดต้ม

เอกสารอ้างอิง
"ทำบุญเดือนสิบ : ประเพณี”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 7 . หน้า 3384 - 3395. กรุงเทพฯ.
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2542
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 252-254 : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.
- ประเพณีวัฒนธรรมภาคใต้(ชิงเปรต). แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/chingpert/khwam-pen-ma-wan-sarth-deuxn-sib. 10 มิถุนายน 2564
-ประเพณีสารทเดือนสิบ). แหล่งที่มา : https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/e294f8ad. 10 มิถุนายน 2564

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม