สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีการทำขวัญข้าว

วันที่ 23 ก.ย. 2564

ประเพณีการทำขวัญข้าว

ความเป็นมา
การทำขวัญข้าว เป็นประเพณีบวงสรวงแม่โพสพ ผู้เป็นวิญญาณแห่งข้าว โดยเชื่อว่าถ้าข้าวมีขวัญสิงอยู่ประจำไม่หลีกลี้ไปไหน ต้นข้าวก็จะงอกงามสมบูรณ์ ให้ผลสูง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน หรือเฉาตาย ส่วนที่เก็บเกี่ยวขึ้นสู่ยุ้งฉางแล้ว แม้จะจำหน่ายขายหรือกินก็สิ้นเปลืองไปน้อยที่สุด ชาวบ้านในสมัยก่อนเชื่อกันว่า แม่โพสพเป็นวิญญาณของข้าว ฉะนั้นจึงเกิดความเคารพยำเกรง และต้องการที่จะแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่โพสพ จึงมีการบวงสรวงบูชาแม่โพสพขึ้น นอกจากนั้นชาวบ้านยังเชื่อว่าข้าวมี "ขวัญ” สิงสถิตอยู่ประจำไม่หลีกหนีไปไหน การที่ข้าวมีขวัญสิงอยู่จะทำให้ต้นข้าวงอกงามสมบูรณ์ ให้ผลผลิตสูง และไม่มีโรคภัยเบียดเบียนหรือเฉาแห้งตาย เมื่อนำข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วขึ้นสู่ยุ้งข้าว หรือลอมข้าว หรือเรินข้าว แม้ว่าจะนำมาจำหน่ายหรือกินก็ไม่หมด หรือสิ้นเปลืองน้อยที่สุด การทำขวัญข้าวนิยมทำหลังจากเก็บเกี่ยวและขนข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านในจังหวัดพัทลุงเชื่อว่าการทำขวัญข้าวเป็นการประกอบพิธีเพื่อสดุดีแม่โพสพ เพื่อความสวัสดิมงคลและเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีที่ได้ทำนาประสบผลสำเร็จ
เกือบทุกขั้นตอนของการทำนา ชาวนาต้องรำลึกถึงแม่โพสพ เริ่มแต่แรกหว่านก็ต้องหาวันดี พันธุ์ข้าวต้องแบ่งส่วนจากข้าวขวัญอันเป็นขวัญแห่งแม่โพสพ ก่อนถอนต้นกล้าไปปักดำต้องขอขมา ตอนเริ่มปักดำต้องเชิญขวัญมาอยู่รากอยู่กอ ข้าวออกรวงสุกอร่ามต้อง "รวบข้าว” ผูกขวัญไว้ เก็บเกี่ยวแล้วต้องทำขวัญข้าวเป็นครั้งสำคัญ และเมื่อจะรื้อข้าวลงจากกองมานวดทุกครั้งก็ต้องขมาลาโทษ ในทุกขั้นตอนที่ว่านี้ การทำขวัญ เป็นการแสดงออกต่อแม่โพสพอย่างเป็นพิธีรีตองมากที่สุด

ความสำคัญ
ประเพณีทำขวัญข้าว หรือพิธีทำขวัญข้าวมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นพิธีที่ชาวนาทำกัน จะทำการเมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้วเพื่อที่จะเรียกขวัญในนาที่ตกหล่นอยู่บ้างกลับมาขึ้นบ้านให้หมดเพราะเขาถือว่าแม่โพสพต้องเชิญมาขึ้นฉางข้าวให้หมด(ภาษาใต้เรียกว่าลอมข้าวหรือเรินข้าว) เมื่อข้าวสุกเหลืองพร้อมที่จะเก็บได้แล้ว ก่อนที่จะเกี่ยวข้าวต้องทำพิธีรวบข้าวก่อน แต่ก่อนรวบข้าวต้องดูฤกษ์เสียก่อนว่าจะรวบได้วันใด วิธีการรวบข้าวต้องรวบกลางแปลงนาข้าว โดยนำข้าวสามกอมารวบมัดไว้ด้วยกัน เวลารวบข้าวต้องใช้คาถาว่าด้วยคาถารวบข้าว
ประเพณีทำขวัญข้าว ทำกันทุกท้องที่และแทบทุกครัวเรือนที่มีการทำนา ทำแล้วอุ่นใจว่าเป็นสิริมงคล ไม่ประสบภาวะอดอยาก ทำนาได้ผล มีข้าวกินตลอดปี เพราะแม่โพสพจะประทานความสมบูรณ์พูนสุขให้ ทั้งอิ่มใจที่ได้สืบทอดประเพณีของบรรพบุรุษ จริงอยู่ประเพณีดังกล่าว หากมองด้วยทัศนะวิทยาศาสตร์ อาจเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล แต่หากมองให้ลึกก็ให้คุณค่าทางใจ ดังกล่าวแล้ว ทั้งยังปลูกฝังคุณธรรมเรื่องความกตัญญูต่อสิ่งที่มีคุณ ให้ความสำคัญต่อข้าว แสดงออกต่อข้าวด้วยความสำนึกในคุณค่า รู้ประหยัด รู้จักเก็บรักษาไม่ให้ตกเป็นอาหารของสัตว์และปล่อยให้หกเรี่ยราดโดยไม่บังควร คุณค่าแฝงซึ่งฝังเป็นทัศนคติและส่งผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวนี้ เป็นผลสะท้อนจากการทำขวัญและความเชื่อเรื่องขวัญข้าวทั้งสิ้น
พิธีทําขวัญข้าว เป็นพิธีกรรมที่สื่อความหมายให้เห็นคุณลักษณะของคนไทย ที่มีความอ่อนโยน ละเอียดอ่อน อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีพระคุณ และหาโอกาสที่จะแสดงออกถึงความสํานึกกับผู้ที่มีพระคุณ เพราะชาวนาเชื่อว่าผลผลิตที่ได้รับนั้นนอกจากแรงงานและความเพียรของตนเองแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากการดลบันดาลและการดูแลของแม่โพสพด้วย พิธีกรรมทําขวัญข้าว หรือรับขวัญข้าว ทําตามความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อพระแม่โพสพ เพื่อขอบคุณพระแม่โพสพที่ดูแลให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนนา เชื่อกันว่าเมื่อทําพิธีนี้แล้วพระแม่โพสพจะช่วยคุ้มครองข้าวในนาให้มีผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเป็นการสร้างขวัญกําลังใจในการทํานาครั้งต่อไป สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวนาว่าข้าวในนาจะปราศจากภัยธรรมชาติและจะไม่มีแมลงศัตรูพืชต่างๆ เข้ามาทําร้าย ต้นกล้าในนาข้าว
พิธีทําขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมดั้งเดิม ที่มีในภูมิภาคที่มีการปลูกข้าวของประเทศไทย โดยในแต่ละภาคจะมีการทําขวัญข้าวไม่พร้อมกัน แต่ที่พบมีลักษณะคล้ายกันคือ การทําขวัญข้าวตอนข้าวตั้งท้อง และการทําขวัญข้าวตอนขนข้าวขึ้นยุ้งแล้ว องค์ประกอบสําคัญของพิธีทําขวัญข้าวคือ แม่โพสพ และบทร้องทําขวัญข้าว โดยจะทําพิธีบูชาแม่โพสพ ด้วยอาหารหรือเครื่องเซ่น ได้แก่ข้าวปากหม้อ กล้วย อ้อย เป็นต้น
ในพิธีทําขวัญข้าวจะมีการร้องหรือสวดบททําขวัญข้าวซึ่งในแต่ละท้องถิ่นเรียกแตกต่างกันไป ภาคเหนือ เรียกว่า คําสู่ขวัญข้าว ภาคกลางและภาคใต้เรียกว่า บททําขวัญข้าว ถือเป็นบันทึกความรู้หรือภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่ง ที่บันทึกความรู้ชื่อพันธุ์ข้าวในแต่ละถิ่น บันทึกความรู้ด้านการประกอบพิธีทําขวัญข้าว ความเชื่อของชาวนา และแสดงขั้นตอนต่าง ๆ ของการทํานา บททําขวัญข้าวของแต่ละท้องถิ่น มีทั้งลักษณะที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ส่วนที่คล้ายคลึงกันก็คือ ส่วนที่กล่าวเชิญขวัญหรือเรียกขวัญ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เรียกขวัญแม่โพสพ และอีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนที่เป็นการขอพรหรือการขอร้องแม่โพสพ ส่วนนี้เป็นส่วนที่แสดงถึงความปรารถนาของชาวนาที่ต้องการให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพ ดลบันดาลในสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนเนื้อหาที่แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละท้องถิ่น น่าจะเป็นสิ่งที่มีเฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ชื่อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีประจําถิ่น หรือตํานานเกี่ยวกับข้าวหรือแม่โพสพที่เป็นเรื่องเล่าที่รับรู้กันในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นต้น
การทําขวัญข้าว ถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการช่วยลดหรือบรรเทาความเครียดให้กับชาวนา เนื่องมาจากการทํานาในแต่ละครั้ง ต้องลงทุนลงแรงจํานวนมาก ชาวนาจึงเกิดความไม่มั่นใจและรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจว่า การทํานาในครั้งนั้นๆ จะประสบความสําเร็จหรือไม่จึงต้องอาศัยการทําขวัญข้าวเพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้กับตนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทําขวัญข้าวค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคมชาวนาไทย น่าจะมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น
- การทํานาสมัยใหม่มีระบบชลประทาน มีการใช้ยาปุยเคมีและปราบศัตรูพืช ชาวนาจึงรู้สึกว่าไม่
จําเป็นต้องพึ่งพิงธรรมชาติมากเหมือนแต่ก่อน การทําพิธีตามความเชื่อเพื่อให้ข้าวเจริญงอกงามปลอดโรคจึงไม่มีความจําเป็น
- ชาวนาต้องเร่งรีบทํานาให้ได้ ๓ ครั้งต่อปีจึงไม่มีเวลาประกอบพิธีทําขวัญข้าว
- ชาวนาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่ได้มีที่นาเป็นของตนเอง ใช้วิธีเช่าที่นา ความรู้สึกผูกพันและ
ระลึกถึงบุญคุณแห่งผืนดินทํากินอาจไม่มากเท่าสมัยก่อน
- หาผู้ทําพิธีหรือหมอทําขวัญข้าวได้ยากขึ้นเนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดความรู้ในการทําพิธีกรรม ฯลฯ

พิธีกรรมในการทำขวัญข้าวของภาคใต้
การทำขวัญข้าวมี 2 ขั้นตอน ตอนแรก เมื่อข้าวในนาเริ่มสุก เรียกว่า การรวบข้าว หรือผูกข้าว โดยหมอทำขวัญจะเอาไม้ชุมแสง ไม้ชุมเห็ด ไม้ชมพู่ ไม้กำชำ (มะหวด) ไม้หว้าฯลฯ ผูกมัดกับใบพรมคด ปักเป็นหลักลงในนาตรงที่ข้าวแตกกอออกรวงสวยงามสมบูรณ์ที่สุด ให้ความสูงขนาดต้นข้าวแล้วรวบต้นข้าวโดยรอบสัก 5 – 6 กอ มาผูกกับหลักด้วยย่านลิเภา ด้ายขาวและด้ายแดง ก่อนผูกให้กวักมือเรียกขวัญ เริ่มจาก ตั้งนโม 3 จบ ตั้งสัคเค ชุมนุมเทวดา เชิญขวัญแม่โพสพแล้วปักหรังไว้ "ปักหรัง” ก็คือผูกขวัญแม่โพสพไม่ให้ไปไหน ให้อยู่คุ้มครองข้าวและเจ้าของนาให้ปลอดภัย ข้าวส่วนที่ผูกมัดไว้นี้ เป็นขวัญข้าวสำหรับเก็บไว้บูชาและแพร่พันธุ์ต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 ทำหลังจากเก็บเกี่ยวและขนข้าวขึ้นยุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่มักเป็นเดือน 6 หรือเดือน 9 ถ้าเป็นข้างขึ้นใช้วันคี่ เช่น 13 ค่ำ 15 ค่ำ ถ้าเป็นข้างแรมใช้วันคู่ เช่น 14 ค่ำ แต่โดยมากนิยมทำในวันธรรมสวนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนวันเพ็ญ และต้องไม่เลือกเอาวันที่ถูกกระ คือวันที่ตำราฤกษ์ยามระบุว่า ถ้าหว่าน ปักดำ หรือเก็บเกี่ยวในวันนั้น จะถูกผีกระสือกินหมด แต่บางตำราว่าให้ทำพิธีตอนพลบค่ำ ที่ชาวบ้านเรียกว่า "เวลานกชุมรัง” ในวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ เว้นวันอาทิตย์ จันทร์ พุธ ศุกร์ วันพระและวันทักทินคือวันขึ้นหรือแรมที่เลขวันกับเดือนตรงกัน เช่น เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ อุปกรณ์ที่ต้องใช้มี ขนมขาว ขนมแดง ขนมโค ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า กล้วย อ้อย ถั่ว งา กุ้ง ปลาสลาด บายศรี หมากพลู 3 คำ เทียน 1 เล่ม แหวน ถ้วยใส่ข้าวขวัญ สายสิญจน์ หมอบางคนเพิ่มเขาวัว (วัวที่ใช้ทำนาจนกระทั่งตาย) ลูกเดือย ดอกไม้และธูปด้วย ในการทำพิธีหมอจะนำอุปกรณ์ต่างๆ วางบนยุ้งข้าว วงสายสิญจน์รอบบายศรี และเครื่องบูชาในพิธี แล้วประนมมือขึ้นสวดบูชาพระรัตนตรัย ชุมนุมเทวดาแหล่บททำขวัญซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของข้าว พันธุ์ข้าว คุณของแม่โพสพ เชิญขวัญข้าว จบแล้วสวดชยันโตอำนวยพรแก่แม่โพสพ ว่าคาถาปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้แม่โพสพอยู่ประจำยุ้งข้าวเป็นเสร็จพิธี สำหรับถ้วยขวัญและบวัญข้าวให้เก็บว้บนกองข้าว ตลอดปีนั้นห้ามเคลื่อนย้าย แต่บางตำราว่าย้ายได้หลังเสร็จพิธีแล้ว 3 วัน
สำหรับในจังหวัดพัทลุงบางตำบลแทนที่ชาวนาจะทำขวัญข้าวเป็นรายครัวเรือน ก็ไปทำรวมกันที่วัด เรียกว่า ทำขวัญข้าวใหญ่ โดยวัดจัดให้มีการกองข้าวเลียงขึ้น เมื่อชาวบ้านนำข้าวเลียงมาบริจาควัด ทางวัดจะรวบรวมไว้ แล้วกำหนดวันทำขวัญข้าวใหญ่ขึ้น เมื่อถึงวันนั้นชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะนำข้าวไปวัดอีกคนละ 1 เลียง และเขียนชื่อกำกับไว้ ผู้จัดพิธีจะนำข้าวเลียงของทุกคนรวมไว้ด้วยกัน การทำพิธีทำเหมือนดังกล่าวแล้วแต่ต้นทุกประการ เสร็จแล้วแต่ละครัวเรือนจะนำข้าวเลียงของตนกลับไปเก็บไว้บนยุ้งเป็นข้าวขวัญ เป็นอันว่าปีนั้นไม่ต้องทำขวัญข้าวที่บ้าน หรือถ้าจะทำอีกทีก็ได้
บททำขวัญข้าวที่ปรากฏแต่งด้วยคำประพันธ์ 3 แบบ คือ กาพย์ ร่าย และกลอนเพลงบอก สำนวนที่เป็นกาพย์และร่าย เป็นบทแหล่ที่แต่งไว้ก่อน และมักเป็นของเก่าที่จำสืบต่อๆ กันมา ส่วนที่เป็นกลอนเพลงบอกมักเป็นกลอนต้นทั้งหมดซึ่งเป็นเพลงบอกร้องเอาสดๆ
บททำขวัญสำนวนกาพย์หลายๆ สำนวน เมื่อสอบถามดูพบว่ามีข้อความที่พ้องกันอยู่ตอนหนึ่งน่าจะเป็นสำนวนเก่าของเดิมแม้ภายหลังหมอมากขึ้นและแต่งเสริมขึ้น แต่ของเดิมก็ไม่ได้ทิ้ง เพียงผิดเพี้ยนถ้อยคำกันไปบ้างก็ถือเป็นธรรมดา สำหรับการสืบทอดด้วยการจำเช่นนี้ ข้อความที่พ้องกันมีว่า
"วันนี้วันดี เป็นศรีพระยาวัน ลูกจักทำขวัญ จัดสรรของดี แต่ล้วนข้าวของ แก้วแหวนเงินทอง หมากพลูบุหรี่กล้วยอ้อย ถั่วงา แตงกวามากมี ทุกสิ่งใส่ที่ แต่งไว้แม่เสวย อีกทั้งผลไม้ ลูกหามาไว้ ให้แม่ทรายเชย ชุมเห็ดชุมแสง ชุมพู่แม่เอย ผลไม้ยังเหลย น้ำข้าว กำชำ อีกทั้งเพาใหญ่ ด้วยแดงขาวดำ กล้วยอ้อยพรมคต จัดหามาหมด ไม้หว้าไม้กำ ย่านเคาประจำราชภูมิพฤกษา ลูกแต่งไว้ถ้า มารดาดำเนินโอ้แม่โพสพ ลูกจักเคารพ เรียกแม่คิ้วเหิน แม่ทองร้อยชั่งมาฟังลูกเชิญ ฟังแล้วดำเนิน เชิญมา แม่มา”
ข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับบททำขวัญข้าวอีกประการหนึ่งคือ การเอ่ยถึงชื่อพันธุ์ข้าวต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นข้าวที่ปลูกกันอยู่ในภาคใต้ทั้งสิ้น ปรากฏว่ามีมากชนิด ดังตัวอย่าง
"เชิญแม่โฉมยง แกล้งส่งขวัญมา นางหอมนางหงส์ นางข้าวจงกรม ข้าวโพดลูกปลา ช่อปริงช่อพร้าว เชิญมาเถิด เจ้าแม่นิลภูศรี หน่วยเขือนางปอง นางทองรวงรี จุกเทียนหอมดี ข้าวยี่รวงดำ นางหอมประจำ ขาวประแจหอมหวาน ข้าวช่อไม้ไผ่ ไข่มดลิ้นคลาน ดาวเรืองเล้าตาล ยังข้าวนั้นเหลย นางหาส์ส่งรส รวงแดงปรากฏ หน่วยแดงน่าเชย ขาวข้าวย่านไทร รวงงามกระไรเหลย เชิญมาแม่เอย ข้าวยอนคร เชิญข้าวย่านไทร รวงงามกระไร รวงใหญ่บ่หย่อน ข้าวปากนกนี้แล้ เที่ยงแท้งามงอน รวงกองเป็นก้อน ข้าวหลามคลองพุม ข้าวช่อไข่เป็ด ข้าวรวงงามเสร็จ เก็บไม่รู้เหื้อง ข้าวภูเขาทอง เสสด็จมานองเนือง เชิญมาอย่าเอื้อง ข้าวโพดสาลี ข้าวตีนนกทูง กะรวงงามดี เชิญมาทั้งนี้ ข้าวแมงดาลาย ข้างทรายข้าวเล่า เชิญมาเถิดเจ้า ทำขวัญให้สบาย ยังข้าวกำพฤฏษ์ ลูกนึกไม่วายเชิญมาเล่าไสร้ ดอกอ้อพลอยพฤกษ์ เชิญข้าวไม่ตาก สีแม่งามหลาก รวงมากจริงจริง มารับเอาขวัญข้าว สารพันทุกสิ่ง เชิญมาให้สิ้นข้าวหอมลูกปลา ข้าวเทพมหาชัย มาแล้วอย่าไป เชิญมาแม่มาช่อคอดอกดู่ นางงามข้าวหนัก อ่อนนักทั้งคู่ มะลิซ้อนตัวผู้ ข้าวยี่ข้าวสาร ข้าวงามชุมพร นางขาวสีคอน เชิญมาอย่านาน สาวน้อยสร้อยทอง แถมห้องค้ำฉาง ยายอช่อไพร นางกองทองไทย ข้าวไทรอองหนี ข้าวสีมายัง ทองปอยร้อยชั่ง เชิญมาแม่มา”
พันธุ์ข้าวเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังนิยมปลูกกันในปัจจุบัน แต่ละพันธุ์มีลักษณะและคุณสมบัติเด่นเฉพาะอย่าง เหมาะกับสภาพพื้นที่แต่ละอย่าง บททำขวัญข้าวจึงเป็นแหล่งประมวลความรู้เรื่องข้าวได้อย่างน่าสนใจ
ประเพณีทำขวัญข้าว ทำกันทุกท้องที่และแทบทุกครัวเรือน ที่มีการทำนาแล้วอุ่นใจเป็นสิริมงคล ไม่ประสบภาวะอดอยาก ทำนาได้ผล มีข้าวกินตลอดปี เพราะแม่โพสพจะประทานความสมบูรณ์พูนสุขให้ ทั้งอิ่มใจที่ได้สืบทอดประเพณีของบรรพบุรุษ จริงอยู่ประเพณีดังกล่าว หากมองด้วยทัศนะวิทยาศาสตร์ อาจเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล แต่หากมองให้ลึกก็ให้คุณค่าทางจิตใจดังกล่าวแล้ว ทั้งยังปลูกฝังคุณธรรมเรื่องความกตัญญูต่อสิ่งที่มีคุณ ให้ความสำคัญต่อข้าว แสดงออกต่อข้าวด้วยความสำนึกในคุณค่า รู้ประหยัด รู้จักประหยัด รู้จักเก็บรักษาไม่ให้ตกเป็นอาหารของสัตว์และปล่อยให้หกเรี่ยราดโดยไม่บังควร คุณค่าแฝงซึ่งฝังเป็นทัศนคติและส่งผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวนี้ เป็นผลสะท้อนจากการทำขวัญและความเชื่อเรื่องขวัญข้าวทั้งสิ้น

ทำขวัญข้าวบนลอมข้าว
ชาวภาคใต้นิยมเกี่ยวข้าวด้วยแกระ หรือแกะ ผูกเป็นเลียงผึ่งแดด ประมาณครึ่งวัน แล้วนำเลียงข้าวมาดับในยุ้งข้าวหรือฉางข้าว แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกลอมข้าว เมื่อนำข้าวเลียงขึ้นลอมหมดแล้วก่อนจะรื้อข้าวเลียงไปนวดเพื่อทำเป็นข้าวสาร หรือนำข้าวเปลือกออกจำหน่ายต้องหาหมอมาทำขวัญ เพื่อไม่ให้แม่โพสพตกใจกลัว หรือเกิดความโกรธเจ้าของข้าว การทำขวัญข้าวต้องเป็นเวลากลางคืน หมอต้องขึ้นประกอบพิธีบนลอมข้าว มีเสื่อปู 1 ผืน ผ้าขาวปูรับเครื่องบายศรี 1 ผืน ชาวนาภาคใต้ไม่นิยมบายศรีปากชาม แต่จัดพานแต่งบายศรีประกอบด้วยข้าว ข้าวเจ้า ขนมโค หมากพลู ม้วนตามความยาวของพลู 3 ม้วน ปลายพลูสวมด้วยแหวนที่มีหัวทำด้วยกระเบนท้องน้ำ พานบายศรีต้องวาวบนข้าวชุมหัวตรงกลางลอมข้าว ถ้ามีเขาวัวลาย กระดองแมงดาทะเล วัวดิน ต้องนำมารวมที่ข้าวชุมหัวมีหมากพลู ธูปเทียน ดอกไม้สำหรับที่ครูอีกพานหนึ่ง พร้อมด้วยหมอจะเริ่มประกอบพิธี
บททำขวัญข้าวบนลอม มีหลายสำนวนของแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัด มีความแตกต่างกันไปบ้าง เรื่องการใช้ถ้อยคำ แต่เนื้อหาใจความสำคัญตรงกัน
นอกจากพิธีกรรมแล้ว การทำขวัญข้าว ยังให้ความรู้เรื่อพันธุ์ข้าว ในอดีตปลูกข้าวหลายชนิดมีทั้งพันธุ์หนักและพันธ์เบา จึงขยายเวลาเก็บเกี่ยวเป็นระยะเวลายืดออกไปคือข้าวสุกไม่พร้อมกัน และสามารถเลือกปลูกในที่ลุ่มที่ดอนได้อย่างเหมาะสม เพราะข้าวต่างพันธุ์กันหลายชนิด ต้านทานต่อโรคได้ดี ทำให้เราทราบว่าโคตรวัว คือวัวตัวแรกที่เป็นแม่ฝูงหรือเป็นพ่อฝูงของครอบครัวนั้น ที่เริ่มใช้ในการทำนา เรียกว่าโคตร นำมาร่วมในพิธีทำขวัญข้าวด้วย ชาวนาในอดีตบูชาแม่โพสพก็คือการบูชาข้าวนั่นเอง ใครทำให้แม่โพสพตกใจจะทำนาไม่ได้ข้าวกิน จึงห้ามมิให้เอาสากเคาะปากครก ห้ามเอากระด้ง หรือกระเชอครอบปากครก ต้องดูแลสากตำข้าวไม่ให้คอสากหักในขณะตำข้าว ล้วนแต่เป็นเรื่องสอนให้เห็นถึงความสำคัญของข้าว ความเชื่อเรื่องแม่โพสพ มีบทบาทสำคัญต่อชาวนาตลอดมา

พิธีกรรมในการทำขวัญข้าวของจังหวัดพัทลุง
พิธีกรรมทำขวัญข้าวโดยทั่วไปของจังหวัดพัทลุง มีขั้นตอน ดังนี้
การเตรียมพิธี
ก่อนทําพิธี หมอทําขวัญข้าวจะดูฤกษ์เพื่อกําหนดวันทําพิธีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าวออกรวงพร้อมจะเก็บเกี่ยว แต่เดิมโบราณจะทําในช่วงพลบค่ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เวลานกชุมรัง ในวันอังคาร วันพฤหัสบดีและวันเสาร์เว้นวันอาทิตย์วันจันทร์วันพุธ วันศุกร์และวันทักทิน(ทับทิม) คือ วันขึ้นหรือวันแรมที่เลขวันและเลขเดือนตรงกัน (เช่นเดือน 9 ขึ้น 9ค่ำ) แต่ในปัจจุบันไม่เคร่งครัดเรื่องเวลามากนักเนื่องจากมักจะรวมกลุ่มทํากันเป็นหมู่บ้าน หรือเป็นการทําเพื่อสืบสานและถ่ายทอดภูมิปัญญา จึงมีการเชิญแขกหมู่บ้านอื่นๆ และคนทั่วไปมาร่วมงานจํานวนมาก พื้นที่ที่ทําพิธีจะจัดวางรูปพระแม่โพสพ (ไม่มีก็ได้) เลียงข้าว (คือข้าวที่เก็บมาเป็นรวง ๆ ผูกมัดไว้เป็นกํา) ที่หมอทําขวัญข้าวเตรียมมาเข้าพิธี 3 เรียง ใช้ผ้าขาวผ้าแดงผูกรอบคอข้าวทั้งสามเลียง มีดอกไม้ธูปเทียนมัดรวมกันกับข้างแต่ละเลียงนอกจากนี้จะมีเลียงข้าวที่ชาวบ้านแต่ละบ้านจัดมาเข้าสู่พิธีด้วยซึ่งหลังจากเสร็จพิธีแล้วเจ้าของก็จะนํากลับไปปลูกในการทํานาครั้งต่อไป ในถุงหรือภาชนะใส่เลียงข้าวของชาวบ้านนี้บางบ้านก็ใส่ของมีค่ารวมไว้ด้วย เช่น สร้อย แหวน ฯลฯ นอกจากนี้มีหมอนและเครื่องเซ่นเป็นอาหารคาวหวาน ผลไม้จัดใส่ถาด 1 ชุด เครื่องเซ่นนี้ เรียกว่า เครื่องสิบสอง คือสํารับที่ประกอบด้วยถ้วยตะไล 12 ใบ บรรจุของ 12 อย่าง สําหรับเครื่องสิบสอง ในพิธีที่จัดขึ้นที่ตําบลดอนประดู่ ประกอบด้วย ข้าวสุก ข้าวเหนียวโรยงา แกง ปลามีหัวมีหาง ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง กล้วย อ้อย เหล้าขาว หมากพลูดอกไม้ธูปเทียน ด้าย 3 สีนอกจากพื้นที่ทําพิธีแล้ว ในที่นาข้าวก็มีการเอาต้นไม้ต่างๆ มารวมกันเป็นซุ้มเล็กๆ รวบเข้ากับกอข้าวเรียกว่า "รวบข้าว” ประกอบด้วยกิ่งไม้หลายชนิดรวบเข้าด้วยกัน ได้แก่ อ้อย ระกํา บังใบ กําชํา หว้า ชุมเห็ด และชุมแสง
ขั้นตอนการทําพิธี
ก่อนเข้าสู่พิธีหมอทําขวัญข้าวจะบอกเล่าย่อๆ ถึงวัตถุประสงค์ของการทําพิธีว่าจะเป็นการเชิญขวัญ แม่โพสพรวมทั้งขอขมาแม่ธรณีพร้อมทั้งเล่าตํานานแม่โพสพอย่างย่อ ซึ่งใกล้เคียงกับตํานานที่สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตรได้ตีพิมพ์บทความเผยแพร่ เมื่อเริ่มพิธีหมอทําขวัญข้าวจะนําอุปกรณ์ต่างๆมาจัดวางบนเวทีพิธีเอาสายสิญจน์มาล้อมรอบเครื่องบูชาในพิธี ทั้งเครื่องเซ่นและเลียงข้าว เมื่อพร้อมแล้วจึงจุดธูปเทียน กล่าวชุมนุมเทวดา สวดบททําขวัญข้าวเมื่อสวดเสร็จก็จะสวดให้พรแม่โพสพเป็นอันเสร็จพิธีใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 20 นาที สําหรับผู้เข้าร่วมพิธีซึ่งโดยปกติจะเป็นญาติพี่น้องของเจ้าของที่นา ชาวนาที่เอาเลียงข้าวมาร่วมในพิธีและชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะในวันพิธีทําขวัญข้าวที่ตําบลดอนประดู่ นอกจากนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณแล้ว ก็ยังมีประชาชนในชุมชนใกล้เคียง และแขกขององค์กรท้องถิ่น เป็นผู้เข้าร่วมพิธีมีบทบาทเพียงพนมมือด้วยความสํารวมเท่านั้น การดําเนินการในพิธีทั้งหมดทําโดยหมอทําขวัญข้าวแต่เพียงผู้เดียว
บททําขวัญข้าว
บททําขวัญข้าว เป็นการร้องหรือสวดมีทั้งที่เป็นภาษาบาลีคล้ายบทสวดมนต์และส่วนที่เป็นภาษาไทยแต่ร้องเป็นทํานองเสนาะ มีการเอื้อนเสียงหนักเบา มีความกังวานไพเราะบททําขวัญข้าวของหมอทําขวัญข้าวแต่ละคนอาจแตกต่างกันแล้วแต่ว่ามาจากตําราใด บททําขวัญของหมอเหล้ง ขวัญจุ้ย หมู่ที่ 1 บ้านทางทราย ตําบลดอนประดู่ อําเภอ ปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นผู้หนึ่งซึ่งสืบทอดความรู้ในการทําขวัญข้าว และประกอบพิธีทําขวัญข้าวที่ตําบลดอนประดู่ทุกๆปี ประกอบด้วยเนื้อหา คือ
- ส่วนแรกจะเป็นการกล่าวชุมนุมเทวดาและเทพต่างๆ (ซึ่งเป็นปกติในพิธีกรรมของไทย จะกล่าวเชิญเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน และมาร่วมเพื่อความเป็นสิริมงคล)
- ต่อมาเป็นการกล่าวเชิญขวัญ เรียกแม่โพสพให้มาอยู่ในพิธีเพื่อมาเสวยเครื่องเซ่นต่างๆ ที่จัดให้มีการกล่าวสัมพันธ์กับตํานานที่แม่โพสพไปจากโลกมนุษย์ร่วมด้วย ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เรียกขวัญแม่โพสพ
- สุดท้ายคือการขอให้แม่โพสพมาดูแลเมล็ดพันธ์ข้าว ซึ่งมีการกล่าวถึงข้าวพันธ์ต่างๆ และขอให้ดลบันดาลให้ข้าวอุดมสมบูรณ์หลังจากบทสวดทําขวัญข้าวเสร็จ หมอทําขวัญข้าวได้สวดให้พรแม่โพสพเป็นภาษาบาลีอีกหนึ่งบทด้วย

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
พิธีกรรมนี้เกิดขึ้นมาจากความเชื่อของคนโบราณ ที่เมื่อครั้งอดีตยังไม่มีคําอธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆทางธรรมชาติมากนัก การเกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง ฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาลเมื่อไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากสิ่งใด ก็เชื่อเอาว่าน่าจะมีสิ่งเหนือธรรมชาติบันดาลให้เกิดขึ้น การที่ยังไม่เข้าถึงความรู้จึงทําให้ไม่ทราบว่าเหตุใดข้าวบางปีผลผลิตงอกงาม ในขณะที่บางปีผลผลิตเสียหาย จึงเชื่อว่าเทวดาประจําผืนนาไม่ช่วยดูแลด้วยเหตุต่างๆ
เหล่านี้ทําให้คนโบราณจึงนอบน้อม เกรงกลัวและถ่อมตนกับธรรมชาติรวมทั้งสิ่งเหนือธรรมชาติด้วยตนเองนั้นไม่มีความสามารถที่จะฝืนปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อมุ่งหวังสิ่งใดก็จะร้องขอต่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการบวงสรวงบูชา จึงเป็นการแสดงออกเพื่อสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างมนุษย์กับเทวดาหรืออํานาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ซึ่งเชื่อว่าสามารถควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือวิถีทางของธรรมชาติและวิถี
ชีวิตของตนเองอย่างไรก็ตาม ความเชื่อและพิธีกรรมนี้ที่เชื่อว่าข้าวเป็นพืชที่มีขวัญอยู่ประจําไม่หลีกหนีไปไหน การกระทําใดๆ ที่เป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่รู้คุณของแม่โพสพ จะทําให้แม่โพสพเสียใจน้อยใจ ขวัญที่อยู่ก็จะหนีไป ส่งผลให้เกิดคําสอนที่ให้ปฏิบัติตามและเป็นข้อห้ามที่เต็มไปด้วยกุศโลบายต่าง เช่น
- คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเมื่อหลังทําพิธีทําขวัญข้าวแล้ว ก็จะเก็บเลียงข้าวใส่หาบเพื่อเอาไปเก็บไว้ในยุ้ง ระหว่างเดินทางจะต้องไม่พูดกับใครเลย นัยว่าเมื่อเรียกขวัญแม่โพสพแล้วก็กลัวว่าขวัญจะหล่นหายก่อนไปถึงยุ้งเก็บข้าว เมื่อนํามาวิเคราะห์ดูน่าจะเป็นกุศโลบายให้เร่งทํางานให้สําเร็จ สังคมคนสมัยก่อนมีความใกล้ชิด รู้จักเป็นพี่น้องเครือญาติเพื่อนบ้านก็มีความสนิทสนามกัน หากเมื่อเจอคนรู้จักแล้วมัวแต่แวะพูดคุยกัน งานก็จะเสร็จช้า
- การทํารวบข้าวในพิธีทําขวัญข้าว โดยรวบกอข้าวกลางนากับพืชนิดต่างๆ เป็นการล่อให้นกแมลงมาอยู่ที่รวบข้าวและไม่ไปกัดกินทําลายต้นข้าว เช่นเดียวกับแนวคิดการทําหุ่นไล่กานั่นเอง
- ไม่ให้ตากข้าวกับกระด้ง ไม่เช่นนั้นแม่โพสพจะโกรธ …มีความหมายเพื่อให้ลูกหลานรู้จักใช้ภาชนะที่เหมาะสม เนื่องจากกระด้งเป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่บางๆ หากนําไปใส่ข้าวตากแดดก็จะทําให้กระด้งกรอบและพังในที่สุด
- ห้ามกินข้าวแหยะ เนื่องจากแม่โพสพจะเสียใจ ... การกินข้าวแหยะ หมายถึง การกินไม่หมด เหลือไว้บางส่วน เป็นการสอนให้รู้จักประมาณตน มีความพอดีในการบริโภค ไม่ทําให้เสียของ
- เก็บข้าวในนามิให้หล้อง มิเช่นนั้นแม่โพสพจะเสียใจน้อยใจ ... คําว่า "หล้อง” เป็นภาษาท้องถิ่นภาคใต้ที่มีความหมายว่า หลงลืม ทําไม่ครบ ทําไม่หมด ความหมายของการหล้อง คือ เก็บข้าวไม่หมด อาจเว้นเหลือไว้บางพื้นที่ที่หลงลืมเก็บ การกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการสอนให้เป็นคนละเอียดรอบคอบไม่ทํางานฉาบฉวย ทําให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ เสียของ ดังนั้นเวลาเก็บเกี่ยวข้าวชาวนาจะไม่ค่อยคุยกัน จะตั้งหน้าตั้งตาเก็บทุกรวง
ไม่ให้คลาดสายตา แม้แต่รวงใดข้าวคอตกหรือหักลงบนพื้นดินก็ต้องเก็บขึ้นมา ส่วนรวงไหนที่ใกล้จะสุกก็จะเก็บไปด้วยเพราะจะไปสุกเองเมื่อนําขึ้นลอม จะเว้นไว้เฉพาะข้าวเขียวที่จะกลับมาเก็บอีกครั้งเมื่อสุก เมื่อเก็บหมดแปลงแล้วก็จะเดินดูข้าวที่ตกค้างอีกครั้งเพื่อให้ข้าวหมดในนาจริงๆ
- เวลาคดข้าวอย่าเคาะหม้อ แม่โพสพจะตกใจ....สมัยก่อนหม้อข้าวจะทําจากหม้อดินเมื่อเอาทัพพีหรือสารพีไปเคาะหม้อหม้อจะบิ่น แตก ไม่น่าใช้และเป็นการสิ้นเปลืองเพราะต้องซื้อหม้อใบใหม่ เป็นต้น

กิจกรรมตามประเพณี
การทำขวัญข้าว หมอทำขวัญจะทำพิธีในเวลาตอนพลบค่ำหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเวลานกชุมรัง ในวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เว้นวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ วันพระ และวันทักทินคือวันขึ้นหรือแรมที่เลขวันกับเดือนตรงกัน เช่น เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ อุปกรณืที่ใช้ในพิธี เครื่องเซ่นที่นำมาใส่ในบัตรพลี ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ขนมแดง ขนมขาว กล้วย อ้อย ถั่ว งา ปลามีหัวมีหาง ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู 12 คำ เทียน 1 เล่ม แหวน 1 วง เงินทอง ขันน้ำมนต์ สายสิญจน์ เขาวัว (เขาของวัวที่ใช้ทำนาจนกระทั่งตาย) และเครื่องบายศรี ใส่ในพาน เอาใตองมาทำเป็นกรวยครอบเครื่องเซ่นเรียกว่า "บายศรีปากชาม” ในการทำพิธี หมอทำขวัญข้าวจะนำอุปกรณ์ต่างๆ มาวางบนลอมข้าว เอาแหวนผูกด้ายนำมาวงรอบขวัญข้าว วงสายสิญจน์รอบเครื่องบายศรีและเครื่องบูชาในพิธี แล้วสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย ชุมนุมเทวดา ไหว้สัดดี ตั้งนะโม 3 จบ เปิดกรวยบายศรี จุดเทียนชัยและแหล่บททำขวัญข้าว จบแล้วสวดชยันโต ว่าคาถาปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้แม่โพสพอยู่ประจำยุ้งข้าวเป็นเสร็จพิธี สำหรับขวัญข้าวให้เอามาไว้ตรงกลางลอม โดยตั้งคอเลียงให้ทรงขึ้นแล้วเอาเพื่อนขวัญข้าว(ข้าวเก่าที่เว้นไว้ตอนกวาดลอมข้าว) มาวางล้อมรอบ พร้อมกันนี้ก็ถือเอาข้าวที่เก็บจากช่อซังมาวางไว้ที่ขวัญข้าวด้วย หลังเสร็จพิธีแล้ว ขวัญข้าวจะเก็บไว้คู่กับเขาวัวบนลอมข้าวตลอดปี

เอกสารอ้างอิง
-"ทำขวัญข้าว”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 7 . หน้า 3333 - 3337. กรุงเทพฯ. มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2542
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 242-243 : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.
- วิภาวี ปงธิกุล. พิธีทําขวัญข้าว : พิธีกรรมคู่ผืนนาดอนประดู่. สงขลา : สถาบันปฏิบัติการชุมชนเพื่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ . 2557

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม