สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีการแต่งงาน

วันที่ 23 ก.ย. 2564

ประเพณีการแต่งงาน

ความเป็นมา
ประเพณีการแต่งงานในภาคใต้แต่ละถิ่นเรียกไม่เหมือนกัน ประเพณีการแต่งงานของชาวไทยพุทธ ในจังหวัดพัทลุง เรียกว่า "ไหว้เมีย” บางท้องถิ่นเรียกว่า "กินเหนียว” บางท้องถิ่นเรียกว่า "วันไหว้”คำเหล่านี้ตามชนบทบางแห่งยังใช้กันอยู่ แต่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า "แต่งงาน” เมื่อหนุ่มสาวชอบพอกันหรือผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบว่าชายและหญิงคู่นั้นมีความเหมาะสมและคู่ควรกันก็จะจัดให้มีพิธีแต่งงาน
ประเพณีการแต่งงานของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดพัทลุง เรียกประเพณีนี้ว่า "การนิก๊ะห์” ซึ่งมีความหมายว่า ชายและหญิงมาอยู่ร่วมกันในฐานะสามี – ภรรยา เป็นการสร้างครอบครัวใหม่ที่ถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับของศาสนาอิสลาม

ความสำคัญ
การแต่งงานถือเป็นธรรมเนียมที่ดีงามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานเป็นวิธีช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตคู่ สำหรับบ่าวสาวในการตัดสินใจครองคู่กันได้เป็นอย่างดี สำหรับการแต่งงานตามประเพณี ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดพัทลุง เป็นการสร้างครอบครัวใหม่ที่ถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับของศาสนาอิสลาม ประเพณีนี้ไก้ให้คุณค่าทางด้านสังคมสัมพันธ์ และคุณค่าทางด้านการให้ความเคารพต่อบิดามารดาหรือผู้อาวุโสในครอบครัว เพื่อที่เขาทั้งสองจะได้ใช้ชีวิตการครองเรือนด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ทำให้เกิดครอบครัวที่มั่นคงและเป็นปึกแผ่น
ประเพณีการแต่งงานในภาคใต้ โดยทั่วไปมี 2 ประเพณี คือประเพณีการแต่งงานของชาวไทยพุทธและประเพณีการแต่งงานของชาวไทยมุสลิม
แต่เดิมชาวภาคใต้ถือเอาการแต่งงานเป็นเครื่องวัดความบรรลุนิติภาวะหริความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์และผู้ที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะเป็นที่เชื่อถือของสังคมมากกว่าตอนที่ยังเป็นโสด ทั้งนี้เพราะชายที่จะแต่งงานได้จะต้องได้รับการบวชเรียนเสียก่อน การบวชทำให้มีโอกาสได้ศึกษาและได้ฝึกบ่มนิสัยที่ดีงามได้ขัดเกลาอารมณ์และความคิดให้สุขุมรอบคอบเป็นแนวทางในการครองตนและเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี ส่วนใหญ่เชื่อด้วยว่าการบวชเรียนได้ช่วยให้พ่อแม่ได้พลอยเกาะผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ความเชื่อนี้ช่วยให้ผู้ที่จะแต่งงานจำต้องบวชเรียนเสียก่อนด้วยความพึงพอใจทั้งผู้ปกครองของฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว เมื่อบุตรได้แต่งงานแล้วพ่อแม่ทั้ง 2 ฝ่าย ผ่อนความห่วงใยลงด้วยถือคติว่า "ถึงจะตายก็ขอให้ลูกได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียก่อน” การได้แต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีทุกคนถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
ด้วยเหตุของการแต่งงานเป็นการก้าวไปสู่ช่วงที่สำคัญที่สุดทั้งฝ่ายหญิงและชายต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ต้องวางแผนในการใช้ชีวิตคู่ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ครอบครัว ดำเนินไปด้วยความราบรื่นและก้าวหน้า การแต่งงานจึงต้องมีกระบวนการและพิธีการเพื่อไม่ให้บกพร่องด้วยประการทั้งปวง การแต่งงานของชาวภาคใต้จึงมีขั้นตอนที่เป็นไปตามค่านิยม ความเชื่อและประเพณี

พิธีกรรม
1. ประเพณีการแต่งงานของชาวภาคใต้จึงมีขั้นตอนที่เป็นไปตามค่านิยม ความเชื่อและประเพณี
มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.1 การเกี้ยวพาราสีหรือการผูกสัมพันธ์
ชาวภาคใต้สมัยก่อนมีประเพณีการหวงลูกสาวที่ค่อนข้างรุนแรง ชายหนุ่มจึงมีโอกาสผูกสัมพันธ์กับหญิงสาวที่ตนพอใจน้อยมากถือกันว่าใครมากี้ยวพาราสีญาติของตนหรือเพียงแต่แสดงกิริยาพึงพอใจก็เป็นการดูถูกกัน จะยอมกันไม่ได้โดยเด็ดขาด เมื่อหญิงสาวจะไปไหนก็ต้องมีญาติคอยควบคุมหรือไม่ก็ต้องไปกับญาติเป็นกลุ่ม หนุ่มกับสาวไม่มีโอกาสจะพบปะกันแค่พบเห็นกันในงานวัดหรืองานประจำปี
การผูกสัมพันธ์จึงเริ่มต้นจากการแสวงหาคู่ที่ถูกใจ ถ้าอยู่ละแวกเดียวกัน หนุ่มก็พอรู้ว่าบ้านใดมีลูกสาวหรทอไม่ สวยหรือไม่สวย อุปนิสัยและฐานะเป็นอย่างไร ส่วนสาวที่พอรู้ว่ามีหนุ่มใดบ้างคนไหนเป็นอย่างไร ถ้าเกิดพอใจก็เริ่มหาทางผูกสัมพันธ์ เนรียกการที่หนุ่มสร้างสัมพันธ์กับสาวว่า "บ้าหญิง” บางถิ่นเรียกว่า "บ้าเมีย” แต้ต้องระวังไม่ให้ญาติของฝ่ายหญิงล่วงรู้เป็นอันขาด เพราะไม่ว่าสาวจะชอบหรือไม่ ญาติจะถือเป็นการดูถูก อาจถูกทำร้ายร่างกาย ตีหัวด้วยไม้ เฉียงหัว (ฟันศรีษะ) ด้วยพร้าหรือขวานหรือแทงด้วยมีดเดือยไก่หรือกริช เพราะถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีกัน แต่ถ้ามาตามลู่ทางที่ถูกต้อง อันตรายดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น เหตุนี้การที่หนุ่มสาวจะเลือกคู่ได้ผู้ที่ต่างคนต่างพอใจจึงมีโอกาสน้อยมาก เว้นแต่จะแอบพบกันในที่ลับตาคนด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งมักอาศัยแม่สื่อหรือ "แม่ชัก” คอยให้ความช่วยเหลือการพบกันอีกลักษณหนึ่งคือพบกันในเวลากลางคืนที่บ้านของสาว โดยการนัดหมายกันล่วงหน้าว่าคืนใดเวลาใด การนัดแบบนี้ฝ่ายชายมักมีเพื่อนไปด้วยอย่างน้อย 1 คน เพื่อคอยระวังต้นทางและคอยช่วยเหลือถ้าเกิดอันตรายขึ้น ฝ่ายหนุ่มจะต้องแสดงรหัสตามที่ตกลงกันไว้ เช่น เข้าไปใต้ถุนบ้านตรงกับที่นอนของสาวให้ใช้มือหรือไม้แหย่ขึ้นไปตามช่องฟากหรือช่องพื้น (สมัยก่อนแม้บ้านปูด้วยกระดานก็มักเว้นช่องระหว่างแผ่นเรียกว่า "ล่อง” เพื่อสะดวกในการกวาดขยะ) เรียกการแหย่ให้หญิงรู้ตัวเช่นนี้ว่า "แยงหญิง” ต้องแยงตามตำแหน่งที่ได้นัดแนะกับสาวไว้จนถูกตัวสาว เมื่อสาวทราบแล้วสาวจะส่งหมากพลูที่เขี่ยเตรียมไว้แล้วลงมาให้หนุ่มเป็นสัญญาณ (แต่ก่อนนิยมกินหมากกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว) แล้วสาวจะปฏิบัติต่อไปใน 3 วิธี คือ อาจลุกขึ้นถอดกลอนประตูเพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มขึ้นไปพลอดรัก (ในกรณีที่สาวนอนคนเดียวและค่อนข้างร้อนแรง) หรือสาวอาจจะลุกขึ้นนั่งหรือเลื่อนตัวไปนอนใกล้ล่องแมว ใช้มือจับต้องกันพอการก็เสร็จกันไปแล้วหนุ่มก็กลับบ้าน ส่วนสาวนอนต่อ (หรืออีกวิธีหนึ่งถ้าฝาเรือนกั้นด้วยจาก หนุ่มจะค่อยๆ สอดมือเข้าไปหาสาวซึ่งนอนอยู่ในเรือนแทนการใช้ล่องแมว) หรือวิธีสุดท้าย สาวจะเปิดประตูลงไปข้างล่างทำทีว่าจะไปทุ่ง (ถ่ายอุจจาระ) ลงไปพบกับหนุ่มตามนัด การแยงหญิงนี้ใช้กันเพียงบางคู่หรือบางคนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าหนุ่มทุกคนในสมัยก่อนต้องแยงหญิง และหญิงทุกคนจะยินยอมให้ผู้ชายแยง หนุ่มบางรายไม่ได้นัดสาวไว้ล่วงหน้าแอบไปแยงหญิงด้วยความคึกคะนองก็มี เมื่อแยงแล้วหญิงมักจะโวยวายชายก็วิ่งหนี การที่หนุ่มแอบขึ้นไปหาหญิงถึงห้องนอน (ไม่ว่าจะจึ้นไปได้โดยวิธีใด) เรียกว่า "ขึ้นหญิง”
ถ้าหนุ่มสาวจะพบกันอย่างเปิดเผยก็ทำได้ในโอกาสที่มีงานทำบุญตามวัด หรือหน้าโรงหนัง โรงโนราหรืองานตามบ้านเรือนในหมู่บ้าน แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกัน อย่างดีก็ได้คู่กันด้วยสายตาหรือแอบแสดงท่าทีพอเป็นนัย เว้นแต่ฝ่ายหญิงจะจัดของไปขาย เช่น ขายบุหรี่ ขายขนมหรือเครื่องดื่ม ในลักษณะนี้พอพูดคุยกันได้บ้าง ญาติฝ่ายหญิงพบเห็นก็มักไม่ถือว่าเป็นการหยามหน้ากัน แต่ต้องทำแต่พอดีหากเกินควรก็ไม่ได้
หากหนุ่มไม่ต้องใจสาวใดในละแวกบ้านเดียวกันก็จะหาโอกาสไปบ้าหญิงที่ต่างหมู่บ้านต่างตำบล ซึ่งจะเกิดขึ้นใน 2 กรณี กรณีแรกเมื่อมีโอกาสได้พบสาวในงานต่างๆ เมื่อพบสาวที่ต้องตาก็จะพาเพื่อนเดินตามสาวไปไหนหนุ่มไปนั้น จนสาวรู้ตัวและถ้าสาวเปิดทางด้วยการแสดงออกให้รู้ในเชิงหรือไม่ก็แกล้งทำให้ผ้าเช็ดหน้าตกเพื่อเป็นเชิงให้หนุ่มรู้ หนุ่มก็จะสืบจากคนที่พอรู้จัก เมื่อทราบว่าสาวนั้นอยู่บ้านใดเป็นลูกหลานใคร พอเป็นเค้าก็หาโอกาสไปบ้าหญิงตามที่รู้จักนั้น โดยอาศัย "แม่ชัก” ช่วย อาจหาโอกาสนัดแนะไปที่บ้านใดบ้านหนึ่งที่หนุ่มไปมาหาสู่ได้ อาจต้องทำหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะถึงขั้นนัดหมายสู่ขอกัน หรืออีกกรณีหนึ่ง หนุ่มไปเที่ยวบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนที่อยู่ต่างบ้าน โดยเจตนาไปเสาะหาสาวที่ถูกใจด้วยการบอกกล่าวญาติมิตรไว้ล่วงหน้า เรียกว่า "ไปแลหญิง” (ดูตัวสาว” หากเป็นที่พอใจก็บอกกล่าวให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอตามประเพณีต่อไป ในกรณ๊เช่นนี้มักไม่คำนึงว่าฝ่ายหญิงจะชอบตนหรือไม่ เพียงแต่สืบเสาะให้ทราบว่าผู้หญิงที่ตนพึงใจนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใครมีเทือกเถาเหล่ากอมากน้อยแค่ไหน มีฐานะและหลักฐานเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำความมาบอกเล่าแก่พ่อแม่ของตนให้ไปทาบทาม เพราะพ่อแม่มีสิทธิ์ชี้ขาด
1.2 การทาบทาม
เมื่อฝ่ายหนุ่มต่างเห็นชอบต้องกันแล้วว่าจะเลือกหญิงคนใดแต่งงานด้วยก็จะดำเนินการทาบทามตามประเพณี เรียกการทาบทามว่า "แยบ” โดยปกติคนที่จะไปแยบมักเป็นญาติฝ่ายชายที่เป็นผู้หญิงที่มีเกียรติเป็นที่เชื่อถือของฝ่ายชายและเป็นผู้ที่ฝ่ายหญิงมีความเกรงใจเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพ่อแม่ของชาย แต่มักเป็นผู้อาวุโส จึงเรียกผู้แยบว่า "นางเฒ่า” หรือ "มีแก่”
ก่อนที่นางเฒ่าจะไปทาบทามจะต้องดูฤกษ์ยามเสียก่อนว่าวันเวลาใดถึงจะเหมาะ โดยเลือก "วันดี” ซึ่งเชื่อว่าหากไปทาบทามในวันนั้นจะประสบความสำเร็จทุกประการ นอกจากนี้ยังเชื่อกันด้วยว่าฤกษ์ยามที่ใช้ทาบทามจะมีผลต่อนิสัยของหญิงที่ถูกทาบทามหรือจะได้หญิงที่ดีหรือเลวตามฤกษ์ยามนั้นๆ ด้วย ดังความเชื่อต่อไปนี้
(1) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือนอ้าย จะได้ผู้หญิงที่เป็นคนปากจัด ชอบเถียงสามี เป็นหญิงไม่ดี
(2) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือนยี่ จะได้ผู้หญิงที่มีความขยันหมั่นเพียรมาก เป็นหญิงที่ดี
(3) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 3 จะได้ผู้หญิงที่มีอายุไม่ยืนจะตายจากไปในเวลาที่รวดเร็ว เป็นเวลาที่ไม่ดีสำหรับการทาบทามผู้หญิง
(4) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 4 จะได้ผู้หญิงที่ดี มีความสุภาพเรียบร้อย สุขุมและรอบคอบ
(5) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 5 จะได้ผู้หญิงที่ปากกล้าชอบเถียงสามีและเล่นชู้ เป็นหญิงไม่ดี
(6) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 6 จะได้ผู้หญิงที่มีปัญญาความรู้ดี มีความฉลาดรอบคอบ เป็นผู้หญิงที่ดี
(7) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 7 จะได้ผู้หญิงที่มีโรคร้าย ไข้เจ็บอยู่เสมอ เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสำหรับการทาบทามผู้หญิง
(8) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 9 จะได้ผู้หญิงที่คลอดลูกลำบาก เป็นเวลาที่ไม่เหมาะแก่การการทาบทามผู้หญิง
(9) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 10 จะได้ผู้หญิงที่เป็นคนปากจัด ชอบเถียงสามี เป็นหญิงไม่ดี
(10) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 11 จะได้ผู้หญิงที่เป็นคนชอบทุกข์ใจอยู่เสมอ เป็นเวลาที่ ไม่ดีสำหรับการทาบทามผู้หญิง
(11) ถ้าทาบทามผู้หญิงในเดือน 12 จะได้ผู้หญิงที่มีปัญญาความรู้ ฉลาดเฉียบแหลมมาก
เครื่องประกอบที่นำไปแยบ แต่ละถิ่นปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่เรียกตรงกันว่า "ขันหมากแยบ” โดยจัดหมากแลละพลูลงในขันหมาก ซึ่งมักใช้ขันลงหิน หรือถ้ามีฐานะดีอาจเป็นขันทองคำ แล้วมีเครื่องครอบที่เรียกว่า "พวย” หรือ "กรวย” แล้วจึงเอาผ้าหุ้มขันหมาก และมัดตรงยอดของกรวยให้สวยงาม วรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องนายดัน ซึ่งสะท้อนถึงประเพณีแต่งงานของภาคใต้ไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน
หลังจากจัดขันหมากเรียบร้อยแล้ว นางเฒ่าจะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือช่วยให้การทาบทามสำเร็จสมประสงค์ บางรายหาของขลังมาช่วย เช่น ต้องเสกแป้งผัดหน้า เสกขี้ผึ้งทาปากเพื่อให้เจรจาสำเร็จ
ในการไปแยบนี้ นอกจากนางเฒ่า อาจมีผู้อื่นร่วมไปด้วย 2 – 3 คนก็ได้ ในขณะเดินทางไปนั้นหากจำเป็นต้องผ่านบ้านใดที่มีบุตรสาวยังเป็นโสดอยู่ นางเฒ่าต้องจัดหมากให้เจ้าของบ้านนั้น 1 คำ ทำนองว่าเป็นการขออนุญาตและขอโทษที่ต้องเดินผ่าน ถ้าไม่ทำเช่นนั้นเจ้าของบ้านจะไม่ยอมให้ผ่าน เพราะเป็นความเชื่อและเป็นธรรมเนียมว่าหากผ่านไปโดยไม่ขอโทษด้วยหมาก 1 คำ จะทำให้บุตรสาวของเจ้าของบ้านนั้นไม่มีใครมาสู่ขอเลยตลอดชีวิต เรียกว่า "แหนง”
เมื่อจากเฒ่าหรือมีแก่ไปถึงบ้านของฝ่ายหญิง มีการเชื้อเชิญและต้อนรับตามธรรมเนียมแล้ว ก็จะเริ่มพูดจากัน เริ่มด้วยการถามสุขทุกข์ ถามจำนวนลูก เป็นเรือน (แต่งงาน) แล้วกี่คน กล่าคำชมเชยต่างๆ นานา ในที่สุดก็พูดนำเข้าสู่เรื่องสำคัญ โดยกล่าวเป็นทำนองเปรียบเทียบว่า "รู้ว่าบ้านนี้มีน้ำเต้า (ฟักทอง) พันธุ์ดี อยากจะมาขอไปทำพันธุ์บ้าง” ถ้าบ้านนั้นมีลูกสาวหลายคนก็จะถูกถามกลับมาว่า "หน่วยไหน” (ลูกไหน) ผู้แยบก็จะต้องระบุคนที่ต้องการ อาจบอกชื่อตรง เช่น ถ้าชื่อ สัมจุก ก็จะตอบว่า "อี้ลูกสาวสัมจุก ช่างเข้าเหมรา(สัมน้ำสมเนื่อ) กับเณรทอง (ถ้าหนุ่มชื่อทอง) เหลือเกิน” ถ้าฝ่ายหญิง ไม่ขัดข้องก็ตอบว่า "หาปรือไม่ พอดีมันทรามแกงแล้ว แต่จะถามเด็กหมันแลก่อน” การเปรียบหญิงส่าวที่ต้องการให้แต่งงานเป็นน้ำเต้าทรามแกง เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมา
เมื่อพ่อแม่ของฝ่ายหญิงตอบไม่ขัดข้อง แต่ต้องรอถามเจ้าตัวดูก่อน บางทีอาจจะเรียกลูกสาวมาถามกันต่อหน้า (ในกรณีที่มั่นใจว่าสาวจะไม่ปฏิเสธ) สาวก็จะตอบว่า " แล้วแต่แม่กับพ่อ” ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าไม่ขัดข้อง แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยินยอมจะไม่เรียกมาถามต่อหน้าและมักตอบโต้ให้รู้โดยนัยว่า "น้ำเต้ายังอ่อน รอให้ทรามแกงเสียก่อน ค่อยมาใหม่” หรือถ้าพ่อแม่ทายใจลูกสาวผิด คิดว่าลูกสาวยินดี แต่สาวไม่เล่นด้วย สาวก็จะตอบว่า "ฉานอีหนุกเหลย” (ฉันยังอยากสนุกอีก)
ปัญหาสืบเนื่องจากการแยบมีอยู่เสมอถ้าเกิดความเห็นขัดแย้งกัน เช่น ถ้าหนุ่มสาวพอใจกันอย่างมากแต่ถูกพ่อแม่กีดกัน อาจนัดแนะให้หญิงหนีตาม ซึ่งเรียกว่า "ตามผัว” หรือถ้าหญิงไม่กล้าก็อาจร่วมวางแผนกันทำทีเป็นให้ฝ่ายชายฉุดคร่า เรียกว่า "ลากเมีย” ถ้าฝ่ายชายพอใจแต่ฝ่ายเดียว ก็อาจมีการฉุดคร่ากันจริงๆ กรณีเหล่านี้มักก่อให้เกิดบาดหมางน้ำใจกันอยู่ระยะหนึ่งหรืออาจตลอดไป เพราะสมัยก่อนประเพณีการหวงลูกสาวและประเพณีการคลุมถุงชนทำให้คาดการณ์ได้ยากว่าการแยบจะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป
บางรายจะต้องดูดวงชะตาของทั้ง 2 ฝ่าย ว่าต้องกันหรือไม่ เรียกการนำดวงชะตามาดูประกอบกันว่า "บูรณ์” และ "นาคสมพงศ์” โดยนิยมใช้ตำราพรหมชาติ มีการดูวันเดือนปีเกิด เช่น วันอังคารถูกกับวันศุกร์
1.3 การสู่ขอ
การสู่ขอชาวภาคใต้เรียกว่า "ขอเมีย” เป็นการกระทำ 2 ขั้นตอนคู่ควบกันไปคือการสู่ขอและการหมั้น แต่ส่วนมากถือว่าการแยบเป็นการสู่ขอไปแล้วในตัว จึงมีเฉพาะการหมั้น ทั้ง 2 กรณีนิยมเรียกขั้นตอนนี้ว่า ไปขอเมีย
โดยปกติเมื่อฝ่ายชายไปแยบ (ทาบทาม) ฝ่ายหญิง จะทราบแน่นอนแล้วว่าฝ่ายหญิงไม่รังเกียจฝ่ายชายก็จะจัดพิธีสู่ขอตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมา โดยฝ่ายชายก็จะหาฤกษ์ยามกำหนดวันสู่ขอและต้องจัดเตรียม "ขันหมากขอ” ให้ครบถ้วน
เมื่อตกลงแล้ว ฝ่ายชายก็จะหาฤกษ์วันดีไปสู่ขอ โดยจัดขันหมาก 3 ขัน หรือแล้วแต่จะตกลงกัน ส่วนใหญ่นิยมใช้ขันนักกษัตรจัดหมากพลูเต็มทั้ง 3 ขัน แล้วจัดหาเถ้าแก่ที่เป็นคนมีตระกูลพอสมควรไปสู่ขอฝ่ายหญิง ทางฝ่ายหญิงก็จะตกสินสอดทองหมั้น อาจจะเป็นเงิน เช่น 101 บาท หรืออาจจะตกเป็นทองรูปพรรณก็ได้ แล้วจึงกำหนดวันไหว้หรือวันแต่งงาน ปกตินิยมแต่งในเดือนยี่ เดือน 3 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 7 เดือน 9 เดือน 11 และเดือน 12 ไม่นิยมเดือนอ้าย เดือน 8 และเดือน 5 วันที่ห้ามแต่งงาน มีวันพุธ วันเสาร์ และวันอังคาร
ภายหลังการสู่ขอและหมั้นแล้ว ผูชายก็มักมาอยู่บ้านฝ่ายหญิงในฐานะเตรียมเป็นลูกเขยเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นแรมปี บางแห่งเรียกว่า "ฝากหฺมฺรอ”หรือฝากบำเรอ บางแห่งเรียกว่า "อาสา” (อาสาทำงานบ้านฝ่ายหญิง การฝากหฺมฺรอนี้ คือการที่ฝ่ายชายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงช่วยทำงานทำการต่างๆ หรืออาจจะสร้างเรือนหอหรือเพื่อดูแลอุปนิสัยใจคอซึ่งกันและกัน (สมัยก่อนผู้ชายกับผู้หญิงอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาเลย) ฝ่ายหญิงก็ต้องเอาใจใส่ปรนนิบัติฝ่ายชาย เช่น ทำอาหารจัดสำรับกับข้าว เป็นต้น
1.4 การแต่งงาน เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันแต่งงาน ฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจะนำหมากพลูแจกญาติพี่น้อง เพื่อบอกงานแต่งงานว่าจะจัดขึ้นในวันใด เมื่อถึงวันงาน ฝ่ายชายจะจัดขันหมาก 5, 15, 21 เงินหรือทองเรียกว่า "เงินขันหมาก” โดย 3 ขันแรกถือเป็นขันหมากหลัก เรียกว่า ขันหมากหัว ขันหมากคอ ขันหมากคาง ส่วนขันหมากอื่น ๆ เรียกว่าขันหมากราย เครื่องขันหมาก มีเทียนแพ (เทียนขวัญบ้านขวัญเรือน) ผ้าขาว 1 พับ เรียกว่าผ้าไหว้ และเงินตั้งแต่ 11 -101 บาท ขันหมากรายมีส้มโอ กล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อนฯลฯ สิ่งที่จะต้องมีอีกอย่างหนึ่งคือ "ไก้วักด้าม” หรือ "ไก่วักด้ำ” คำว่า "วัก” หมายถึงเซ่น คำว่า "ด้าม” หรือ "ด้ำ” หมายถึงผีเรือน ไก้วักด้ำเป็นการเซ่นไหว้ปู่ ย่า ตา ยาย หรือไหว้ผีเรือนนั่นเอง การทำไกวักด้ำ เขาจะฆ่าไก่โดยไม่ให้เลือดออกเลย เอาหัวไก่กดไว้ใต้ปีกนำไปต้มให้สุก ที่ไก้วักด้ำจะมีแหวนสวมปากไก่เรียกว่า "ไก่ปากทอง” นอกจากไก่แล้วอาจจะมีเหล้าและของอื่นๆ ด้วย เมื่อเซ่นไหว้ตายายแล้ว เขาจะผ่าไก่ให้กับคนถือไปซีกหนึ่ง ฝ่ายเจ้าสาวเอาไว้ซีกหนึ่ง
ขบวนขันหมากจะไปถึงบ้านเจ้าสาวก่อนเจ้าบ่าว ฝ่ายเจ้าสาวจะมีคนมาคอยประพรมน้ำพระพุทธมนต์ตามประเพณี เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงอาจจะมีคนมาคอยกันเอาไว้ (หลักเจ้าบ่าว) เพื่อขอเงินขอทองหรือเหล้า ก่อนที่เจ้าบ่าวจะขึ้นบ้าน เด็กจะคอยล้างเท้าให้เจ้าบ่าว แล้วเจ้าบ่าวก็จะให้รางวัลตามสมควร ในบางท้องที่จะมีการเสี่ยงทาย โดยการจัดสิ่งของไหว้ในถาด เช่น รวงข้าว มีดโกน หินลับมีด เงิน ทอง ให้เจ้าบ่าวเหยียบ เช่น เหยียบเงินทองจะมั่งมีศรีสุข เหยียบรวงข้าวจะทำมาหากินได้ดี เหยียบหินแสดงถึงความหนักแน่น เหยียบมีดเป็นคนฉลาดแหลมคม
ครั้นได้ฤกษ์ประกอบพิธีแต่งงาน นางเฒ่าของฝ่ายหญิงจะมาเชิญให้ผู้ถือขันหมากขึ้นไปบนบ้านและเข้าไปในห้องที่ใช้ประกอบพิธี ผู้ถือขันหมากจะมอบขันหมากทั้ง 3 ขัน และของเคียงทั้งหมดแก่ฝ่ายหญิง ขันหมากทั้ง 3 ขันนี้ ต้องนำไปให้พระสงฆ์เป็นผู้แก้ที่วัด หลังจากวันแต่งงาน 3 วัน หรือ 7 วัน โดยบ่าวสาวและญาติฝ่ายหญิงเป็นผู้นำไป ส่วนเจ้าบ่าวนั้นนางเฒ่าฝ่ายหญิงจะเป็นผู้มาจูงมือเจ้าบ่าวขึ้นเรือน ในขณะที่ขึ้นบนบ้านทางบันไดนั้น เจ้าบ่าวจะใช้มือจับแม่บันได (ซึ่งชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกว่า "แม่ได”) หรือวงกบประตู (ซึ่งชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกว่า "แม่ตู”) หรือสิ่งอื่นใดใกล้ๆ ตัวไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเชื่อว่า หากเจ้าบ่าวไปจับเข้าจะถือว่าเป็นอัปมงคลและเป็นการดูถูกฝ่ายหญิงมากเปรียบเสมือนเจ้าบ่าวไปจับที่ศีรษะของพ่อและแม่ของเจ้าสาวทีเดียวในขณะที่ผ่านประตูนั้น เจ้าบ่าวต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการเดินเป็นพิเศษ เพราะเจ้าบ่าวจะเหยียบธรณีประตูไม่ได้โดยเด็ดขาด หากเจ้าบ่าวเหยียบธรณีประตู ถือว่าเป็นอัปมงคลอย่างยิ่งจะทำให้ชีวิตครอบครัวของบ่าวสาวคู่นี้ประสบวิบัตินานาประการ เช่น การหย่าร้าง และการตายจากกัน ในเวลาอันสั้น เป็นต้น เมื่อเข้าไปแล้วเจ้าบ่าวจะกราบพระพุทธรูปและหมอน 3 ครั้ง กราบครั้งแรกเอามือขวาปัดหมากคำข้างซ้าย ลงจากหมอน เป็นการแสดงความเคารพญาติฝ่ายเจ้าสาว กราบครั้งที่ 2 เอามือซ้ายปัดหมากคำข้างขวาลงจากหมอน เชื่อว่าการกราบครั้งที่ 2 เป็นการแสดงความเคารพญาติฝ่ายเจ้าบ่าว กราบครั้งที่ 3 จับหมากคำที่เหลือเหวี่ยงไปข้างหลัง การกราบครั้งที่ 3 เชื่อว่าเป็นการแสดงความเคารพพระและเทวดา
หลังจากการกราบหมอนแล้ว จะมีเงินเหรียญตั้งอยู่บนหมอนด้วย 1 เหรียญ เงินเหรียญนี้เป็นส่วนของเจ้าบ่าวต้องเก็บรักษาไว้เป็นเงินก้นถุง ต่อจากนั้นก็จะนำเจ้าสาวออกมาพบญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวเพื่อให้เจ้าสาวไหว้ แล้วเจ้าบ่าวก็ไหว้ญาติฝ่ายเจ้าสาว เมื่อเสร็จจากการไหว้ญาติผู้ใหญ่แล้ว ฝ่ายเจ้าสาวก็จะยกอาหารมาให้เจ้าบ่าวรับประทาน อนึ่งในการที่เจ้าบ่าวหยิบกับข้าวครั้งแรกจากสำรับที่เจ้าสาวยกมาให้นั้นสำคัญมาก ถ้าหยิบถูกที่ไม่ตรงตามความหมายอาจจะหมายถึงการอยู่ร่วมกันไม่มีความสุข เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เจ้าบ่าวต้องให้ของตอบแทนแก่เจ้าสาว จะเป็นสร้อยหรือแหวนก็ได้ แล้วทั้งสองฝ่ายก็นำอาหารมาเลี้ยงแขกที่ไปในพิธี เมื่อแขกเหรื่อ ญาติพี่น้องมารับประทานอาหารเสร็จแล้วก็จะมีของหวาน คือข้าวเหนียว มีหัวกะทิกับน้ำตาลแจกให้กับแขกที่มาร่วมงาน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า "กินเหนียว” ต่อจากนั้นเจ้าบ่าวก็จะนำเจ้าสาวไปบ้านของตนเพื่อกราบไหว้ผู้ใหญ่ ไหว้เจ้าบ้าน ผีเรือนเป็นทำนองฝากตัว ในวันต่อไปเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะเตรียมขนมนมเนยไปไหว้ญาติผู้ใหญ่เพื่อขอพรทั้งสองฝ่าย
1.5 การเรียงสาดเรียงหมอน (ปูที่นอน)
เป็นพิธีกรรมที่กระทำมาแต่โบราณซึ่งจะต้องหาฤกษ์ที่ตรงกับวันดี เมื่อเสร็จจากพิธีแต่งงานจากกลางวันแล้ว ญาติของฝ่ายเจ้าสาวจะหาฤกษ์วันดีคืนดีสำหรับมอบห้องหอให้แก่คู่บ่าวสาวอีกครั้งหนึ่ง พิธีตอนนี้เรียกว่า "การเรียงสาดเรียงหมอน” หรือ "เวียนสาดเวียนหมอน” บางคราวพบว่าเป็นวันฤกษ์ดีสำหรับการแต่งงานแต่อาจจะเป็นฤกษ์ไม่ดีสำหรับการเรียงสาดเรียงหมอนก็มี หากเป็นเช่นนี้คู่บ่าวสาวจะต้องรอวันเรียงสาดเรียงหมอนต่อไปจนถึงวันฤกษ์ดี การทำพิธีอาจจะทำที่บ้านเจ้าสาวหรือที่เรือนหอ โดยจัดห้องนอนไว้ให้คู่บ่าวสาว แต่ต้องให้ผู้ใหญ่ที่แต่งงานอยู่กินกันมาด้วยความสุข เป็นตัวอย่างในการครองเรือน เป็นผู้ปูที่นอนให้ และจะเป็นผู้ขึ้นนอนเอาฤกษ์ แล้วให้คู่บ่าวสาวขึ้นนอน ในการนี้ผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีให้อาจจะอบรมสั่งสอนชี้แนะวิธีการครองเรือนและอวยพรให้ ตอนนี้จะมีผู้ใหญ่ถือขันน้ำมาวางไว้ระหว่างคู่บ่าวสาว 1 ขัน และห้ามมิให้ยกหรือถูกขันน้ำจนกว่าจะครบ 3 คืน (ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำแล้ว) โดยปกติผู้ชายมักจะถือปฏิบัติกันต่อๆ มาว่าภายใน 3 คืนแรกของการเรียงสาดเรียงหมอน ฝ่ายชายจะภาวนาศีลไม่ยอมถูกต้องตัวของฝ่ายหญิงโดยเด็ดขาด ส่วนแม่ของฝ่ายหญิงก็พยายามแนะนำสั่งสอนลูกสาวของตนให้รู้จักปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นภรรยาที่ดี
เมื่อครบวันที่ 3 หรือวันที่ 7 หลังการแต่งงาน บ่าวสาวและญาติฝ่ายหญิงจะชวนคู่สมรสไปวัดใกล้ ๆบ้าน พร้อมด้วยขันหมากที่ใช้ในการแต่งงานทั้ง 3 ขัน ภัตตาหารและบริขารสำหรับถวายพระ การไปวัดดังกล่าวก็เพื่อทำบุญเลี้ยงพระ รับศีล รับคำแนะนำสั่งสอนจากพระ และให้พระแก้ขันหมากทั้ง 3 ขันให้ด้วย
ประเพณีการแต่งงานหรือการไหว้เมียของชาวพัทลุงในแต่ละท้องถิ่น จะมีการปฏิบัติในรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้างตามคติของท้องถิ่นนั้นๆ ปัจจุบันการปฏิบัติตามประเพณีการแต่งงานแบบดั้งเดิมจะพบเห็นน้อยลง มีการปรับเปลี่ยนขั้นตอน วิธีการของประเพณีให้สอดคล้องเหมาะสมกับสังคมปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
2. ประเพณีการแต่งงานแบบโบราณของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้และจังหวัดพัทลุง
ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้มีประเพณีการแต่งงานแตกต่างไปจากไทยพุทธ ทั้งนี้เพราะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามศาสนบัญญัติจะละเมิดไม่ได้
การเลือกคู่ครองของไทยมุสลิมต้องเป็นไปตามศาสนบัญญัติที่ว่าต้องแต่งงานกับคนที่เป็นมุสลิมเท่านั้น ในกรณีที่เป็นคนนอกศาสนาจะต้องให้เข้านับถือศาสนาอิสลามเสียก่อน ศาสนาอิสลามยังห้ามมิให้แต่งงานกับบุคคลที่อัลลฮฺทรงห้าม 3 ประการ คือ (1) ผู้มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างใกล้ชิด รวม 7 ตำแหน่ง อันได้แก่ บิดาหรือมารดา บุตรหรือธิดา พี่หรือน้องผู้ร่วมบิดามารดา พี่หรือน้องของบิดา พี่หรือน้องของมารดา บุตรหรือธิดาของพี่หรือของน้องชาย บุตรหรือธิดาของพี่หรือของน้องหญิง (2) ผู้มีความสัมพันธ์ทางดื่มน้ำนมด้วยกัน มี 2 ตำแหน่ง คือ แม่นมและพี่ หรือน้องที่ร่วมดื่มน้ำนมจากแม่นมคนเดียวกัน (3) ความสัมพันธ์กันด้วยภาวะสมรส มี 4 ตำแหน่ง คือ แม่ของภรรยา ลูกสาวของภรรยา (ทั้งโดยเชื้อสายหรือร่วมดื่มน้ำนมก็ตาม) ภรรยาของพ่อ(พ่อเลี้ยง) ภรรยาของลูก (ลูกเลี้ยง)
ในข้อที่ว่าชายอาจมีภรรยาได้ 4 คนนั้น แท้ที่จริงถ้าพิจารณาตามศาสนบัญญัติแล้วมีเจตนาจะให้มีเพียงคนเดียว เพียงแต่อนุโลมให้มีไดถึง 4 คน ต่อเมื่อชายนั้นสามารถให้ความยุติธรรมแก่ภรรยาทั้งหลายได้ไม่บกพร่อง
การแต่งงานของชาวไทยมุสลิมภาคใต้ มีธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันจนเป็นแบบแผน คือต้องมีการสู่ขอ การหมั้น การจัดพิธีแต่งงาน และเมื่อเสร็จพิธีแต่งงานแล้ว ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติจุกจิกอีกหลายประการ การแต่งงานของหญิงม่าย ยิ่งมีข้อกำหนดพิเศษไปอีก ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทั้งสิ้น อนึ่งการแต่งงานของชาวไทยมุสลิมภาคใต้ในสมัยก่อนกับปัจจุบันก็ผิดแผกออกไปบ้าง ดังนี้
1. การแต่งงานของชาวไทยมุสลิมภาคใต้ในสมัยก่อน
การสู่ขอ
การสู่ขอกระทำกันง่ายๆ โดยฝ่ายชายจะมอบหมายให้ญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้หญิงล้วนๆ เป็นเถ้าแก่ไปทาบทามสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงตกลงก็จะได้กำหนดวันหมั้น การตอบตกลงของฝ่ายหญิง ส่วนมากพ่อแม่ฝ่ายหญิงมักถือเป็นเอกสิทธิ์โดยเฉพาะ ไม่มีการขอความเห็นชอบจากบุตรสาวของตนเลย แม้แต่การบอกกล่าวให้รู้ล่วงหน้าก็ไม่มี เพราะถือว่าบุตรต้องอยู่ในดอวาทของพ่อแม่เสมอไปทุกประการ
การหมั้น
เมื่อถึงวันกำหนดทำพิธีหมั้น ฝ่ายชายจะจัดถ้าแก่นำขบวนแห่ขันหมากไปยังบ้านฝ่ายหญิง โดยชายผู้เป็นเจ้าบ่าวไม่ได้ไปด้วย ฤกษ์แห่ขันหมากใช้เวลาตอนเย็น ประมาณ 4 – 5 โมงเย็น เงินสินสอดสุดแล้วแต่ฝ่ายชายจะเห็นควร มากน้อยเพียงใดไม่มีการตกลงกันมาก่อน ถือเอาตามความนิยมที่เคยๆ ปฏิบัติกันมาเป็นเกณฑ์ เมื่อหมั้นแล้วก็จะเป็นการปรึกษาหารือกันถึงกำหนดวันแต่งงาน วันจัดงาน และการกินเลี้ยง และก่อนที่เถ้าแกฝ่ายชายเดินทางกลับ ฝ่ายหญิงจะนำผ้าโสร่งชาย หรือผ้าดอกปล่อยชาย อย่างหนึ่งอย่างใด ใส่พานที่ใส่หมากพลูมาหมั้นนั้น ส่วนพานข้าวเหนียวเหลืองและพานขนมก็จได้รับขนมจากฝ่ายหญิงใส่พาน เพื่อนำกลับไปเป็นการตอบแทนให้แก่ฝ่ายชาย
พิธีแต่งงาน
พิธีแต่งงานโดยทั่วไปจะจัดหลังจากการหมั้นแล้วไม่เกิน 2 สัปดาห์ โดยถือฤกษ์ 4 – 5 โมงเย็นของวันใดวันหนึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะยกขันหมากไปยังบ้านเจ้าสาว ขบวนดังกล่าวประกอบด้วย เจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าวและญาติผู้ใหญ่ ประมาณ 5 – 6 คน การไปคราวนี้ไม่มีข้าวของอะไรต้องนำไป นอกจากเงินหัวขันหมากและกล้วยพันธุ์ดี 2 – 3 หวีเท่านั้น
ในวันดังกล่าวนี้ ทางบ้านเจ้าสาวก็เตรียมการต้อนรับ โดยเชิญโต๊ะอิหม่ามเป็นประธานในพิธีแต่งงาน พร้อมด้วยคอเต็บและผู้ทรงคุณธรรมอีก 1 คน เพื่อเป็นสักขีพยาน
เมื่อขบวนเงินหัวขันหมากไปถึงบ้านเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าสาวก็จะให้การต้อนรับ และมีการรับประทานอาหารกัน สำหรับตัวเจ้าสาวนั้นเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหรือในครัวเท่านั้น หลังจาการเลี้ยงอาหารผ่ายไป โต๊ะอิหม่ามก็จะเป็นผู้ประกอบพิธีแต่งงาน จะมีการท่องหรืออ่านศาสนบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานเรียกว่า "บาจอกุฐดึเบาะห์” จากนั้นคอเต็บหรือโต๊ะอิหม่ามก็ "บาจอดูอา” คือกล่าวคำขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าตามแบบฉบับในศาสนบัญญัติ จบแล้วเจ้าบ่าวก็ "บาร์ยะบะห์ซาลาม” คือการทำความเคารพต่อโต๊ะอิหม่ามและทุกๆคนที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วยการจับมือ หลังจากนั้นทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะออกเงินฝ่ายละเท่าๆ กัน ให้กับโต๊ะอิหม่าม เป็นค่า "อุเป๊าะนิกะห์” คือค่าสมนาคุณประกอบพิธีแต่งงานพร้อมกับกล้วย 2 – 3 หวี ที่ฝ่ายเจ้าบ่าวเตรียมมา จำนวนเงินและกล้วยนี้โต๊ะอิหม่ามจะแบ่งให้สักขีพยานทั้ง 2 คน คือคอเต็บกับผู้ทรงคุณธรรมไปตามสัดส่วน พร้อมกับมอบเงินหัวขันหมากให้พ่อแม่เจ้าสาวรับเอาไป เจ้าบ่าวก็นำขบวนกลับบ้านของตน
พิธีปาเด๊าะมาแกปูโละ-เชิญชวนกินข้าวเหนียว (กินเลี้ยง) และปาเด๊าะบลาเฆาะ-เชิญชวนเข้าขบวนแห่
หลังจากประกอบพิธีแต่งงานผ่านพ้นไปแล้ว พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็เริ่ม "ปาเด๊าะมาแกปูโละ” คือบอกกล่าวเชิญชวนกินข้าวเหนียวหรือ "กินเหนียว” การเชิญกระทำกันด้วยวาจา บอกกล่าวในหมู่ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง พร้อมกับการขอร้องให้ญาติและเพื่อนฝูงนำสมัครพรรคพวกไปร่วมด้วยเท่าที่สามารถชวนไปได้
การกินเลี้ยงจะแยกกันคนละกลุ่มระหว่างแขกผู้หญิงกับแขกผู้ชาย การบริการอาหารสำหรับเลี้ยงแขก ถ้าเป็นแขกผู้ชายก็ต้องใช้ผู้ชายเป็นผู้บริการ ถ้าเป็นแขกผู้หญิงก็ต้องใช้ผู้หญิงเป็นผู้บริการ
กำหนดเวลาของการกินเลี้ยงนั้นจะเริ่มตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงเที่ยงคืน ใครมาก่อนก็กินก่อน กินแล้วก็มอบเงินเป็นการตอบแทนให้แก่เจ้าของงานหรือก็มอบผ้าดอก (กาเฮงลือป๊ะ) แทนเงิน แต่กรณีนี้ทำได้เฉพาะแขกผู้ชายเท่านั้น ส่วนผู้หญิงในการไปร่วมงานเลี้ยงมักจะนำข้าวสารใส่หม้อหิ้วไปช่วยเหลือเจ้าของงานด้วย สำหรับการตอบแทนด้วยเงินตรานั้นก็มีเช่นกัน จากนั้นแขกจะลากลับ ก่อนที่แขกจะกลับ ก่อนที่แขกจะกลับเจ้าของงานบางรายยังมีการตอบแทนให้แขกอีก เช่น ข้าวเหนียวคนละห่อหรือเนื้อวัวสดคนละชิ้น(พอแกง)
วันกะดูฆี-วันจัดงาน
วันกะดูฆี คือวันที่ฝ่ายเจ้าสาวจัดงานเลี้ยงแขกเหรื่อและต้อนรับขบวนแห่เจ้าบ่าว ขบวนแห่เจ้าบ่าวจัดเป็นชบวนมโหฬาร การแต่งกายของเจ้าบ่าวจะเฉิดฉายเป็นพิเศษ นุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ สวมเสื้อบายูตะโละบลางอ ศีรษะโกนเกลี้ยงเกลา สวมหมวกซอเกาะสีดำ
ขบวนแห่เจ้าบ่าวจะเริ่มออกจากบ้าน โดยถือฤกษ์เวลาเย็นใกล้ค่ำ ที่ถือเป็นเวลาแห่งฤกษ์ดี เมื่อถึงบ้านเจ้าสาว ขบวนเจ้าบ่าจะมาหยุดตรงหน้าบันไดบ้าน แล้วญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวจะจูงมือเจ้าบ่าวขึ้นบ้านเรือน แล้วนำตัวไปในห้องเจ้าสาวทันทีเพื่อทำพิธี "กินสมางัด” ต่อไป ส่วนผู้ร่วมขบวนงานนั้นก็ได้รับการต้อนรับด้วยการเลี้ยงอาหารและสนทนาปราศรัยอยู่ภายนอกห้อง
กินสมางัด-กินเพื่อความเป็นสิริมงคล
"สมางัด” หมายถึงการสู่ขวัญหรือนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล จะทำกันในห้องเจ้าสาว ในห้องมีเพียง 3 คน คือ เจ้าบ่าวเจ้าสาวและหญิงผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาว โดยญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาวจะเป็นคนป้อน สมางัดให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวคนละ 3 คำ สลับกัน โดยป้อนให้เจ้าบ่าวเป็นคำแรก ผลัดกันไปจนครบ 6 คำ ก็เป็นอันเสร็จพิธี”กินสมางัด”
มานึบลึมา-อาบน้ำชำระมลทิน
หลังจาก"กินสมางัด” แล้วญาติผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อเตรียมอาบน้ำชำระมลทินเรียกว่า "มานึบลึมา” ในวันนี้เจ้าสาวจะแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงาม โดยเฉพาะผมเผ้ากับใบหน้าต้องตกแต่งเป็นพิเศษ ที่นิยมคือจะเกล้ามวยประดับมวยผมด้วยสร้อยดอกไม้สด จำพวกดอกมะลิ ดอกพิกุลหรือดอกกระดังงา เรือนผมก็เสียบแซมด้วยดอกจำปา จำปี ประปรายแต่พองาม และแต่งหน้าสวยงาม
ปลือป๊ะห์-สะเดาะห์คู่บ่าวสาว
เมื่อคู่บ่าวสาวอาบน้ำเสร็จแล้ว หญิงผู้ประกอบพิธีก็จะเริ่มประพรมน้ำให้แก่คู่บ่าวสาวต่อไป น้ำดังกล่าวจะเป็นน้ำมนต์หรือน้ำธรรมดาก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับประพรม ได้แก่ ดอกหมากทั้งทะลายที่ตัด มาจากกาบที่เพิ่งแตกดอกใหม่ๆ ประพรมแก่คู่บ่าวสาว เสร็จแล้วโยนดอกหมากทิ้ง เมื่อประพรมน้ำมนต์แล้วก็ทำการ "ปลือป๊ะห์” คือ "การเสดาะเคราะห์” โดยใช้ใบมะพร้าว 1 ใบ ดึงก้านใบทิ้งเพื่อแยกใบเป็น 2 ซีก นำมาขดและสอดสานให้เกี่ยวพันกันหลวมๆ ให้มีปลายโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง หญิงผู้ทำ "ปลือป๊ะห์” ก็จับชิ้นส่วนนั้นแตะลงในแป้งซึ่งละลายน้ำเตรียมไว้แตะหน้าผากเจ้าบ่าวเจ้าสาวตามลำดับคนละครั้ง เมื่อทำ "ปลือป๊ะห์” เสร็จแล้วเจ้าบ่าวและเจ้าสาวผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและแยกตัวออกห่างจากกันโดยเจ้าสาวเข้าห้องหรือเข้าครัวต่อไปตามเดิม
มะนูงู-เฝ้า
หลังจากเสดาะเคราะห์ซึ่งอยู่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงของการกินเลี้ยงยังคงดำเนินไปตามปกติ บรรดาแขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับแล้ว คงทิ้งไว้แต่เจ้าบ่าวกับคนเฝ้า 1 หรือ 2 คน นั่งสนทนาปราศรัยกับพ่อตา แม่ยายตามลำพัง คนเฝ้าเจ้าบ่าวเรียกว่า "มะนูงู” เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงของเจ้าบ่าวนั่นเอง
ตกดึกได้เวลาสมควรแก่การพักผ่อนหลับนอน "มะนูงู” ผู้เป็นพี่เลี้ยงก็จะนอนนอกห้อง ประเพณีกติกาได้กำหนดไว้ว่า ใน 2 คืนแรกของการนอนร่วมห้องกันนั้น ห้ามการล่วงล้ำเขตและการล่วงเกินทั้งทางด้านกายและวาจา ต่างคนต่างนอนเฉยๆ แต่ละคืนในจำนวน 2 คืนนี้ เจ้าบ่าวต้องรีบตื่นก่อนรุ่งแจ้งแสงทอง ออกมาชักชวนพี่เลี้ยงกลับบ้านของตน ต่อเมื่อถึงยามค่ำประมาณ 1 ทุ่ม ก็กลับมานอนร่วมห้องกันใหม่ ผู้เป็นพี่เลี้ยงก็คงติดตามมาด้วยเช่นกัน
มาแลปือแฆมะนาตู-คืนจับลูกเขย ตือบุ๊มูโละ-ไถ่บาป
จนล่วงเข้าคืนที่ 3 ซึ่งเป็นคืนสำคัญเรียกว่า คืนจับลูกเขย(มาแลปือแฆมะนาตู) คืนนี้เจ้าบ่าวจะเริ่มวาดลวดลายตามประเพณี โดยการเริ่ม "ไถ่บาป”(ตือบุ๊มูโละ) ต่อเจ้าสาว "ไถ่บาป” คือการเปิดปากเจรจาปราศรัยกับเจ้าสาว โดยจะต้องเสียเงินค่าไถ่จากการเปิดปากเจรจาของตนให้กับเจ้าสาว จำนวนเงินค่าไถ่นั้นตามแต่ตนจะเห็นสมควร เมื่อยื่นเงินให้กับเจ้าสาวแล้ว ประเพณีขีดคั่นไว้เพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นหมอนข้างที่กั้นแบ่งเขตกูถูกดึงออก และต่างก็มอบความเป็นสามีภรรยาให้ไว้ต่อกัน
แตเงาะมะนาตู-ดูตัวลูกเขยและลูกสะใภ้(แตเงาะ-ดู,มะนาตู-ลูกเขยหรือลูกสะใภ้
หลังจากผ่านคืนให้ความเป็นสามีภรรยาต่อกันแล้ว รุ่งขึ้นญาติฝ่ายหญิงก็พามาดูตัวผู้เป็นลูกเขย พร้อมกับให้เงินเป็นของกำนัลตามสมควร ข้างฝ่ายพ่อตาแม่ยายก็จะมอบเครื่องแต่งกายให้ลูกเขยเป็นของขวัญ 1 ชุด
ก่อนที่ลูกเขยกับพี่เลี้ยงจะเดินทางกลับ "มะนูงู” ผู้เป็นพี่เลี้ยงก็จะถามพ่อแม่ฝ่ายหญิงว่า "เมื่อไรจะไป” หมายถึงว่าจะส่งตัวลูกสาวไปบ้านฝ่ายชายเมื่อไร ซึ่งก็จะได้รับคำตอบบอกกำหนดวันให้
เมื่อถึงกำหนดวันส่งตัวลูกสาว ผู้เป็นพ่อแม่ก็จัดให้ญาติๆ แห่แหนกันไปส่งยังบ้านฝ่ายชาย สำหรับฤกษ์เดินทางก็เป็นเวลาใกล้ค่ำ ทางบ้านฝ่ายชายก็ให้การต้อนรับขบวนส่งตัวลูกสะไภ้ เมื่อได้เวลาอันสมควรขบวนส่งตัวก็เดินทางกลับในคืนนั้นเอง คงปล่อยให้ผู้เป็นสะใภ้กับ "มะนูงู” หญิงผู้เป็นพี่เลี้ยง 1 คน พักอยู่ ณ ที่นั้น
สะใภ้และพี่เลี้ยงพักอยู่ที่บ้านพ่อผัวเพียง 3 คืน รุ่งขึ้นของวันที่ 4 จะต้องเดินทางกลับบ้านพ่อแม่ของตนและในเช้าวันนี้เองพวกญาติๆ ฝ่ายชายจะมาดูตัวลูกสะใภ้บ้างพร้อมกับของกำนัล สำหรับพ่อแม่ฝ่ายชายนั้น ก่อนลูกสะใภ้จะเดินทางกลับก็ตระเตรียมของกินของใช้ให้ไปด้วย
พิธีการต่างๆ ตามประเพณีแต่งงานก็หมดสิ้นเพียงแค่นี้ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องคู่ผัวตัวเมียจะคิดครองรักครองเรือนกันอย่างไร ที่ไหน ต่อไป
นิกะห์ฆาตี-แต่งงานแทน
นอกจากพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีพิธีการแต่งงานอีกแบบหนึ่งเรียกว่า "นิกะห์ฆาตี” หรือ "แต่งงานแทน”
แต่งงานแทน คือการที่เจ้าบ่าวไม่สามารถเข้าสู่พิธีแต่งงานได้ด้วยตนเอง แต่มอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดแต่งงานแทนตน
การแต่งงานแทนนี้ในกรณีที่ฝ่ายชายได้สู่ขอหญิงเป็นการเรียบร้อยแล้ว แต่มีความจำเป็นไม่สามารถมาประกอบพิธีแต่งงานได้ตามกำหนด เช่น ตนต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เมืองมักกะห์ หรืออยู่ในระหว่าธุรกิจต่างจังหวัด ก็จะมอบหมายด้วยวาจาต่อหน้าสักขีพยานอย่างน้อย 2 คน ให้รับรู้หรือมอบหมายเป็นหลักฐานด้วยลายลักษณ์อักษร โดยระบุว่าให้ใครเข้าพิธีแต่งงานแทนตน ผู้เป็นตัวแทนเข้าพิธีแต่งงานนั้น จะเป็นชายโสดหรือชายที่มีครอบครัวอยู่แล้วก็ได้ การประกอบพิธีก็คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการแต่งงานที่มีเจ้าบ่าวตัวจริงทุกประการ คือนับตั้งแต่ขบวนแห่เงินหัวขันหมากไปจนจบลงด้วยการจ่ายค่าจ้างประกอบพิธีแต่งงานให้แก่โต๊ะอิหม่าม แล้วเจ้าบ่าวเดินทางกลับบ้านของตน มีแตกต่างทางปฏิบัติเพียงเล็กน้อยเท่านั้นคือ ตอนคำกล่าวประกอบพิธีแต่งงานของโต๊ะอิหม่าม จะต้องบอกกล่าวให้ทราบว่าใครแต่งงานกับใครโดยมีใครเป็นตัวแทน ฝ่ายตัวแทนก็กล่าวตอบรับว่าตนเป็นตัวแทนของใครในการแต่งงานครั้งนี้เท่านั้น ขั้นตอนของการปฏิบัติอย่างอื่นๆ ถ้าจะมีบ้างก็เพียงการเชิญแขกกินเลี้ยงเท่านั้น นอกนั้นตัดออกหมด หลังจากพิธีแต่งงานเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าสาวต้องถูกส่งตัวไปให้เจ้าบ่าวเพื่อครองเรีอนครองรักเยี่ยงสามีภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณีต่อไป
"นิกะห์ฆาตี” หรือ "แต่งงานแทน” นี้นานๆ จะปรากฏสักราย อย่างไรก็ดีในทางพิธีปฏิบัติก็มิได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด
การแต่งงานของหญิงม่าย
การแต่งงานของหญิงม่าย พิธีการจะหดสั้นลงไปและไม่เอิกเกริก ไม่มีขบวนแห่ พิธีอาจกระทำกันที่บ้านฝ่ายหญิงหรือที่บ้านโต๊ะอิหม่ามก็ได้ เชิญผู้ร่วมพิธี 5 – 6 คนก็พอ แกงไก่สัก 1 – 2 ตัว เลี้ยงเป็นการภายในก่อนหรือหลังการทำพิธีประกอบการแต่งงาน ขั้นตอนอื่นๆ ตัดออกไปโดยสิ้นเชิง
2. การแต่งงานของชาวไทยมุสลิมภาคใต้ในปัจจุบัน
ปัจจุบันประเพณีแต่งงานของไทยมุสลิมภาคใต้ เฉพาะส่วนของธรรมเนียมพื้นบ้านเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนบัญญัติยังยึดถือปฏิบัติต่อกันอย่างเคร่งครัด
ในการสู่ขอ ผู้ไปสู่ขอคือมารดาของชายหรือญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายต้องไปขอกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง พร้อมกับมีของไปฝากฝ่ายหญิง อาจเป็นขนมหรือผลไม้ก็ได้ เมื่อไปถึงแล้วก็บอกว่ามีธุระที่จะขอปรึกษาด้วย แล้วสอบถามว่าผู้หญิง (คนที่ต้องการสู่ขอ) มีคู่แล้วหรือยัง มีชายใดหมายปองอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าฝ่ายหญิงตอบว่ายังไม่มี ก็บอกว่าต้องการสู่ขอให้กับใคร ฝ่ายหญิงจะไม่ตอบตกลงในตอนนั้น และจะไม่ตอบรายละเอียดใดๆ แต่จะขอเวลาปรึกษากัยระหว่างญาติๆ ประมาณ 7 วัน ช่วงเวลานี้ฝ่ายหญิงอาจจะสืบถามรายละเอียดเกี่ยวกับฝ่ายชาย (หากไม่รู้จักกันมาก่อนหรือยังรู้จักไม่ดีพอ) แม้จะรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้วก็จะขอให้รอคำตอบตามประเพณี เมื่อครบกำหนดฝ่ายหญิงจะส่งคนที่ตนนับถือไปบอกฝ่ายชายในกรณีที่ตกลง ถ้าไม่ตกลงก็จะเงียบเฉยให้เป็นที่รู้เอาเอง
เมื่อฝ่ายหญิงตกลงแล้ว ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็จะไปตกลงวิธีการแต่งงานที่บ้านฝ่ายหญิงอีกครั้ง ในวันนี้จะตกลงเรื่องวันแต่งงาน สินสอด ของหมั้น และมะฮัร
สินสอด คือเงินที่ให้แก่บิดามารดาของหญิงที่จะแต่งงานเป็นค่าน้ำนม หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่ผู้ปกครองของหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส
ของหมั้น คือสิ่งที่มอบให้หญิงไว้เพื่อแสดงว่าจะมาแต่งงานด้วยต่อไป
มะฮัร คือเงินหรือสิ่งของที่มอบให้หญิงที่จะสมรสและเป็นสิทธิ์ของเธอโดยเฉพาะ ไม่ตกเป็นของบิดาหรือมารดาตามข้อบัญญัติของศาสนา มะฮัรที่มอบให้แก่หญิงจะมีค่าหรือสิ่งที่มุคุณประโยชน์ก็ด้ เช่น สาวกคนหนึ่ง มะฮัรที่มอบให้แก่หญิงคือการสอนอัล-กุรฺอาน ให้เพียงไม่กี่โองการ
หลังจากตกลงเรื่องสินสอดทองหมั้นเรียบร้อยแล้ว ก็จะหาวันดีที่ประกอบพิธีแต่งงาน ซึ่งเป็นไปตามประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่น อาจให้ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเป็นผู้ไปหา
การหมั้น ตามประเพณีไทยมุสลิมอาจเลือกทำได้ 2 ลักษณะ คือ หมั้นก่อนทำพิธีนิกะห์ (แต่งงานตามหลักศาสนา) หรือหมั้นหลังทำพิธีนิกะห์ ซึ่งจะเป็นผลดีและมีข้อห้ามต่างกัน กล่าวคือถ้าหมั้นก่อนแต่งงาน เจ้าบ่าวจะถูกต้องตัวเจ้าสาวไม่ได้ จะกระทำกันระหว่างผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น แล้วจึงแจ้งให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรู้ว่าตนมีคู่หมั้นแล้ว หลังจากนั้นจะทำให้การติดต่อกันเป็นไปด้วยความสะดวก คือฝ่ายชายสามารถติดต่อกับญาติของฝ่ายหญิงได้โดยไม่ถูกครหานินทา ส่วนการหมั้นหลังทำพิธีนิกะห์แล้วเจ้าบ่าวสามารถถูกต้องตัวเจ้าสาวได้ เจ้าบ่าวจึงสวมของหมั้นให้กับเจ้าสาวได้ และสามารถจัดพิธีนั่งบัลลังก์ เพื่อให้ญาติทั้ง 2 ฝ่ายร่วมแสดงความยินดีได้อย่างสมเกียรติ
การแห่ขันหมากและแห่เจ้าบ่าวไปยังบ้านเจ้าสาวเพื่อประกอบพิธีแต่งงานเป็นประเพณีนิยมจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามี ขบวนที่แห่เจ้าบ่าวจะประกอบด้วยขันหมากตามที่ตกลงกันซึ่งจะต้องมีจำนวนเป็นเลขคี่ อย่างน้อย 5 ขัน ขันหมากสำคัญๆ คือ เงินหรือของ "มะฮัร” ขันหมาก ขันพลู ขันของหมั้น (หากหมั้นกับแต่งเป็นวันเดียวกัน) นอกนั้นเป็นขนมต่างๆ
ผู้ที่ถือขันหมากนิยมเลือกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสมรสหรือเป็นคนที่น่านับถือ รายที่เคร่งครัดมากๆ จะห้ามหญิงหม้ายและสาวๆ ถือขันหมาก
เมื่อขบวนพร้อมแล้วจะเดินทางเพื่อให้ทันฤกษ์กำหนดนิกะห์ เมื่อไปถึงบ้านเจ้าสาวจะมีคนออกมารับขันหมาก ช่วงที่สำคัญที่สุดของการแต่งงานคือ การนิกะห์ต้องประกอบด้วยองค์ 5 ได้แก่ วลี (คือผู้ปกครองของหญิง ซึ่งมีสิทธิ์ให้หญิงนั้นประกอบพิธีสมรส ต้องเป็นเพศชายที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ อาจเป็นบิดา ปู่ พี่ชาย หรือน้องชาย ของหญิงก็ได้) เจ้าบ่าว พยาน 2 คน (ต้องเป็นมุสลิมที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และบรรลุนิติภาวะ) ประธานผู้ทำพิธีนิกะห์ (อาจเป็นคนเดียวกับวลีก็ได้ หรือเป็นโต๊ะอิหม่ามในละแวกนั้น) และมัฮัร การทำพิธีก็เหมือนกันกับการนิกะห์ในสมัยก่อน
ในกรณีที่มีการหมั้นหลังการนิกะห์ นิยมจัดหมั้นในวันถัดไปอาจมีการจัดขบวนแห่ขันหมากไปอีกครั้ง (จะไม่จัดก็ได้) เมื่อขบวนมาถึงบ้านเจ้าสาว ญาติฝ่ายเจ้าสาวจะออกมาต้อนรับเจ้าบ่าวแล้วนำเจ้าสาวไปนั่งบัลลังก์ที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืน
ในขณะที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวนั่งบัลลังก์ จะเชิญญาติมิตรของทั้ง 2 ฝ่าย มาขมเพื่อร่วมแสดงความยินดีและจะเชิญผู้ใหญ่ที่เป็นที่นับถือหรือญาติผู้ใหญ่มาทำพิธีกินสมางัด โดยนำเอาส้มแขก เกลือ ข้าว มาป้อนคู่บ่าวสาว (จะใช้วิธีแตะๆ ก็ได้) เพื่อเป็นสิริมงคล ต่อจากนั้นจะเชิญญาติผู้ใหญ่ที่มาในงานจำนวน 3 คน มาป้อน ข้าวเหนียว 3 สี (ขาว แดง เหลือง) ไข่และขนม ให้กับคู่บ่าวสาว การป้อนต้องป้อนแต่ละคนจนครบทุกอย่าง เมื่อญาติผู้ใหญ่ทั้ง 3 คน ป้อนให้จนครบแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี ไม่มีพิธีมานึบลึมา และพิธีปลือป๊ะห์ อย่างสมัยก่อน
ก่อนการฉลองสมรสจะมีการ "กินเหนียว” (มาแก-ปูโละ) ดังกล่าวมาแล้วในคืนทำพิธีนิกะห์ เสร็จงานฉลองสมรสแล้ว จะมีการส่งตัวเจ้าสาวเพื่อแสดงการยอมรับเจ้าสาวว่าเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว แต่เมื่อส่งตัวเสร็จเจ้าสาวต้องกลับมานอนบ้านของตนก่อน ครบ 3 วันแล้วจึงจะไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว หรือแยกครอบครัวออกไป

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
ความเชื่อในประเพณีแต่งงานของชาวไทยพุทธ มีดังนี้
1. การเสี่ยงทายของในถาดก่อนที่เจ้าบ่าวจะขึ้นบ้านเจ้าสาว เช่น รวงข้าว มีดโกน หินลับมีด เงิน ทอง ให้เจ้าบ่าวเหยียบ เช่น เหยียบเงินทองจะมั่งมีศรีสุข เหยียบรวงข้าวจะทำมาหากินได้ดี เหยียบหินแสดงถึงความหนักแน่น เหยียบมีดเป็นคนฉลาดแหลมคม
2. การเรียงสาดเรียงหมอน ต้องให้ผู้ใหญ่ที่แต่งงานอยู่กินกันมาด้วยความสุข เป็นตัวอย่างในการครองเรือน เป็นผู้ปูที่นอนให้ และจะเป็นผู้ขึ้นนอนเอาฤกษ์ แล้วให้คู่บ่าวสาวขึ้นนอน ในการนี้ผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีให้อาจจะอบรมสั่งสอนชี้แนะวิธีการครองเรือนและอวยพรให้ และจะเป็นผู้ขึ้นนอนเอาฤกษ์ แล้วให้คู่บ่าวสาวขึ้นนอน เพื่อความเป็นสิริมงคลของคู่บ่าสาว
3. เจ้าบ่าวขึ้นเรือน ในขณะที่ขึ้นบนบ้านทางบันไดนั้น เจ้าบ่าวจะใช้มือจับแม่บันได (ซึ่งชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกว่า "แม่ได”) หรือวงกบประตู (ซึ่งชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกว่า "แม่ตู”) หรือสิ่งอื่นใดใกล้ๆ ตัวไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเชื่อว่า หากเจ้าบ่าวไปจับเข้าจะถือว่าเป็นอัปมงคลและเป็นการดูถูกฝ่ายหญิงมากเปรียบเสมือนเจ้าบ่าวไปจับที่ศีรษะของพ่อและแม่ของเจ้าสาวทีเดียวในขณะที่ผ่านประตูนั้น เจ้าบ่าวต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการเดินเป็นพิเศษ เพราะเจ้าบ่าวจะเหยียบธรณีประตูไม่ได้โดยเด็ดขาด หากเจ้าบ่าวเหยียบธรณีประตู ถือว่าเป็นอัปมงคลอย่างยิ่งจะทำให้ชีวิตครอบครัวของบ่าวสาวคู่นี้ประสบวิบัตินานาประการ เช่น การหย่าร้าง และการตายจากกัน ในเวลาอันสั้น เป็นต้น
ความเชื่อในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ชายและหญิง เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสูงส่ง เหนือสัตว์โลกอื่น ๆ และเชื่อว่าความผูกพันระหว่างชายหญิง จะเป็นความผูกพันด้วยชีวิต

กิจกรรมตามประเพณี
1. ประเพณีการแต่งงานแบบโบราณของชาวไทยพุทธ มีกิจกรรมตามลำดับ ดังนี้
1.1 การเกี้ยวพาราสีและการผูกสัมพันธ์
1.2 การทาบทาม
1.3 การสู่ขอ
1.4 การแต่งงาน
2. ประเพณีการแต่งงานแบบโบราณของชาวไทยมุสลิม มีกิจกรรมตามลำดับ ดังนี้
2.1 การสู่ขอ
2.2 การแต่งงาน
2.3 การเลี้ยงฉลองการแต่งงาน

เอกสารอ้างอิง
-"แต่งงาน”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 6. หน้า 2780-2806. กรุงเทพฯ. มูลนิธิสารานุกรม
วัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2542
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 247 – 249 และ
457 : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม