สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีงานศพ

วันที่ 23 ก.ย. 2564

ประเพณีงานศพ

ความเป็นมา
การตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนาแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้นทุกคนเกิดมาแล้วย่อมดับสูญไป ตามสภาพ เป็นธรรมดาร่างที่ตายไปแล้วเรียกว่าศพ สังคมแต่ละเชื้อชาติปฏิบัติต่อซากศพแตกต่างกันไป ตามวัฒนธรรมของตนเอง ชาวพัทลุงมีความเชื่อว่าการตายเป็นเรื่องของวิญญาณที่ละทิ้งร่างกายเดิมเพื่อไปจุติในภพใหม่ หากผู้ตายทำกรรมดีก็จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หากทำกรรมชั่ววิญญาณก็จะวนเวียนไม่สามารถไปภพใดได้
เมื่อตายไปแล้วญาติๆ ก็จะจัดงานศพตามประเพณี
สำหรับประเพณีงานศพของชาวมุสลิมนั้น เมื่อมีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านหรือชุมชนมุสลิม ทุกคนต้องรีบเร่งจัดการกับศพ (มัสยิด) ของผู้ตายอย่างรวดเร็ว ด้วยการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แล้วนำไปฝังที่กุโบว์โดยเร็วที่สุด

ความสำคัญ
ความตายเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ทุกคนกลัวและหาคำตอบว่าเหตุใดจึงต้องตายและตายแล้วไปไหนมนุษย์จึงพยายามสร้างความเชื่อเกี่ยวกับการตายหลายประการเพื่อช่วยขจัดความกลัวนั้น แยกออกได้เป็น 3 ประการ
1) สาเหตุของการป่วยไข้หรือภัยที่นำไปสู่ความตาย
2) ส่วนประกอบของการมีชีวิตและความแตกต่างที่เกิดขึ้น
3) การจัดงานศพให้แก่คนตาย
การตายของคนทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตายดีและตายไม่ดี ลักษณะที่เรียกว่าตายดีนั้น ผู้ตายต้องเป็นผู้สูงอายุตายด้วยโรคชราหรือเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย และต้องตายภายในบ้านของตนเอง หากตายนอกบ้านคนไทยห้ามนำศพเข้าบ้านทำให้จัดงานศพที่บ้านไม่ได้ ดังนั้นที่เวลาคนไทยไม่สบายแล้วต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแม้โรคไม่หายก็ต้องพยายามนำกลับมาตายที่บ้านให้ได้ เพื่อจะได้จัดงานศพในบ้าน

พิธีกรรม
พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพของจังหวัดพัทลุงที่ได้ถือปฏิบัติกันมา ดังนี้
1. การจำเริญอายุหรือบังสุกุล เมื่อคนในบ้านป่วยหนักใกล้จะตาย ญาติจะนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป หรือ7 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ เรียกว่า "การบังสุกุลเป็น” เป็นการทำบุญให้ผู้ป่วยเห็นก่อนสิ้นใจ ผู้ป่วยบางรายเมื่อทำพิธีบังสุกุลเป็นแล้วฟื้นไข้หายป่วยเป็นปกติถือว่าเป็น "การต่ออายุ” หรือ "การจำเริญอายุ”
2. การบอกทาง ก่อนผู้ป่วยจะสิ้นใจญาติจะจัดดอกไม้ธูปเทียนบรรจุในกรวยใบตองให้ผู้ป่วยถือพนมมือ หรืออาจนิมนต์พระสงฆ์มารูปหนึ่งและตั้งพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ แล้วคอยเตือนให้ผู้ป่วยระลึกถึงพระพุทธคุณด้วยการกล่าวคำว่า "อรหัง” หรือ "พุทโธ” เพื่อจะได้ภาวนา และยึดถือเป็นพุทธานุสติเมื่อสิ้นลมหายใจแล้วจะได้ไปสู่สุคติ การให้ผู้ป่วยถือดอกไม้ก่อนสิ้นใจเชื่อว่าจะนำไปบูชาพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
3. การอาบน้ำศพ เมื่อญาติพี่น้องมาพร้อมกันจึงทำพิธีอาบน้ำศพ โดยเอาขมิ้นกับดินเหนียวตำเคล้าให้เข้ากันแล้วเอาน้ำร้อน น้ำเย็น น้ำมะพร้าวมาผสมเพื่ออาบชำระศพให้สะอาด การอาบน้ำศพจะทำกันเฉพาะลูกหลานเป็นการภายในเท่านั้น บางท้องที่จะเอาใบมะกรูด ใบมะนาว และรากสะบ้ามาตำกับขมิ้นทาศพเป็นการดับกลิ่น และฆ่าเชื้อโรค การเอาขมิ้นมาผสมกับดินเหนียว น้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำมะพร้าวนั้น เพื่อแทนธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนการใช้รากสะบ้า ใบมะกรูด ใบมะนาว มาตำกับขมิ้นทาศพ ถือเป็นปริศนาธรรม
4. การแต่งศพ เมืออาบน้ำศพเสร็จแล้วให้นั่งเงยหน้าขึ้น ใช้ยอดกล้วยทำเป็นกรวยกรอกน้ำผึ้งรวงหรือน้ำตาลเหลวผสมการบูรลงไปในท้องมากๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ศพเน่าเร็ว แล้วจึงแต่งศพด้วยการหวีผมให้ปรกลงมาทางด้านหน้า หวีที่ใช้แล้วหักทิ้งใส่ในโลงศพ จากนั้นจึงนุ่งห่มให้ศพด้วยชุดที่ผู้ตายชอบใช้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ หรือให้นุ่งผ้าขาวทำพกให้ข้างหลังหางกระเบนอยู่ข้างหน้าหรืไม่นุ่งโจงกระเบนก็ได้ ถ้าใช้กางเกงให้สวมกลับหน้าเป็นหลัง การสวมเสื้อและกลัดกระดุมก็ต้องกลับมาอยู่ข้างหลังแทนข้างหน้าเช่นกัน
5. การผูกศพและตราสัง หลังจากแต่งศพเรียบร้อยแล้วก็เอาด้ายขาวผูกคล้องมือคล้องเท้าแล้วโยงไปผูกไว้ที่คอ ซึ่งมีความหมายว่าคนมีบ่วง 3 บ่วง คือ บุตร (คอ) ภรรยา (มือ) และทรัพย์สิน (เท้า) บ่วงทั้ง 3 นี้ จะเป็นสิ่งผูกมัดคนเมื่อมีชีวิตอยู่ แล้วเอาดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลูใส่ในมือผู้ตายซึ่งจัดให้ประสานกันประหนึ่งประนมมืออันแสดงถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนและมักจะเอาเหรียญบาทหรือเงินทองใส่ปากผู้ตาย ด้วยเพราะเชื่อว่าจะได้นำไปใช้ในโลกหน้า แล้วใช้ใบพลูปิดหน้าศพ จากนั้นจึงเอาผ้าขาวห่อศพให้มิดชิดหลายๆ ชั้น ใช้ด้ายขาวมัดตราสังข์เป็นเปราะๆ ให้แน่นตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วนำไปใส่ในโลงให้นอนหงาย
6. การทำโลง โลงทำด้วยไม้ลักษณะปากผายกว้างกว่ากัน แนวต่อของไม้ที่กันโลงศพจะต้องใช้ดินเหนียวตำผสมกับใบบอนหรือใบฝรั่งยาตลอดเพื่อไม่ให้น้ำเน่าน้ำหนองไหลซึมออกมาข้างนอก แล้วเอาปูนขาวผสมด้วยสิ่งที่ดูดซึมง่าย เช่น ขี้เลื่อยโรยไว้บน จากนั้นจึงเอาไม้รอดตั้งขวางโลงไว้ 4 อัน เรียกว่า "ไม้ก้านตอง” หรือ "ไม้ข้ามเล”(ทะเล) ใช้ไม้ฟาก 7 ซี่ วางบนไม้รอด ฟาก 7 ซี่นั้นต้องถักเชือก 3 แห่ง ให้ไปทางเดียวกัน ไม่กลับไปกลับมา ซึ่งหมายถึงการข้ามพ้นแล้วจะไม่กลับไปอีก ครั้นเอาศพลงโลงเรียบร้อยแล้วก็นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม 1 เตียง เรียกว่า "การสวดหน้าศพ” หรือ”สวดหน้าไม้”
7. การตั้งศพ การตั้งศพจะสร้างเป็นโรงยกพื้น ที่ตั้งมีฐานรองรับ 2 – 3 ชั้น และนิยมจัดให้ศพหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก จัดโต๊ะหมู่บูชา ที่พระสงฆ์นั่งสวดพระอภิธรรม และที่แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ในอันสมควร การตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านอาจจะเป็น 3 วัน หรือ 7 วัน ขึ้นอยู่กับลูกหลานมากน้อย ถ้ามากอาจรอเวลาถึง 7 วัน หรืออาจขึ้นอยู่กับวันเผาด้วย ในบางท้องถิ่นหลังจากพระสวดแล้วอาจมีฆราวาสสวดคฤหัสถ์ ซึ่งเรียกว่า "สวดมาลัย” ในช่วงดึกๆ ซึ่งปัจจุบันหาดูได้ยากแล้ว นอกจากนี้ในสมัยก่อนนิยมใช้วง "กาหลอ” บรรเลงในงานศพ แต่ปัจจุบันนิยมใช้พิณพาทย์หรือเครื่องดุริยางค์แทน และอาจจัดให้มีหนังตะลุงหรือมโนรามาแสดงด้วย ส่วนกาหลอยังมีอยู่บ้างในชนบทเท่านั้น ตลอดเวลาที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศล จะมีการตั้งอาหาร ข้าว น้ำ เซ่นศพวันละ 2 เวลา บางรายมีการเคาะโลงศพบอกให้กินด้วย
8. การค้างศพ สมัยก่อนในจังหวัดพัทลุง ถ้ามิได้เผาศพภายใน 3 วัน 7 วัน จะนำศพมาค้างไว้โดยการสร้างฟากไม้ไผ่ให้กว้างเท่ากับรอบตัวศพ แล้วมัดม้วนหุ้มศพนำไปค้างไว้บนต้นไม้ ปล่อยให้เน่าจนเหลือแต่กระดูกจึงนำไปเผา หรือไม่ก็ทิ้งไว้จนไม้ไผ่ผุ โครงกระดูกตกหล่นลงมากองกับพื้น อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า "ค้างเทิน” คือ ค้างโดยใส่โลงฝังดินไว้ครึ่งหนึ่ง ปิดฝาทั้งด้านบนและด้านล่างป้องกันสัตว์จะมากัดกินศพ หลังจากนั้น จึงนำไปเผาหรือทิ้งไว้จนเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก
9. การเผาศพ การเลือกวันเผาศพจะถือเอาวันขึ้นแรมเป็นสำคัญคือ ข้างขึ้นห้ามเผาวันเลขคี่ ข้างแรมห้ามเผาวันเลขคู่ เช่น วันขึ้น 1 ค่ำ 3 ค่ำ หรือ แรม 2 ค่ำ 4 ค่ำ 6 ค่ำ เหล่านี้จะเผาศพไม่ได้ เชื่อว่าเป็น "วันผีหามคน” แต่ถ้าเป็นวันขึ้น 2 ค่ำ 4 ค่ำ 10 ค่ำ หรือวันแรม 1 ค่ำ 3 ค่ำ เหล่านี้เผาได้ เชื่อเป็นว่า "วันคนหามผี” แม้จะตรงกับวันพระ วันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันใด ๆ ก็ไม่ห้าม ในการนำศพออกจากบ้านต้องทำ "ประตูพราง” คือ เอาไม้ 4 อัน ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทาบไว้ที่ประตูข้างนอกที่จะเอาศพออกไป ประตูพรางนี้ เมื่อนำศพออกไปแล้วให้เอาออกทิ้งเสีย ศพที่นำออกไปนั้นต้องให้เท้าออกกก่อนและต้องลบรอยเท้าของคนหามเพราะเชื่อว่าผีจะกลับบ้านถูก แล้วจัดขบวนแห่ศพ มีพระภิกษุนำหน้า เรียกว่า "พระเบิกทาง” มีการโปรยข้าวตอกไปตลอดทาง เครื่องไทยทานสำหรับถวายพระเบิกทางมี เสื่อ หมอน มุ้ง ตะเกียง ถ้วยชาม และผ้าไตร นอกจากนี้จัดเตรียมของถวายพระนักเทศน์ พระสวดบังสุกุล ประกอบด้วย ผ้าบังสุกุล ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องขอขมาศพ หมากพลู บุหรี่ เครื่องดื่ม ของต้อนรับแขกก็ต้องเตรียมไปให้พร้อมด้วย เมื่อนำศพไปถึงป่าช้า ก่อนเผาต้องหามศพเวียนที่เผาไปทางซ้ายมือ 3 รอบ แล้ววางโลงให้ศพหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ลูกหลานต้องนำ "ข้าวบอก” ซึ่งประกอบด้วย ข้าวปากหม้อ ปลามีหัวมีหาง เงิน ใส่ถ้วยไปเซ่นสังเวยเจ้าเปรว (เจ้าป่าช้า) ที่ชื่อว่า ยายกาลี ตากาลา แต่ชาวบ้านเรียกกลับกันเป็น ยายกาหลา ตากาหลี เพื่อบอกกล่าวฝากฝังวิญญาณผู้ตาย สมัยก่อนที่เผาศพมักทำเป็นการชั่วคราว ใช้เสาปักไว้ 4 ต้น มีเพดานเรียกว่า "สามส้าง” ปัจจุบัน ที่เผาศพทำเป็นเชิงตะกอนหรือเมรุอย่างถาวร
10. การดับธาตุ หลังจากเผาศพเสร็จแล้วในวันรุ่งขึ้นประมาณ 6 โมงเช้า จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเพื่อดับธาตุ โดยลูกหลานจะเก็บอัฐิรวบรวมกับกระดูก เถ้าถ่านทำเป็นรูปคนนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกรดด้วยน้ำอบไทย แล้วเอาผ้าขาวคลุมไว้ นิมนต์พระสงฆ์มาชักผ้าบังสุกุล หลังจากนั้นแปรเถ้าถ่านให้หัวหันไปทางทิศตะวันออก เก็บกระดูกใส่ผ้าขาวนำไปเก็บไว้ในบัวหรือสถูป ส่วนเถ้าถ่านที่เหลือจะนำไปฝังหรือลอยกลางแม่น้ำหรือทะเลต่อจากนั้นจึงมีการทำบุญตักบาตรเมื่อครบ 7 วัน 30 วัน และ 100 วัน

ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
วันเผาศพจะถือเอาวันขึ้นแรมเป็นสำคัญคือ ข้างขึ้นห้ามเผาวันเลขคี่ ข้างแรมห้ามเผาวันเลขคู่ เช่น วันขึ้น 1 ค่ำ 3 ค่ำ หรือ แรม 2 ค่ำ 4 ค่ำ 6 ค่ำ เหล่านี้จะเผาศพไม่ได้ เชื่อว่าเป็น "วันผีหามคน” แต่ถ้าเป็นวันขึ้น 2 ค่ำ 4 ค่ำ 10 ค่ำ หรือวันแรม 1 ค่ำ 3 ค่ำ เหล่านี้เผาได้ เชื่อเป็นว่า "วันคนหามผี” แม้จะตรงกับวันพระ วันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันใด ๆ ก็ไม่ห้าม

กิจกรรมตามประเพณี
1. ประเพณีงานศพแบบโบราณของชาวจังหวัดพัทลุง มีกิจกรรมตามลำดับ ดังนี้
1.1 การจำเริญอายุหรือบังสุกุล
1.2 การบอกทาง
1.3 การอาบน้ำศพ
1.4 การแต่งศพ
1.5 การผูกศพและตราสัง
1.6 การทำโลง
1.7 การตั้งศพ
1.8 การค้างศพ
1.9 การเผาศพ
1.10 การดับธาตุ
2. ประเพณีงานศพแบบโบราณของชาวไทยมุสลิม เมื่อมีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านหรือชึมชนมุสลิม ทุกคนต้องรีบเร่งจัดการกับศพ (มัสยิด) ของผู้ตายอย่างรวดเร็ว ด้วยการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แล้วนำไปฝังที่ กุโบว์โดยเร็วที่สุด

เอกสารอ้างอิง
-ดนัย ไชยโยธา. (2538). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
-นิตยา บุญสิงห์. (2546). วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์พิมพ์ลักษณ์.
-ประชิด สกุณะพัฒน์. (2548). ศิลปะและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์พิมพ์ลักษณ์
-วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพัทลุง. หน้า 249 – 251. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

รวบรวมโดย นางจำเป็น เรืองหิรัญ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม