สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง



องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ศิลปินดีเด่นฯ
นายอิ่ม จันทร์ชุม

วันที่ 24 ก.ย. 2564

นายอิ่ม จันทร์ชุม

1. ข้อมูลส่วนบุคคล
1.1 ชื่อ – สกุล นายอิ่ม จันทร์ชุม
1.2 วันเดือนปี เกิด นายอิ่ม จันทร์ชุม เกิดวันที่ 3 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2475 เป็นบุตรของนายคลิ้งและนางน่วม จันทร์ชุม ภูมิลำเนาเดิม บ้านหัววัง หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 
1.3 ที่อยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ที่ 1 ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ไปรษณีย์ 93140 
1.4 การศึกษา
- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดหัววังเรืองประชา ตำบลบ้านใหม่ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โดยการไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านพระครูเรือง ปุญญสโร เจ้าอาวาสวัดหัววัง ซึ่งท่านได้เมตตา ชุบเลี้ยงอบรมดูแลท่านจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
- เรียนวิชาแกะหนังตะลุงจากนายปลอด ชูศรี ซึ่งเป็นลุง ชาวอำเภอระโนด ตั้งแต่อายุ 12 ปี เรียนอยู่ 2 ปี จึงเริ่มแกะรูปหนังตะลุงออกจำหน่ายยึดเป็นอาชีพในการดำรุงชีวิตได้
- ปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 
1.5 นายอิ่ม จันทร์ชุม เสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560

2. สาขา เ ป็นศิลปินดีเด่นของจังหวัดพัทลุงและภาคใต้ ด้านศิลปกรรม (การแกะรูปหนังตะลุง)

3. ผลงาน
เมื่อนายอิ่ม จันทร์ชุม แต่งงานและย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่บ้านเลขที่ 329 หมู่ที่ 1 ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ก็ได้เริ่มอาชีพแกะรูปหนังตะลุงเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และเริ่มแกะ รูปหนังตะลุงให้กับคณะหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงหลายคณะ เช่น หนังพร้อมน้อย บุญฤทธิ์ , หนังเคล้าน้อย จังหวัดนครศรีธรรมราช หนังนครินทร์ ชาทอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านจิตรกรรมและ เป็นผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดท่าลาด อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง
นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บรมครูแกะหนังตะลุงของภาคใต้" เป็นผู้เห็นคุณค่า ของศิลปะพื้นบ้านด้านการแกะหนังตะลุง อันเป็นศิลปะเก่าแก่ซึ่งนับวันจะถูกลดคุณค่าและหมดความนิยม ในที่สุด จึงได้หาวิธีการสืบสานมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติไว้โดยการพัฒนา รูปแบบเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ โดยปรับรูปแบบให้มีประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยผู้ชื่นชอบ "รูปหนังตะลุง" สามารถนำไปประดับตกแต่งไว้ตามบ้านเรือน หรือสถานที่ต่างๆ ได้ ทำให้ผู้ที่รักและชื่นชอบรูปหนังตะลุงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ศึกษาและได้ชื่นชมกันอย่างแพร่หลาย ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้หนังตะลุงเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถสืบทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่านี้ไว้ได้
นายอิ่ม จันทร์ชุม นอกจากจะมีความสามารถในการแกะหนังตะลุงแล้ว ยังมีความสามารถ ในการรำมโนราห์ การพากย์หนังตะลุงจากเทปบันทึกเสียง การปั้น การเขียนภาพบนกระจก และการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งมีผลงานภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ เช่น วัดท่าลาด อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง วัดแจ้ง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา วัดประชาภิรมย์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
ส่วนการแกะหนังตะลุงนั้น ได้ส่งไปจำหน่ายในจังหวัดพัทลุง ในภาคใต้ และภาคอื่นๆ เช่น จังหวัดชลบุรี กรุงเทพมหานคร และมีการจำหน่ายไปต่างประเทศ โดยจำหน่ายแก่ผู้ที่สั่งทำโดยตรง หรือรับซื้อไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง ผลงานที่สำคัญ คือ ผลงานการแกะรูปหนังตะลุงเพื่อใช้ในการแสดงจำหน่ายให้กับนายหนังตะลุง ชื่อดังของภาคใต้ จำนวนมากมายหลายท่าน มีรายชื่อดังต่อไปนี้
1. หนังครูเติม พัทลุง
2. หนังเส้น พัทลุง
3. หนังรุ่งฟ้า พัทลุง
4. หนังแคล้ว เสียงทอง พัทลุง
5. หนังพร้อมน้อย ตะลุงสากล ส.ส. พัทลุง
6. หนังสุรินทร์น้อย พัทลุง
7. หนังเดี้ยมน้อย พัทลุง
8. หนังหิ้น พัทลุง
9. หนังฉิ้น จาโร พัทลุง
10. หนังบุญให้ พัทลุง
11. หนังสมคิด พัทลุง
12. หนังประจวบ เสื้อเมือง พัทลุง
13. หนังกิ้มเหนี่ยว พัทลุง
14. หนังอุดม พัทลุง
15. หนังเอี่ยม ควนเคี่ยม พัทลุง
16. หนังน้อมน้อย พัทลุง
17. หนังหมุนนุ้ย ตรัง
18. หนังเคี่ยม ตรัง
19. หนังหวาน ตรัง
20. หนังลมุล ตรัง
21. หนังจุลี่ เสียงเสน่ห์ ตรัง
22. หนังปรีชา ตรัง
23. หนังนครินทร์ ชาทอง สงขลา
24. หนังอิ่มเท่ง สงขลา
25. หนังพร้อมใหญ่ สงขลา
26. หนังเอื้อม สงขลา
27. หนังจวนแม่นาง สงขลา
28. หนังนครินทร์น้อย สงขลา
29. หนังเพชร สงขลา
30. หนังหนู คงเฒ่า สงขลา
31. หนังเอี้ยง สงขลา
32. หนังวินิต สงขลา
33. หนังแฉล้ม สงขลา
34. หนังเคล้าน้อย นครศรีธรรมราช
35. หนังปรีชา นครศรีธรรมราช
36. หนังหนูปล้อง นครศรีธรรมราช
37. หนังประทิ่น นครศรีธรรมราช
38. หนังชัยเจริญ นครศรีธรรมราช
39. หนังร่าน สตูล
40. หนังสว่าง ปัตตานี
41. หนังจูเลี่ยม ปัตตานี
42. หนังสายสิน นราธิวาส
43. หนังสว่าง กระบี่
44. หนังจูเลี่ยม ชุมพร
45. หนังนิยม ประจวบคีรีขันธ์
46. หนังก้อนทอง พิษณุโลก
47. หนังทองใบ เรืองนนท์ กรุงเทพมหานคร
48. หนังเดแม มาเลเซีย
รูปหนังตะลุงที่นายอิ่มแกะให้กับคณะหนังตะลุงโดยทั่วไป ก็เป็นไปตามความต้องการของแต่ละคน เช่น รูปตัวตลก ยักษ์ เจ้าเมือง รูปพระ รูปนาง นอกจากนี้ก็อาจจะมีรูปเพื่อนำไปใช้ประดับตกแต่งสถานที่ เช่น เทวดาเป่าสังข์ พระราม นางสีดา หนุมาน 4 กร สัตว์ป่าหิมพานต์ เป็นต้น ที่สำคัญคือ การแกะรูปหนังตะลุงให้กับหนังหมุนนุ้ย ซึ่งเป็นหนังตะลุงของกองทัพภาคที่ 4 เพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่อสู้เอาชนะคอมมิสนิสต์ นายอิ่มได้แกะรูปฟามวันดง , เหมาเจ๋อตุง , คาร์ลมาร์ค ให้แก่หนังตะลุงหมุนนุ้ยด้วย นับเป็นแรงหนุนอีกแรงหนึ่งของประชาชนธรรมดา ที่ได้มีโอกาสในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองของตนให้พ้นจากภัยอันตราย

4. การสั่งสมความรู้และประสบการณ์
นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้รับการถ่ายทอดวิชาแกะรูปหนังตะลุงจากนายปลอด ชูศรี ผู้เป็นลุง ชาวอำเภอระโนด ตั้งแต่อายุ 12 ปี จนอายุได้ 14 ปี โดยเริ่มสอนวิชาการแกะสลักหนังตะลุงให้ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นขั้นๆ คือ
ขั้นที่ 1 สอนให้ฝึกวาดรูป วาดตัวหนังตะลุง ใส่กนกลายไทย และแกะออกมาเป็นตัวหนังตะลุง
ขั้นที่ 2 สอนให้ฝึกการปั้นรูปคน และรูปสัตว์ต่าง ๆ ด้วยดินเหนียว
ขั้นที่ 3 สอนให้แกะสลักไม้เป็นรูปต่างๆ เช่น กล่องใส่บุหรี่ หมวก ไม้เท้า ฯลฯ
นายอิ่ม จันทร์ชุม มีแววทางด้านศิลปะอยู่แล้ว เมื่อเรียนได้ 2 ปี จึงเริ่มแกะรูปหนังตะลุงออกจำหน่ายตามสถานที่ต่าง ๆ และได้ฝึกฝนหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ฝึกเขียนรูปลงบนกระจกจนเกิดความชำนาญจนต่อมานายอิ่มได้ฝึกฝนจนชำนาญ และหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญ พัฒนาการแกะสลักของตนเองเป็นขั้นตอนตั้งแต่การวาดรูปตัวหนังตะลุง ใส่ลายกนกไทย ฝึกปั้นรูปคน รูปสัตว์ด้วยดินเหนียว และแกะสลักไม้เป็นรูปต่างๆ ได้ทดลองแกะรูปหนังตะลุงออกจำหน่ายได้รับความนิยมมาก และได้รับยกย่องว่าเป็นผู้แกะรูปหนังตะลุงฝีมือเยี่ยมของภาคใต้ การทดลองจนประสบความสำเร็จ ศิลปะพื้นบ้าน ด้านการแกะหนังตะลุงเป็นศิลปะที่เก่าแก่ได้รับการสืบทอดกันมา นับวันจะสูญหายไป เยาวชนปัจจุบันและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมประเภทนี้เห็นคุณค่าในเรื่องนี้น้อย นายอิ่มจึงคิดว่าการทำอาชีพแกะหนังตะลุงอย่างเดียวไม่พอควรจะได้มีการสืบสานงานศิลปกรรมด้านนี้ให้คงอยู่ด้วย จึงได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ โดยปรับรูปแบบให้มีประโยชน์ใช้สอยสามารถประดับตกแต่งตามสถานที่ต่างๆ ได้นอกเหนือจากการนำมาใช้แสดงเพียงประการเดียว ผลงานการแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับ และมีการรวมตัวของสมาชิกจัดเป็นกลุ่มอาสาสาธิตผลิตภัณฑ์การแกะหนังตะลุงทำให้สามารถสืบทอดภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าไว้ได้
เมื่ออายุประมาณ 18 – 19 ปี นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง โดยอาศัยคำบอกเล่าของท่านปลัดน้อม นาครภัฎ ซึ่งท่านยืนยันว่า ได้พบหลักฐาน ความเป็นมาของหนังตะลุงจากหนังสือ "บุคดำ” ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ วัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง (ปัจจุบันต้นฉบับไม่มีแล้ว) โดยจาการศึกษา นายอิ่ม จันทร์ชุม ยืนยันว่า หนังตะลุงเกิดขึ้น ครั้งแรกในจังหวัดพัทลุง ที่บ้านควนถบ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ซึ่งจะขอยกตัวอย่างจากคำบอกเล่าของนายอิ่ม จันทร์ชุม มาพอเป็นสังเขป ดังนี้
"นานมาแล้วสมัยที่เมืองพัทลุง” ตั้งอยู่ที่บ้านลำปำ มีหมู่บ้านอยู่หมู่บ้านหนึ่งเรียกว่า "โคกดอนเมือง” หรือ "บ้านควนถบ” ในหมู่บ้านนี้ได้เกิดมีโรคระบาดขึ้นคือโรคตาแดง ที่บ้านของลุง "เพชร” "ป้าสุ้น” มีบุตรชาย ชื่อ "พุฒ” ก็เป็นโรคตาแดงเช่นกัน วันหนึ่งหลังจากลุงเพชรกลับจากทำนา ก็นำเอายอดไม้ ยอดผักกลับมาเพื่อใช้ประกอบอาหารด้วย ขณะนั้นป้าสุ้นกำลังจุดใต้เพื่อให้มีแสงสว่างใช้ในการประกอบอาหารอยู่ ในครัว ป้าสุ้นก็ได้นำผ้าขาวมาขึงบังแสงไฟของใต้ เพื่อป้องกันมิให้แสงไฟเข้าตาลูกชายที่กำลังเป็นโรคตาแดง เมื่อลุงเพชรได้เอายอดผักไปเสียบไว้ที่กะโหลกมะพร้าว (กะลามะพร้าว) หลังผ้าขาวก็เกิดเป็นเงาที่ผ้าขาวขึ้น สองผัวเมียต่างแปลกใจ ครั้นลมพัดถูกยอดผัก เงาที่ปรากฏบนผ้าก็โอนเอนไปมาด้วย เมื่อเดินเข้าไปเงาของตนเองก็ปรากฏขึ้นมาอีก ลุงเพชรก็เกิดความคิดที่จะหาของมาตัดเป็นรูปขึ้นเพื่อมาให้ลูกชายเล่นสนุกจะได้ไม่ร้องไห้ ครั้นรุ่งเช้าลุงเพชรออกไปทำนาก็นำเอากาบหมาก (ต้อหมาก) มาตัดเป็นรูปคนตามจินตนาการ ใช้ไม้ไผ่เป็นตับผ่าบาก แล้วใช้ไม้โยงเป็นเชือกชักปาก เช่นเดียวกับไม้คันเบ็ด ลุงเพชรทำไปก็ลองดึงปากไปหัวเราะไป จึงได้เรียกเพื่อนบ้านที่ทำนาอยู่ใกล้ๆ คือ "ตาหนุ้ย” กับ "ตาหนักทอง” มาช่วยกันดู ทั้งสามคนเกิดความคิดที่จะนำไปจัดแสดงให้ชาวบ้านดู เพื่อความบันเทิง ต่างช่วยกันคิดเครื่องดนตรีประโคม โดยเอาไม้ตะเคียนมาขุดเป็นกลองหุ้มด้วยหนังวัว เอาเหล็กมาตีเป็นโหม่ง แล้วไปปลูกสร้างโรงขึ้น นำเอากาบหมากมาตัดเป็นรูปตามจินตนาการมากขึ้น ใช้น้ำมันวัว ควายใส่ใส้ จุดเป็นตะเกียงให้แสงสว่าง ป่าวประกาศให้ชาวบ้านมาดูเป็นที่สนุกสนาน ชาวบ้านต่างเรียกว่า "หนังลุงเพชร” "หนังต้อหมาก” หรือ "หนังควน” เพราะจัดแสดง อยู่บนเนินดิน (คนใต้จะเรียกเนินดินว่า ควน ) ภายหลังรูปที่ทำด้วยกาบหมากเกิดเน่าเปื่อย ก็นำเอาหนังวัว หนังควาย มาตัดเป็นรูป ส่วนรูปนางก็เจาะหนังให้โปร่ง เมื่อแสดงใบหน้าก็จะขาวเช่นเดียวกับผู้หญิง ข่าวการแสดงหนังของลุงเพชรได้รู้ไปถึง "ตาเจียก” (ชาวบ้านเขาเจียก อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง) จึงเดินทางมาดูและเกิดความพอใจ จึงช่วยกันคิดทำรูปหนัง คิดเรื่องราว และเข้าร่วมการจัดแสดง (หนังตะลุงแต่เดิมแสดงกันหลายคนพึ่งมาเปลี่ยนแสดงเพียงคนเดียวในภายหลัง) ปรากฏว่าคณะหนังของลุงเพชรเริ่มเป็นที่นิยมของชาวบ้านทั่วไปทั้งใกล้และไกล ลุงเพชรได้นำคณะไปแสดงในสถานที่ต่างๆ เช่น บ้านท่าช้าง ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยให้ลูกน้องสี่คน สี่สหายเป็นผู้แสดง จนหนังตะลุงได้มีคำกลอนกล่าวเอาไว้ ดังตัวอย่างตอนหนึ่งว่า "ไหว้ตาหนุ้ย ตาหนักทอง ครูของหนัง ตาเจียก ตาวัง ผู้สั่งสอน” เรื่องของแหล่งกำเนิดของหนังตะลุงยังเป็นเรื่องที่รอการศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานจากผู้รู้ เพื่อหาข้อยุติกันต่อไป

5. การถ่ายทอดองค์ความรู้ 
5.1 นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดพัทลุงให้เป็นประธานกลุ่มอาสาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัด ออกสาธิตการแกะรูปหนังตะลุงแก่ประชาชนทั่วไปและผู้สนใจ
5.2นายอิ่มได้จัดตั้งศูนย์ศิลปหัตถกรรมแกะหนังตะลุง อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อใช้เป็นสถานที่บ่มเพาะลูกศิษย์มากกว่าพันคน เพื่อสนองเบื้องพระยุคลบาทในการสืบทอดศิลปะการแกะหนังตะลุงของชาติ ครั้งหนึ่งมีชาวต่างชาติมาติดต่อว่าจ้างให้ครูอิ่มเดินทางไปสอนการแกะสลักที่ประเทศเยอรมนี โดยให้ค่าจ้างเป็นเงิน 5 ล้านบาท แต่ด้วยอุดมการณ์ และจิตสำนึกในความเป็นไทย ทำให้ครูอิ่มรู้สึกหวงแหนเสียดาย และต้องการอนุรักษ์ศิลปกรรมที่สืบต่อจากบรรพบุรุษไว้ให้ลูกหลานชาวไทยเท่านั้น ครูอิ่มจึงปฏิเสธที่จะไปร่วมงานดังกล่าว ทั้งที่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียว ต่อมาเมื่อครูอิ่มได้มีโอกาสเข้ามาเฝ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ท่านได้มีรับสั่งให้ครูอิ่มอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อสอนเป็นวิทยาทานต่อไป ทำให้ครูอิ่มมีปณิธาน และกำลังใจที่จะอนุรักษ์ และสืบทอดศิลปะเพื่อการสร้างสรรค์ งานศิลป์ที่ทรงคุณค่า และถ่ายทอดความรู้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบมา ในปี พ.ศ. 2524 ครูอิ่มได้เริ่มสอนการแกะสลักหนังให้แก่ชาวบ้าน และเด็กนักเรียนที่สนใจ ควบคู่ไปกับการผลิตรูปหนังของครูอิ่มเอง โดยใช้วัดเป็นศูนย์การสอน ก่อนจะสร้างสถานที่ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมอยู่ใกล้ ๆ บ้าน โดยใช้ชื่อว่า "ศูนย์ศิลปหัตถกรรมรูปหนังบางแก้ว” ปัจจุบัน ครูอิ่มมีรายได้หลักจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หนังแกะสลัก โดยแกะเป็นรูปตัวละครในวรรณคดี หรือตัวละครในหนังตะลุง แกะลวดลายที่วิจิตรพิสดาร หนังที่สร้างรูปแบบหนังตะลุง คือ สามารถใช้เชิดได้ โดยยึดแบบอย่างจากช่างรุ่นเก่า รวมทั้งการนำเอาตัวละครในวรรณคดีต่างๆ มาทำเป็นรูปหนังตะลุง วรรณกรรมที่มีอิทธิพลต่อช่างทำรูปหนังตะลุงมากที่สุดคือ เรื่องรามเกียรติ์ มีรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ตัวละครรามเกียรติ์ เช่น รูปพระราม นางสีดา ทศกัณฐ์ หนุมาน เป็นต้น การทำรูปหนังตะลุงให้มีความหลากหลายก็เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือก และบางรูปแบบก็ทำขึ้นตามความต้องการของลูกค้า เช่น นักท่องเที่ยวที่เป็นคนจีนก็มักจะให้ทำรูปมังกร เจ้าแม่กวนอิม หรือรูปเซียนในลักษณะต่างๆ ดังนั้น เพื่อความเข้าใจตรงกันในการติดต่อซื้อขายหนังตะลุง ผู้ซื้อ และช่างผู้ผลิต จึงเรียกการทำรูปหนังตะลุงว่า "ผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากหนัง” แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1 รูปหนังตะลุง มีลักษณะเด่น คือ สามารถเชิด หรือขยับชิ้นส่วนได้บางส่วน เช่น ปาก แขน ขา
2. รูปหนังใหญ่ มีลักษณะเด่น คือ มีขนาดใหญ่ มีความหมาย และคำตอบอยู่ในภาพ ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรามเกียรติ์ เพราะหนังใหญ่นิยมเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์จะทราบว่ารูปหนังใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับรามเกียรติ์ ตอนไหน อย่างไร
3. ภาพศิลป์ เป็นงานแกะสลักหนังประเภทหนึ่งที่ช่างภาพทำขึ้นตามจินตนาการของตนเอง และเกิดจากความต้องการของผู้ว่าจ้าง
ภาพศิลป์จะไม่มีข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ แต่เป็นงานที่เกิดขึ้นสนองความต้องการของคนตามยุคสมัยที่ยังคงเป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของภาคใต้เหลือยังสามารถแกะเป็นของชำร่วยที่ระลึกได้อีก นายฉลอง จันทร์ชุม ผู้รับการสืบทอดหัตกรรมแกะรูปหนังตะลุง 1 ในลูก 6 คนของครูอิ่ม เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้รับการฝึกฝนแกะรูปหนังตะลุงมาจากบิดา โดยเล่าเรียนมาตั้งแต่วัย 12 ปี จนมาทำหน้าที่นี้ก็พบว่า สามารถทำหน้าที่สืบสานศิลปะแกะตัวหนังตะลุงได้อย่างดี แม้วัตถุดิบ เช่น หนังวัวจะขาดแคลน และออเดอร์ที่สั่งซื้อ ตัวหนังตะลุงจะมีมากขึ้น แต่ตนเองก็ยังสามารถเดินหน้าสืบทอดอาชีพจากผู้เป็นพ่อได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การแกะหนังตะลุง หรือการทำรูปหนังตะลุง เป็นงานหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงหนังตะลุง อันเป็นมหรสพที่ชาวภาคใต้นิยมกันมาช้านาน จนถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาคใต้ โดยจำนวนช่างแกะหนังตะลุง หรือช่างทำรูปหนังตะลุง เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนายหนังแล้วจะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก จนอาจกล่าวได้ว่า จำนวนช่างแกะหนังตะลุงมีเพียง 1 ส่วน ในขณะที่นายหนังตะลุงมีมากถึง 7 ส่วน เนื่องจากอาชีพช่างแกะหนังตะลุง เป็นช่างศิลป์แขนงหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดวิชา และกระบวนการผลิตจากบรรพบุรุษในลักษณะงานฝีมือในครอบครัว ระบบการให้การศึกษาเรียนรู้ก็เข้าลักษณะงานช่างศิลป์ไทยรุ่นโบราณ คือ ไม่มีหลักสูตร และระยะเวลาศึกษาที่แน่นอนตายตัว อาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างผู้ถ่ายทอดกับผู้รับการถ่ายทอดเป็นประการสำคัญ จนกระทั่งสามารถจะออกปฏิบัติงานด้วยตนเอง และยึดเป็นอาชีพได้จึงจะถือว่าจบหลักสูตรวิชานี้
- พ.ศ. 2530 นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตการแกะรูปหนังตะลุง ในการจัดงานวัฒนธรรมสัมพันธ์ ครั้งที่ 1 ของวิทยาลัยครูสงขลา จนเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อย่างต่อเนื่อง ในชื่อ "โครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม” "โครงการสืบสานศิลปกรรมน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง” ถ่ายทอดความรู้เรื่องการแกะหนังตะลุงให้กับนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป และให้คำปรึกษากับนักศึกษาสาขาวิชาศิลปกรรม (ออกแบบประยุกต์ศิลป์) อย่างต่อเนื่อง
- นายอิ่ม จันทร์ชุม ได้อุทิศตนเอง ทั้งเสียสละเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ อุทิศแรงกาย แรงใจช่วยเหลือสังคมและถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจในงานแกะรูปหนังตะลุง เป็นเวลามากกว่า 20 ปี โดยการเปิดสอน การแกะรูปหนังตะลุงที่บ้าน ที่วัดต่าง ๆ และที่ศูนย์ศิลปหัตถกรรมแกะหนังตะลุง อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และรับเชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียน ทุกระดับชั้น รวมทั้งผู้สนใจที่เข้ามาเป็นศิษย์และนำความรู้ไปประกอบอาชีพหลักให้แก่ครอบครัวทั้งในพื้นที่จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ได้สาธิตการแกะสลักรูปหนังตะลุงให้กับสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพในงานสำคัญระดับภาคและระดับประเทศมาโดยตลอด

6. รางวัลที่ได้รับ
6.1 เกียรติบัตรและโล่รางวัล
พ.ศ. 2526 รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติคุณผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมของภาคใต้
จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. 2531 รับโล่ผู้สาธิตสินค้าหัตถกรรมดีเด่น จาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
พ.ศ.2544 รับโล่จากหนังสือเส้นทางผู้นำ
พ.ศ.2545 รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติเป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ด้านศิลปกรรม
จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

6.2 เครื่องพระราชทาน
พ.ศ. 2537 รับเข็มพระราชทานจากองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
พ.ศ. 2536 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
พ.ศ. 2545 รับเข็มครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 (ภาคใต้)

6.3 การเข้าเฝ้าและทูลเกล้าถวายรูปแกะหนังตะลุง
พ.ศ. 2542 ถวายรูปฤาษี ต้นกำเนิดเรื่องรามเกียรติ์ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
พ.ศ. 2543 ถวายรูปพระมหาชนก ตอนแม่มณีเมขลาอุ้มพาขึ้นจากมหาสมุทร (ตอนเรือแตก)
แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
พ.ศ. 2545 ถวายรูปหนังตะลุง จำนวน 145 รูป แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
พ.ศ. 2546 ถวายรูปหนังตะลุง จำนวน 12 รูป แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศในขณะนั้น)
พ.ศ. 2548 ถวายรูปพ่อแก่ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ
(พระอิสริยยศในขณะนั้น)

7. เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม
วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดพัทลุง. หน้า 323 – 324 :
โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, 2544.
"อิ่ม จันทร์ชุม”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่มที่ 18. หน้า 8974. กรุงเทพ. มูลนิธิสารานุกรม
วัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2552.

รวบรวมโดย นางปรียา แก้วบำรุง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และงานประสานขอพระราชทานเพลิง ตั้งอยู่ : ศาลากลางจังหวัดพัทลุง (หลังเก่า) ชั้น ๒
ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๗๙๕๙
 
กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ตั้งอยู่ : วัดภูผาภิมุข ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ๙๓๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๗๔ ๖๑๕๓๔๘ โทรสาร ๐๗๔ ๖๑๐๙๐๙
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม