องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ศิลปะการแสดง
ศิลปะการแสดง รำเซิ้งปราสาทผึ้ง อ.น้ำหนาว

วันที่ 17 ก.พ. 2564
 

          รำเซิ้งปราสาทผึ้ง  ในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อถ้ำใหญ่น้ำหนาว  เป็นการแสดงของชาวอำเภอน้ำหนาวที่จะมารวมตัวกันทุกหมู่บ้านทุกตำบลในเดือนพฤษภาคม หรือเดือน ๖ ของทุกปี โดยจัดให้มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระถวายอาหารและบูชาเจ้าพ่อถ้ำใหญ่น้ำหนาว ถวายบั้งไฟ และแห่ต้นผึ้ง ถวายตุงเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่เจ้าพ่อถ้ำใหญ่น้ำหนาว พร้อมทั้งขอพรให้เกิดความสุข ความร่ำรวยหรือสิ่งที่เป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว

          มีตำนานกล่าวว่าความมหัศจรรย์ของถ้ำใหญ่น้ำหนาว  เป็นที่อยู่แห่งพญานาค บริเวณนี้มีหมู่บ้านเก่าแก่อยู่หมู่บ้านหนึ่ง  ชาวบ้านมีความศรัทธายิ่งในพระพุทธศาสนา เมื่อถึงเดือนหก (เดือนพฤษภาคม)  ของทุกปี จะมีงานบุญ  พญานาคและบริวาร  จะแปลงกายเป็นมนุษย์  รูปร่างงดงามทั้งหญิงชาย  และแต่งกายงดงาม  โดยทุกตนจะถือขันทองคำใส่อาหารมาร่วมทำบุญเดือนหกกับชาวบ้านที่วัดบ้านธาตุ  ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถ้ำใหญ่ไปประมาณ  ๕๐๐  เมตร  โดยเชื่อกันว่าบริเวณถ้ำใหญ่มีทางเดินที่สามารถเข้าสู่เมืองบาดาลของพญานาค

          แต่มาปีหนึ่งหลังการทำบุญเสร็จสิ้น  ปรากฏว่าขันทองคำของพญานาคได้หายไปใบหนึ่ง พญานาคและบริวารต่างพากันออกค้นหา และสอบถามจากพระสงฆ์  สามเณร ชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือนำขันทองคำไป ซึ่งตามตำนานระบุว่าความจริงแล้วมีสามเณรรูปหนึ่งเป็นผู้ขโมยขันทองคำไป  เมื่อพญานาคและบริวารไม่สามารถหาขันทองคำได้จึงโกรธและประกาศจะไม่มาทำบุญร่วมกับชาวบ้านตลอดไป พร้อมกับแปลงร่างจากมนุษย์กลายเป็นพญานาค พากันเลื้อยหายเข้าไปในถ้ำใหญ่ เกิดเป็นเสียงก้องกัมปนาทและพื้นพสุธาหวั่นไหว ทำให้พระสงฆ์ สามเณรและชาวบ้านต่างพากันวิ่งหนี แต่แผ่นดินที่ตั้งของวัดบ้านธาตุและบริเวณใกล้เคียงได้ดูดกลืนผู้คนทั้งพระสงฆ์ สามเณร พร้อมชาวบ้านอีก  ๕๐ ครัวเรือนหายไป ส่วนสามเณรที่ขโมยขันทองคำไป ได้วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตไปทางหน้าถ้ำเพื่อที่จะขึ้นถ้ำใหญ่ เมื่อก้าวได้ ๗ – ๘ ก้าว แผ่นดินได้ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เป็นหลุมลึกมาก ซึ่งต่อมาเรียกหลุมหรืออุโมงค์นี้ว่า "หลุมเณร” หรือ "หลุมหิน” มาจนถึงปัจจุบัน

          การแห่ปราสาทผึ้ง เป็นประเพณีโบราณอีสาน มุ่งทำเป็นพุทธบูชา หรือเกี่ยวข้อง กับความเชื่อทางศาสนา คำว่า "ปราสาทผึ้ง" ในภาษาอีสานจะออกเสียง "ผาสาทเผิ่ง" ความเชื่อเรื่องการแห่ปราสาทผึ้ง เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยเริ่ม พิธีกรรมนี้ ในภาคอีสาน ตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในตำนาน เรื่องหนองหาน (สกลนคร) กล่าวไว้ว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ และครองเมืองหนองหานในแผ่นดินพระเจ้าสุวรรณภิงคาราช ได้โปรดให้ ข้าราชบริพารทำต้นผึ้งหรือปราสาทผึ้งในวันออกพรรษา เพื่อแห่ไปที่วัดเชิงชุม (วัดมหาธาตุเชิงชุมวรวิหาร) จากนั้นเมืองหนองหานได้จัดวันปราสาทผึ้ง ติดต่อกันมาทุกปีความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างปราสาทผึ้ง จากเรื่องการประกอบพิธีพลีดวงวิญญาณ หรือพิธีกงเต็กตามคติในพุทธศาสนามหายาน ด้วยการจัดทำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดจนการสร้างบ้านเรือนด้วยกระดาษ ในลักษณะของสิ่งของเครื่องใช้ และบ้านจำลอง แล้วนำมาเผาอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ ได้นำไปใช้อยู่อาศัยในโลกหน้าต่อไป

   ความเชื่อที่เนื่องในภูตผีวิญญาณ เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่ทำให้ชาวอีสาน ถือเป็น ปรัชญาคติ

          ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทผึ้ง คือ ความเชื่อที่ว่า คนที่ตายไป แล้ว ดวงวิญญาณ (ทางพุทธเรียกว่า "โอปปาติกะ= สัตว์จำพวกหนึ่ง ที่ผุดเกิดขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เช่น เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกาย มนุษย์ต้นกัลป์ ฯลฯ เรียกง่าย ๆ ว่า กายทิพย์”) ก็ยังต้องการสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต้องการที่อยู่อาศัย ทำให้มีการประกอบพิธีเซ่นสรวง ดวงวิญญาณ ตลอดจนการสร้างเรือนจำลองในลักษณะของศาลหรือหอผี (อีสาน ก็ทำเหมือนจีน คือ เอาไม้ไผ่มาทำเป็นโครงบ้าน แล้วปะด้วยกระดาษ) เพื่ออุทิศ ให้เป็นที่สิงสถิตแก่ดวงวิญญาณด้วย จากความเชื่อดังกล่าว จึงเป็นแนวคิดส่วนหนึ่ง ที่ปรับเข้ากับการสร้างปราสาทผึ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารจำลอง เพื่ออุทิศส่วนกุศล จากการสร้างปราสาทผึ้งแก่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ หรือเจ้ากรรมนายเวรผู้ล่วงลับ  เซิ้งปราสาทผึ้ง (เซิ้งบั้งไฟ) เป็นประเพณีและพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจากคตินิยมและความเชื่อเรื่องตำนานพญาคันคาก (คางคก) ซึ่งเป็นทั้งวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมจารึก อีกเรื่องหนึ่งคือ ตำนาน "ท้าวผาแดง – นางไอ่คำ” ซึ่งปราชญ์ชาวอีสาน ได้แต่งวรรณกรรมจากสังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนชาวขอมการเซิ้งบั้งไฟ ถือว่าเป็นประเพณีที่ชุมชน ชาวอีสานสืบทอดกันมาพร้อมกับประเพณีการจุดบั้งไฟ คือก่อนที่จะทำบั้งไฟเพื่อจุดถวายพญาแถนบนสวรรค์ ชาวบ้านจะรวมตัวกันออกเซิ้ง(คือ การร้องหรือจ่ายกาพย์ประกอบการฟ้อน) ไปรอบๆหมู่บ้านหรือชุมชนใกล้เคียง เพื่อบอกบุญขอรับไทยทาน เพื่อซื้อ ขี้เกีย (ดินประสิว) มาทำเป็น หมื่อ (ดินปืน) เพื่อบรรจุทำเป็นบั้งไฟ และจุดในพิธีขอฝนต่อไป การเซิ้งบั้งไฟนั้นอาจจะเป็นผู้หญิงล้วน ชายล้วน หรือมีการสลับชายหญิงก็ได้ ท่าฟ้อนในการแห่บั้งไฟนั้นมีหลายท่า ยกตัวอย่างเช่น ท่าฟ้อนของคุ้มบ้านใต้สามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มีอยู่ด้วยกัน 6 ท่า คือ ท่าไหว้ครู ท่านาคพ่นน้ำ ท่าม้วนเชือก ท่าแงงคีง(ท่าชมโฉมตนเอง) ท่าส่อนฮวก(ช้อนลูกอ๊อด) และท่ายูงรำแพน  ท่าฟ้อนของคุ้มบ้านท่าศรีธรรม อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร มี 13 ท่า คือ ท่าไหว้ครู ท่าเกี่ยวข้าว ท่าทวยเทพ ท่าแหวกม่านเข้าหอ ท่าเอิ้นบ่าว-อีแหลวเสิ่น ท่าประแป้ง ท่าเสือขึ้นภู ท่าปอบผีฟ้า-กาตบปีก ท่าบัวหุบ-บัวบาน ท่าสามก้าว ท่างามเดือน และท่าแผลงศรการแต่งกาย  การแต่งแบบชุดศรัทธา คือสวมเสื้อแขนกระบอกย้อมคราม มีการตกแต่งตัวเสื้อด้วยด้ายสีและกระดุมสีต่างๆ นุ่งโสร่งหรือผ้าซิ่นมัดหมี่คั่นต่อตีนซิ่น ที่เอวจะแขวนกระดิ่งหรือกระพรวนคอวัว สวมหมวกกาบเซิ้ง พาดสไบขิดสีแดงเฉียงไหล่ สวมส่วยมือ หรือถือร่มพื้นเมือง


แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
« ตุลาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31
ดูปฏิทินทั้งหมด


999 หมู่ที่ 5 อาคารศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ อาคาร 2 ชั้น 4 ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000
โทรศัพท์ 056729780 แฟกซ์ 056729779
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม