FONTSIZE
ข้อมูลวัฒนธรรม >> โบราณสถานและวัตถุ
โบราณสถานจังหวัดภูเก็ต



บ้านชินประชา 

	

ตั้งอยู่บนถนนกระบี่ ตำบลตลาดเหนือ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 หรือในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5สร้างโดยพระพิทักษ์ชินประชา (ตันม่าเสียง) ซึ่งมีบำรุงจีนประเทศ (ตันเนียวยี่) เป็นบิดาชาวฮกเกี้ยนที่รับราชการทหารในประเทศจีน ต่อมาได้เดินทางมายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2397 และได้ประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดีบุกที่เกาะภูเก็ตและกิจการค้าขายที่เกาะปีนัง ปัจจุบันเป็นต้นตระกูลตัณฑวณิช

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

ตั้งอยู่ ณ หัวมุมถนนนริศรติดกับถนนสุรินทร์ เป็นอาคารสถานที่ราชการที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๙๓ ตอนที่ ๓๙ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ซึ่งเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม

เนื่องด้วยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตมีดำริเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ในการพัฒนามณฑลภูเก็ต รวมทั้งการย้ายที่ว่าการเมืองภูเก็ตซึ่งอยู่ในตลาดเพื่อความสง่างามและใช้ที่ตั้งเดิมทำเหมือง มีดำริให้ไปตั้งที่เขาโต๊ะแซะเป็นนิคมข้าราชการ โดยมีศูนย์กลางที่ศาลากลาง ดังนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ซึ่งได้เชิญชาวต่างชาติขุดแร่ดีบุกในเขตประทานบัตรบริเวณถนนหลวงพ่อ ถนนพังงา ถนนสุรินทร์ และถนนสุทัศน์ คือประทานบัตรแปลงด้านหน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขภูเก็ต โดยให้ฝรั่งสร้างศาลากลางเป็นการแลกเปลี่ยนประทานบัตรการขุดแร่ดีบุกแปลงดังกล่าว บริษัทนั้นก็ให้ช่างชาวอิตาเลี่ยนสร้าง แต่ยังไม่ทันสร้าง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ก็ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงคงมีการสร้างหลังจากนั้น และรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จฯไปเปิดศาลารัฐบาล ในคราวเสด็จประพาสภูเก็ตครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐

ลักษณะอาคารเป็นอาคารมี ๒ ชั้น ชั้นบนของอาคารมีนาฬิกาโบราณซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานเป็นที่ระลึกเมื่อได้ทรงบัญชาราชการกระทรวงมหาดไทยมาครบ ๒๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕

 

วัดพระนางสร้าง


ตั้งที่บ้านเคียน หมู่ ๑ ตำบลเทกระษัตรี อำเภอถลาง โบราณสถานแห่งนี้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๑ ตอนที่ ๒๗ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา

            วัดพระนางสร้าง (วัดบ้านเคียน) หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดนางสร้างหรือนาสร้าง สร้างขึ้นสมัยใดยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนเพียงแต่พิจารณาสถาปัตยกรรมและลักษณะพระพุทธรูปภายในวัดแล้ว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนพระอุโบสถได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง จนถึง พ.ศ.๒๔๕๔ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงได้บูรณะอีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนแปลงหลังคาเป็นกระเบื้องลูกฟูกแทนหลังคาสังกะสี ภายนพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นที่สำคัญอยู่ ๔ องค์ คือพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ๑ องค์ ส่วนอีก ๓ องค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสกุลช่างเมืองถลาง ซึ่งจัดอยู่ในศิลปะรัตนโกสินทร์ 

ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๙ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๒ ภูเก็ต ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังเก่า สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัด มีพระอุโบสถสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในพระพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสร้างด้วยดีบุก พระเจดีย์แปดเหลี่ยมสมัยรัตนโกสินทร์ หอระฆังและบ่อน้ำโบราณ

บ้านพระยาวิชิตสงคราม 

ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๒ ตอนที่ ๑๒๘ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๘ มีพื้นที่ประมาณ ๒๓ ไร่ ๑ งาน ๑๔ ตารางวา 

มูลเหตุของการสร้างบ้านอันเนื่องมาจากใน พ.ศ. ๒๔๑๙ พวกกุลีจีนทำเหมืองแร่ ก่อความวุ่นวายขึ้นที่บ้านกะทู้ เกิดการปะทะกันกับพวกกุลีจีนต่างก๊ก ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์เหมืองแร่ มีการยกพรรคพวกเข้าตีกัน ความวุ่นวายต่างๆจึงเกิดขึ้น และในขณะนั้นทางการจึงต้องเข้าปราบปราม ทำให้พวกที่ตีกันเลิกรากันไปช่วงระยะหนึ่ง จุดเกิดเหตุที่ปะทะกันนั้นเป็นบริเวณใกล้กับบ้านเจ้าเมืองภูเก็ต (ทัต) เมื่อพวกกุลีชาวจีนถูกปราบปรามและเหตุการณ์อยู่ในความสงบแล้วเจ้าเมืองภูเก็ต (ทัต) หรือพระยาวิชิตสงคราม เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นต่อไป ภายหน้าอาจจะเกิดซ้ำสองได้ จึงได้มาสร้างบ้านขึ้นใหม่ที่บริเวณบ้านท่าเรือ (ในที่ดินมรดกของเจ้าเจิม เจ้าเมืองถลางท่าเรือ พ.ศ. ๒๓๕๒) ในปีเดียวกันนั้น และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๒๐ พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ทั้งยังใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำการชั่วคราวอีกด้วย 

โบราณสถานนี้มีบริเวณของเขตภายนอกสร้างเป็นแนวกำแพงอิฐล้อมรอบ กว้าง ๑๒๔ เมตร ยาว ๑๕๗ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ความหนาของกำแพง ๖๐ เซนติเมตร ด้านบนสุดของกำแพงทำเป็นรูปใบเสมาเว้นช่องต่อช่วงห่างกันประมาณ ๓๐ ซม. ส่วนสูงของใบเสมา ๕๐ ซม. ตลอดแนวกำแพงภายนอกระหว่างกึ่งกลางของแต่ละด้านมีป้อมยามรักษาการณ์โดยมีประตูทางเข้าป้อมอยู่ภายใน ส่วนด้านในของกำแพงแต่ละมุมสร้างเป็นที่พักของทหารยาม คนรับใช้ และเป็นที่เก็บของ ส่วนอาคารที่ทำการสร้างตรงกับแนวประตูทางเข้า อยู่ลึกเข้าไปประมาณ ๖๕ ม. สร้างเป็นอาคารสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง ๑๗ ม. ยาว ๒๑ ม. ฐานอาคารสูงจากพื้นดินประมาณ ๑.๕ ม. ปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานของตัวอาคารให้เห็น ตรงด้านหลังของอาคารห่างออกไปประมาณ ๓๓ ม. มีสระน้ำขนาดกว้าง ๑๕ ม. ยาว ๒๐ ม. ด้านข้างของสระน้ำทั้งสองด้านทำทางระบายน้ำล้น ไหลผ่านเข้า-ออก โดยทำประตูระบายน้ำไว้ที่แนวกำแพง ส่วนตัวบ้านนั้นสร้างเป็นเรือนไม้ใกล้บริเวณสระน้ำ เป็นรูปทรงของบ้านแบบเดิม สันนิษฐานว่าคงเป็นแบบบ้านไทยมุสลิม เนื่องจากต้นตระกูลของพระยาวิชิตสงครามเป็นแขกอินเดีย ปัจจุบันไม่เห็นซากของตัวบ้านแล้ว

              พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช บูรณะโบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม ใช้งบประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐.- บาท และใน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๒ ภูเก็ต ได้บูรณะปรับปรุงอีกครั้งหนึ่ง ใช้งบประมาณ ๙๕๐,๐๐๐ บาท

สำนักงานขายประจำประเทศไทย ภาคใต้ตอนบน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) 


ตั้งอยู่ที่ ๘/๑ ถนนระนอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ได้ประกาศเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๓ ง เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๗๘ ตารางวา

อาคารที่ทำการบริษัทการบินไทยจำกัด เจ้าของเดิมคือพระอร่ามสาครเขต มีอายุการก่อสร้างประมาณ ๗๐ ปีมาแล้ว โดยแบ่งอาคารออกเป็น ๓ ส่วน โดยส่วนแรกติดถนนระนอง และขายให้บริษัทเดินอากาศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ส่วนอื่นๆให้เช่าทำเป็นโรงเรียนและโรงพยาบาล ต่อมาบริษัทเดินอากาศไทยได้โอนย้ายมาอยู่รวมกับบริษัทการบินไทย

 อาคารสำนักงานที่ดิน

ตั้งอยู่ที่ถนนดำรง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๐ ง เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

พื้นที่โบราณสถาน เป็นพื้นที่อาคารประมาณ ๑ งาน ๗๔.๖๖ ตารางวา และพื้นที่บริเวณบันได ประมาณ ๕๖.๒๕ ตารางวา

อาคารสำนักงานที่ดิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๙๕ ทางการได้ใช้เป็นที่ว่าการอำเภอทุ่งคา (อำเภอเมืองปัจจุบัน) ระหว่างนั้นได้มีการต่ออาคารไม้ สร้างเป็นห้องเพิ่มอีกข้างละห้อง ปัจจุบันใช้เป็นอาคารสำนักงานที่ดินจังหวัด

ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข (หลังเก่า)


ตั้งอยู่ที่ถนนมนตรี ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง 

จากจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงกลุ่มอาคารทางราชการและสำนักงานไปรษณีย์โทรเลข ความว่า 

... ที่นี้เดิมเป็นที่อยู่ของพระอนุรักษ์ (นุด) ซึ่งออกมาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองภูเก็ต เรือนเป็นตึกสามชั้นอยู่ข้างจะกว้างขวาง มีเนศาลายาวๆชั้นเดียวอีกหลังหนึ่ง ออฟฟิศราชโลหกิจไปตั้งอยู่ ณ ตึกเล็กที่อยู่เดิมของบุตรพระยาวิชิตสงคราม ที่ทำการของรัฐบาลแยกย้ายกระจัดกระจายอยู่เป็นหลายหลังด้วยกัน แต่อยู่ในร่วมกำแพงอันเดียวกันทั้งสิ้น เรือนจำก็อยู่ติดกับที่นี่แต่มีกำแพงกั้นต่างหาก เรือนที่ขังนักโทษเป็นตึกใหญ่โถงไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องลูกฟักอยู่รอมรอด เข้าใจว่าเดิมคงใช้เป็นคลังเก็บสิ่งของพระยาวิชิตสงคราม ที่ทำการของรัฐบาลนี้ได้ทราบว่ามีผู้ขอทำการขุดดีบุก เจ้ารัษฎากำลังคิดจะย้ายศาลารัฐบาลและสถานที่ต่างๆ ไปตั้งที่อื่น แต่ดูเหมือนจะทำสัญญายังไม่ตกลงกัน... 

ลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีขาว ด้านหน้าเป็นบันไดทางขึ้น ๕ ขั้น เสาเป็นสี่เหลี่ยมเซาะร่องห่างๆ ราวลูกกรงปูนเรียบยาว มีหน้าต่างแบบเปิดบานคู่ เหนือบานเปิดเป็นช่องแสงไม้ตารางสี่เหลี่ยมกระจกใส มีหลังคาทรงปั้นหยา 

ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๗ ง เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ มีพื้นที่โบราณสถาน ๑ ไร่ ๙๗ ตารางวา

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง


 มีอาคารอเนกประสงค์เน้นลักษณะของอาคารไทยภาคใต้เฉพาะถิ่น ที่เป็นเรือนไม้มีหลังคา ๓ ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่วยกพื้นสูง เสาเหลี่ยมหรือกลมหลังคามุงจาก โครงหลังคาเป็นเรือนฟูกคล้ายภาคกลาง ทางเข้าใหญ่อยู่ตรงด้านสกัดหน้าจั่วของอาคาร ผนังเป็นไม้กระดานแผ่นมีสลักถอดได้ มีหน้าต่างขนาดเล็ก พื้นเป็นไม้กระดานหรือไม้ไผ่ทุบ โครงเสาเป็นไม้ไผ่ ฝาเรือนเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยอดจั่วมักเป็นไม้ไผ่สานลายขัดปิดยอดจั่ว 

            การออกแบบตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ จึงดัดแปลงรูปแบบอาคารดังกล่าว มาเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงหลังคาเหล็กเลียนแบบหลังคาเรือนเครื่องผูก ตัวอาคารมีลักษณะบ้านพื้นถิ่น แต่นำวัสดุสมัยใหม่มาประยุกต์ในการก่อสร้างเพื่อความคงทนถาวร จึงเป็นอาคารที่ทรงคุณค่าในแง่ของการอนุรักษ์แบบบ้านโบราณซึ่งจากการคัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามพระบรมราชูปถัมภ์ในงานนิทรรศการ สถาปนิก ๓๐ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้รับรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารที่ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม ชื่อรางวัล Gold Medal ซึ่งเป็นผลงานของนายอุดม สกุลพานิชย์ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐


วัดมงคลนิมิตร


             เป็นวัดเดียวในจีงหวัดภูเก็ตที่เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ เลขที่ ๓ ตำบลตลาดใหญ่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ประชาชนส่วนใหญ่เรียกวัดนี้ว่า วัดกลาง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ สมัยที่ยังเป็นมณฑลภูเก็ตได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๘ วัดนี้เป็นวัดที่ทางราชการใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น สมัยที่เป็นมณฑลภูเก็ต ทางราชการก็ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำตลอดมาจนกระทั่งทางราชการยกเลิกพิธีกรรมนี้ 

            นอกจากนี้วัดมงคลนิมิตร มีโรงเรียนที่อยู่ในความอุปการะของวัด คือ โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร โรงเรียนนี้มีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาช่วยสอนและอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ

วัดฉลอง (วัดไชยธาราราม) ภูเก็ต


วัดฉลองหรือชื่อที่เรียกเป็นทางการ ก็คือ วัดไชยธาราม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต  ถ้าใครมา ภูเก็ตจะต้องมาแวะนมัสการ หลวงพ่อแช่ม แห่งวัดฉลอง เพื่อเป็นสิริมงคลแต่ตัวเอง  เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ กิตติศัพท์ในการรักษาโรค บุญญาบารมีและเมตตาธรรมที่สูงส่งของหลวงพ่อทำให้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก เล่ากันว่าในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นถึงกับมีผู้ที่รอปิดทองตามแขนและขาของท่านจนแลดูเหลืองอร่าม ไปทั่วราว กับปิดทองพระพุทธรูปและแม้ว่าหลวงพ่อแช่มจะมรณภาพเป็นเวลานับหนึ่งร้อยปีมาแล้วก็ตาม ชื่อเสียงเกียรติคุณ และบารมีของท่านก็อยู่ในความทรงจำของผู้คนสืบมาอีกทั้งที่วัดฉลองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมี ประกาศเป็นที่ประดิษฐ์สถานของ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกา วัดฉลองแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใน ภูเก็ตอีกแห่งที่ ใครๆ ที่มาเที่ยวภูเก็ตจะต้องมาวัดแห่งนี้

สิ่งที่น่าสนใจ คือ นมัสการหลวงพ่อแช่ม วัดฉลองเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ซึ่งมีเรื่องรวมถึงความศักดิ์สิทธิ์ คุณงามความดีของหลวงพ่อแช่มแห่งวัดฉลอง เป็นที่พึ่งให้ แก่ชาวบ้าน ในครั้นการต่อสู้กับพวกอั้งยี่ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับไม้เท้าของท่านที่จิ้มบริเวณที่เป็นไฝ หรือปาน จะทำ ให้จางไปเอง ( เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล )  นอกจากหลวงพ่อแช่มแล้วยังมีหลวงพ่อช่วง และหลวงพ่อเกลื้อม ซึ่งเป็นที่เคราพศรัทธาของชาวบ้านมาก ซึ่งท่านทั้งสองมีชื่อเสียงการปรุงสมุนไพร และรักษาโรค ถึงแม้ว่าปัจจุบัน ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่มีเรื่องทุกข์ร้อน ก็จะไปกราบไหว้ บนบานไม่ขาดสาย ปัจจุบันนี้ได้ ประดิษฐานองค์ท่านทั้งสามที่วิหารที่สร้างอย่างสวยงาม ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้คนทั้งชาวไทย และต่างชาติ ต่างมา กราบไหว้เป็นจำนวนมาก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุอันมีค่าต่างๆด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตรวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีแห่งเกาะภูเก็ต ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ‘ศึกถลาง’ พร้อมทั้งนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเมืองถลางและภูเก็ตสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงจัดแสดงอาวุธต่างๆ ในการทำสงครามในอดีตอาทิ ปืนโบราณ มีด ดาบพก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ณ ถลาง วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ พระนารายณ์ สูง 235 ซม. ทำด้วยศิลา เป็นศิลปะปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่บริเวณเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอปะกง จังหวัดพังงา ภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และควนลูกปัด ตำบลคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิก ‘อุดม สกุลพาณิชย์’ ซึ่งนำรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์เข้าเป็นแนวคิดหลักของอาคาร โดยคงลักษณะเรือนไม้มีหลังคา 3 ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่ว การยกพื้น รูปทรง และพื้นผิวของหลังคา พื้นผิวของฝาเลื่อยที่เป็นไม้ไผ่ขัดแตะ และไม้ไผ่สายลายปิดยอดจั่ว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนท้องถิ่นของชาวภูเก็ตโดยแท้
จำนวนคนอ่าน 3811 คน จำนวนคนโหวต 16 คน

  จำนวนคนโหวต 16 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

  ระดับ 

  ให้ 1 คะแนน
 
31%
  ให้ 2 คะแนน
0%
  ให้ 3 คะแนน
 
6%
  ให้ 4 คะแนน
 
6%
  ให้ 5 คะแนน
 
56%

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« ธันวาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต
38/195 ถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทรศัพท์ 1765 โทรสาร 076 223 654
Email : phuketculture@hotmail.com
สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม