ข้อมูลวัฒนธรรม >> มรดกทางวัฒนธรรม
พระแสงราชศัตรา ประจำจังหวัดระนอง#

วันที่ 26 มี.ค. 2560

 
ระนอง เพิ่งจะเป็นภูมิฐานบ้านเมืองขึ้นมาเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนนี้เอง ไม่มีโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์โบราณคดีให้ศึกษา แต่กระนั้นระนองยังมีสิ่งสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับโบราณราชประเพณีอยู่อย่าง หนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจและน่าภาคภูมิใจสำหรับชาวระนองทั้งปวง สิ่งนั้นก็คือพระแสงราชศัสตรา อันเป็นสิ่งที่หาได้มีอยู่ทุกเมืองไม่ ส่วนมากมักจะมีอยู่ก็แต่เมืองสำคัญ ๆ มาแต่โบราณ หรือเป็นเมืองที่องค์พระมหากษัตริย์เคยเสด็จประทับมาแล้วแต่กาลก่อนเท่านั้น

 


 

พระแสงราชศัสตรานั้น ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ แทนพระราชอำนาจซึ่งโบราณเรียกว่าพระแสงอาญาสิทธิ์ เมื่อพระราชทานแก่ผู้ใดก็เท่ากับได้พระราชทานอำนาจแห่งพระองค์ให้แก่ผู้นั้น ในอันที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้โดยพระราชอำนาจนั้น เมื่อองค์พระมหากษัตริย์เสด็จไปยังเมืองนั้น ๆ จึงต้องถวายพระราชอำนาจคืนพระองค์ตามโบราณราชประเพณี ต่อเมื่อพระองค์เสด็จกลับ ก็จะได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเก็บรักษาไว้ตามเดิม ต่อไป เมืองระนองได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราในคาวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ลักษณะขององค์พระแสงเป็นเหล็กกล้า ด้ามและฝักหุ้มทองคำจำหลักลาย เนื้อทอง ๙๐% โดยประมาณ เลขหมายประจำพระแสง ๒๘/๕๖ จารึกในเนื้อเหล็กว่า "ระนอง" ทั้งสองด้าน ด้ามทองฝักทองยาว ๑๐๔ ซ.ม. ด้ามยาว ๓๒ ซ.ม. ฝักยาว ๗๒ ซ.ม. ใบยาว ๖๔.๖ ซ.ม. ใบกว้าง ๒.๕ ซ.ม. น้ำหนักรวมทั้งสิ้นรวม ๙๔๐ กรัม หลังจากครั้งนั้นแล้ว ระนองได้เคยมีพิธีถวายพรแสงราชศัสตราต่อมาอีก ๒ ครั้ง คือ
๑.ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกเมื่อ ๒๙ มกราคม ๒๔๗๑ โดยพระยาอมรศักดิ์ประสิทธิ์ (ทนง บุนนาค) ผู้ว่าราชการจังหวัด ทูลเกล้าฯ ถวาย
๒.ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมราษฎรภาคใต้เมื่อ ๗ มีนาคม ๒๕๐๒ โดยนายพันธุ สายตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัด ทูลเกล้าฯ ถวาย



 

คำกราบบังคมทูลของผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๐๗
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณานำข้าราชการ พนักงานเทศบาล พร้อมด้วยภริยา คหบดี พ่อค้าและประชาชนราษฎรในจังหวัดระนอง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและขอพระราชทานกราบบังคมทูลในนามของประชาชนชาวระนอง ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าข้าพระพุทธเจ้าชาวระนอง มีความปลาบปลื้มยินดีเป็นที่ยิ่ง เมื่อได้ทราบว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานพระมหากรุณาให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้เฝ้ากราบถวายบังคมชมพระบารมีจนถึงจังหวัดระนองนี้

ข้าพระพุทธเจ้าได้เฝ้า รอคอยวันอันเป็นมหามงคลนี้มาเป็นเวลาช้านานแล้ว เมื่อได้ทราบว่าเป็นที่แน่นอนว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะเสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นการแน่นอนแล้ว ก็บังเกิดความชื่นชมโสมนัสปลาบปลื้มปีติยินดี ช่วยกันจัดเตรียมงานรับเสด็จฯ สนองพระมหากรุณาธิคุณจนเต็มความสามารถและความปีตินี้ยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อใต้ ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณประทับแรมในจังหวัดนี้ ๑ ราตรี ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลแก่จังหวัดนี้ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่ประชาราษฎร์ชาวระนองที่ จะได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้าถวายบังคมใต้เบื้องยุคลบาท และถวายความจงรักภักดีโดยทั่วถึงกัน

จังหวัดระนองนี้มีฐานะ เป็นเมืองมาตั้งแต่โบราณกาล นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเป็นต้นมา เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง เรียกตามนามเมืองว่าลวงระนอง ในสมัยโบราณนั้นจังหวัดระนองแยกท้องถิ่นออกเป็น ๒ เมืองคือเมืองระนองและเมืองตระ เพิ่งจะมารวมเป็นจังหวัดระนองเมื่อราว ๖๐ ปีนี้ สมเด็จพระมหากษัตราธิราชองค์ก่อน ๆ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรม ณ จังหวัดนี้แล้วดุจเดียวกัน

จังหวัดระนองแบ่งการ ปกครองออกเป็น ๒ อำเภอ กับ ๒ กิ่งอำเภอ มีจำนวนพลเมือง ๓๒,๑๗๐ คน เป็นชาย ๑๖,๘๖๖ คน หญิง ๑๕,๓๐๔ คน นับว่าเป็นจังหวัดที่มีพลเมืองน้อยที่สุดในราชอาณาจักรไทย เนื้อที่ประมาณ ๓,๔๑๗ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ราบ ๑,๔๑๙ ตารางกิโลเมตร นอกนั้นเป็นภูเขา การอาชีพที่สำคัญของจังหวัดนี้คือ การทำเหมืองแร่ การทำสวนผลไม้ การประมง การทำไร่ การทำป่าไม้และของป่า แร่สำคัญที่ส่งออกเป็นสินค้าออกคือแร่ดีบุกและวุลแฟรม ผลไม้ที่ปลูกกันมากมีเงาะ มังคุด ทุเรียน เนื่องแต่เดิมการคมนาคมไม่สะดวก จึงมิค่อยจะได้นำไปขายในต่างจังหวัด รายได้จากกการอุตสาหกรรมและอาชีพต่าง ๆ ของจังหวัดนี้ ประมาณปีละ ๑๒ ถึง ๒๓ ล้านบาท ประชาชนพลเมืองมีศีลธรรมและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ขยันขันแข็งในการประกอบกิจการงาน ต่างอยู่กันด้วยความสงบสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันละกันตลอดจนชาวต่างประเทศที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรม โพธิสมภารก็ได้รับความผาสุขทุกถ้วนหน้า ทั้งนี้ก็ด้วยพระเมตตาบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงปกป้องมาจนถึงรัชสมัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

ในอภิลักขิตสมัยมหามงคล กาลนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายความจงรักภักดีและ กราบถวายพระพรชัยมงคล ขอให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถทรงพระเจริญ ชนมายุยิ่งยืนนาน ขอให้ทรงพระเกษมสำราญสุขสวัสดิ์ในศิริราชสมบัติวัฒนา รุ่งเรืองพระเกียรติคุณวิบูลยเดชาเป็นที่พึ่งอันล้นเกล้าแก่ประชาชนชาวไทย ตลอดกาลนาน ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยอันเป็นนิรัติศัยบุญญเขตวิเศษล้ำ จงบันดาลให้คำที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลนี้สัมฤทธิ ผลเป็นจริงทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ

 

 

 

ประวัติพระแสงราชศัสตราประจำเมือง

ลักษณะ การปกครองของไทยในสมัยโบราณนอกจากพระมหากษัตริย์จะทรงดำรงฐานะเป็นผู้นำใน การปกครองประเทศแล้วในยามที่บ้านเมืองเกิดศึกสงครามยังทรงดำรงตำแหน่งผู้นำ ทางการทหารในฐานะเป็นจอมทัพผู้เข้มแข็งกล้าหาญอีกด้วยคำว่า "พระมหากษัตริย์" จึงหมายความถึง "นักรบผู้ยิ่งใหญ่" และในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้คืออาวุธในการต่อสู้ฟาดฟัน ปราบปรามข้าศึกอาวุธสำคัญของนักรบคือดาบคำราชาศัพท์เรียกอาวุธสำคัญประจำ พระองค์พระมหากษัตริย์คือ " พระแสงราชศัสตรา " นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกต่างกันไปอีก หลายอย่าง เช่น พระแสงราชศาสตรา พระแสงราชศัสตราวุธ พระแสงราชาวุธ หรือ พระแสงดาบอาญาสิทธิ์ เป็นต้น

เนื่องจากพระแสงราช ศัสตรามีความสำคัญยิ่งในฐานะเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแทนพระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฉะนั้นจึงปรากฏ ธรรมเนียมว่า เมื่อใดก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงราชศัสตรา หรือพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่เจ้านายหรือขุนนางผู้หนึ่งผู้ใด มีความหมายว่า พระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคล ผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์ในวาระสำคัญ บุคคลผู้ใดที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตรา จึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีความชอบธรรม ในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการออกคำสั่งในกิจการงานใดๆ ได้เด็ดขาดทุกเรื่อง แม้จนกระทั่งสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุดคือสั่ง ประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องกราบบังคมให้ทราบ ความก่อนการรับพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำจังหวัดระนอง เมื่อวันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2460

 

 

พระ บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบหัวเมืองมณฑลปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตก เสด็จทางรถไฟออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2460 ประทับแรมที่เมืองเพชรบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองชุมพร แล้วทรงช้างพระที่นั่ง เสด็จโดยสถลมารคข้ามแหลมมาลายูไปลงเรือพระที่นั่งที่ลำน้ำปากจั่น เสด็จถึงเมืองระนอง เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2460 เวลา 16.00 น. ถึงอ่าวระนอง ประทับรถม้า เป็นรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปตามถนนมีราษฎรคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระ บาทอยู่ทั้ง 2 ฟากทาง

ผ่านซุ้มซึ่งพ่อค้าฝรั่ง พ่อค้าพม่า และพ่อค้าจีน ตกแต่ง รับเสด็จขึ้นเขานิเวศน์ ประทับแรม ณ พระที่นั่ง รัตนรังสรรค์
วันพุธที่ 18 เมษายน 2460 เวลาบ่าย 3 โมง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศเสือป่า เสด็จทรงรถพระที่นั่งไปยังพลับพลาทอง แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี และเสือป่า ทหาร ตำรวจภูธร ถวายวันทยาวุธ เมื่อสุดเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้วนายพลโทพระยาสุรินทราชา สมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต อ่านคำกราบบังคมทูลพระกรุณา ดังต่อไปนี้

 

" ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้ารับฉันทานุมัติของข้าทูลละอองธุลีพระบาทและประชาชนจังหวัด ระนอง ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยในการที่ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑล ภูเก็ตมาในทางกันดารทั้งทางบกและทางน้ำจนถึงจังหวัดระนองครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณพิเศษ เพราะใน พ.ศ. 2452 เมื่อทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระยุพราชก็ได้เสด็จพระราชดำเนินมาครั้งหนึ่งแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ายังคำนึงถึงพระเดชพระคุณอยู่มิได้ขาดแต่ถึงแม้มาตรว่าข้าพระ พุทธเจ้ามีความปรารถนาที่จะได้ชม พระบารมีอีกสักปานใด ก็เป็นอันพ้นวิสัยที่จะให้สมหวังในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเมื่อปีก่อนใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนและสร้างทางโทรเลขตั้งแต่จังหวัดชุมพร มาเชื่อมต่อกับจังหวัดระนอง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรีบทำอยู่ ณ บัดนี้ก็ควรนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนจังหวัดระนองอย่างยิ่ง ฉะนั้นการที่ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทครั้งนี้ จึงทำให้ข้าพระพุทธเจ้าปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงรับพระราชภาระ ปกครองพระราชอาณาจักร พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงรักษาประเทศสยามขึ้นสู่ความเจริญโดยรวดเร็วเพียงใด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นประจักษ์อยู่แล้ว ….. "

ลำดับต่อไปนี้ ขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัสตอบของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อ สมุหเทศาภิบาลและพสกนิกรชาวจังหวัดระนอง ดังข้อความต่อไปนี้

"เราได้ฟังคำของสมุห เทศาภิบาลกล่าวในนามของข้าราชการและอาณาประชาชนจังหวัดระนองนี้ เรามีความปีติและจับใจเป็นอันมาก ที่ได้ทราบว่าท่านทั้งหลายรู้สึกตัวว่าเราได้พยายามและตั้งใจที่จะทำนุบำรุง พวกท่านทั้งหลาย ให้มีความสุขความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับข้อนี้เป็นข้อที่เราปรารถนา ยิ่งกว่าอย่างอื่น ส่วนตัวเราที่จะมีความสุขและความสำราญและรื่นรมย์อย่างหนึ่งอย่างใด ก็โดยรู้สึกว่าได้กระทำการตามหน้าที่มากที่สุดที่จะทำได้ ให้เป็น ผลสำเร็จเมื่อได้มาแลเห็นผลสำเร็จแม้ไม่เต็มที่ เป็นแต่ส่วนหนึ่งก็นับว่าเป็นสบายใจ

ส่วนจังหวัดระนองนี้เรา ได้เคยมาแต่ครั้งก่อน ตามที่สมุหเทศาภิบาลได้กล่าวมาแล้วและได้มารู้สึกว่าเป็นที่ซึ่งอาจเป็น เมืองเจริญได้แห่งหนึ่งในพระราชอาณาจักรของเราแต่หากว่าลำบาก ในทางคมนาคมจึงทำให้ความเจริญนั้นดำเนินได้ช้ากว่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงได้ให้จัดการสร้างถนนระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง เพื่อให้การคมนาคมดีขึ้นครั้งเมื่อเราได้มาในคราวนี้อีกครั้งหนึ่งแล้วก็ได้ เดินตามทางที่ตัดใหม่ซึ่งถึงแม้ยังไม่แล้วสำเร็จดีก็อาจทำความสะดวกขึ้นอีก เป็นอันมาก เมื่อทางไปมาจากจังหวัดชุมพรมาจังหวัดระนอง สะดวกขึ้นได้ทางบกแล้ว การค้าขายและการติดต่อในทางทำนุบำรุงอาณาเขตก็ทำให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนข้อนี้ ทำให้เรารู้สึกยินดีและรู้สึกเหมือนตัวเราได้มาอยู่ใกล้กับพวกท่านทั้งหลาย อีกส่วนหนึ่ง และยังหวังอยู่ว่าจะสามารถจัดการให้การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้นกว่าที่ทำได้ใน เวลานี้

 

 

ในที่สุดนี้เราขอกล่าว ว่าจังหวัดระนองเป็นที่ไปมายากเช่นนี้ เราจึงมีความเสียใจที่จะมาเยี่ยมไม่ได้บ่อย ๆ เท่าที่เราปรารถนาจะมา แต่ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงอยู่เสมอ จึงจะขอให้ของไว้เป็นที่ระลึกแทน คือ พระแสงราชศัตราที่เป็นของเราใช้ไว้สำหรับท่านทั้งหลายจะได้รับไว้รักษาเพื่อ เป็นเกียรติยศแก่เมืองนี้ เพื่อเป็นเครื่องแทนตัวเราผู้มาอยู่เองไม่ได้ ขอให้เข้าใจว่าพระแสงนี้เรามอบให้ไม่เฉพาะแต่แก่เจ้าเมืองเท่านั้น เรามอบให้ท่านทั้งหลายที่เป็นข้าราชการทุกคนต้องช่วยกันตั้งใจทำนุบำรุง รักษาพระแสงนี้ไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติยศลงไปไม่ได้แม้แต่เล็กน้อย ถึงแม้อาณาประชาชนพลเมืองจงรู้สึกว่ามีหน้าที่เคารพและช่วยรักษาเหมือนกัน

เพราะต้องรู้สึกว่าใน ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ปกครองพระแสงย่อมเป็นเครื่องหมายพระราชอำนาจ ที่ท่านทั้งหลายรับแบ่งมาใช้ในทางสุจริตทางธรรม เพื่อนำความร่มเย็นแก่อาณาประชาชน ฝ่ายอาณาประชาชนก็จงรู้สึกว่าพระแสงนี้เป็นอำนาจปกครองเช่นนั้นเหมือนกันและ เมื่อรู้สึกว่ามีอำนาจปกครอง อยู่ในที่นี้ สมควรจะได้รับความร่มเย็นจากอำนาจนั้นแล้ว ก็ต้องนับถือเคารพต่ออำนาจนั้นว่าเป็นเครื่องป้องกันสรรพภัย ดังนี้ ถ้าจะประพฤติให้ถูกต้อง ต้องตั้งตนอยู่ในศีล ในธรรม ความสุจริต ซื่อตรง จงรักภักดี อยู่ในพระราชกำหนดกฎหมาย และประพฤติตนให้เป็นพลเมืองดีโดยทั่วกัน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับพระแสงนี้ไปรักษาไว้แทนบรรดาข้าราชการและอาณา ประชาชน พลเมืองจังหวัดระนอง เพื่อเป็นสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลแก่ท่านทั้งหลายทั่วกัน"

จึ่งอำมาตย์ตรี พระระนองบุรีศรีสมุทรเขตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราฝักทองคำจำหลักลายจากพระหัตถ์ ขณะนั้นพระสงฆ์สวดชัยมงคล ข้าราชการและประชาชนถวายไชโยพร้อมกัน และพระระนองบุรีศรีสมุทรเขตต์กราบบังคมทูลรับกระแสพระบรมราโชวาทเหนือเกล้าฯ เพื่อปฏิบัติตาม และรับพระแสงราชศัสตราอันเป็นเครื่องราชูปโภครักษาไว้ เพื่อเป็นเกียรติยศ และเป็นสวัสดิมงคลแก่จังหวัดระนองสืบไป

รัชกาลปัจจุบัน แม้ว่าจะได้มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองต่าง ๆ เพิ่มเติมอีกด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธนวราชบพิตรพระราชทานไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่างๆ แทน อย่างไรก็ตาม ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สืบสานธรรมเนียมโบราณราชประเพณีอันดี งามแต่กาลก่อนในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนไว้ประจำพระองค์ ในวโรกาสที่เสด็จ พระราชดำเนินแปรพระราชฐาน หรือในการประกอบพระราชพิธี ณ จังหวัดนั้นๆ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจึงพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนไว้ แก่จังหวัด นั้นๆ และในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในส่วนภูมิภาคจังหวัดที่ได้รับพระราชทานพระแสงราช ศัสตราประจำเมืองจะต้องอัญเชิญ พระแสงราชศัสตราประจำเมืองพร้อมพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวตั้งแต่งในมณฑลพิธี เมื่อเสด็จพิธีแล้วจึงอัญเชิญไปประดิษฐานดังเดิม

 

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวิวิทย์ ปันฉิม

นำเสนอโดย นายธนกร สุวุฒิกุล

pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
« สิงหาคม 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด



สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง 55/11 ม.3 ถ.เพชเกษม ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง 85000
โทร.0-7786-2082 [email protected]


สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม