ประเพณี , การละเล่น
          จังหวัดระยองมีขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ของจังหวัด นอกจากจะมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีประเพณีที่สำคัญซึ่งถือปฏิบัติกันโดยทั่วไป สามารถสรุปประเพณีที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี ประเพณีสงกรานต์
- ประเพณีการทำบุญวันไหลท้ายสงกรานต์
- ประเพณีขนทรายเข้าวัด
- ประเพณีทำบุญส่งสงกรานต์
- ประเพณีตักบาตรเทโว
- ประเพณีการแข่งเรือยาวที่ปากน้ำประแสร์
- ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ
- ประเพณีลงแขก
- ประเพณีแห่นางแมว
- ประเพณีปักเฉลว
- ประเพณีการทำขวัญข้าว
- ประเพณีลอยกระทง
- ประเพณีแห่เทียนพรรษา
- ประเพณีวันสารท
- ประเพณีเทศมหาชาติ
- ประเพณีวิ่งควายที่ปลวกแดง
- ประเพณีทอดกฐิน
- ประเพณีการสวดหน้าศพ
- งานเทศกาลผลไม้ และของดีเมืองระยอง
- งานวันสุนทรภู่
- งานห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ
- งานวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและงานปีใหม่จังหวัดระยอง
- ประเพณีกีฬา ชิมปลาทะเลนึ่ง บ้านฉาง


ประเพณีสงกรานต์
          คำว่า " สงกรานต์ " นี้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ . ศ . ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทศกาลเนื่องในการขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยุคติตกวันที่ ๑๓-๑๔-๑๕ เมษายน ในเรื่องนี้ หมายถึงเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรเข้ามาสู่เมษ เรียกกันว่า วันสงกรานต์ ตามความเป็นมานั้นจะมี ๓ วัน คือวันที่เรียกว่า ยกขึ้นสู่ราศีเมษวันหนึ่ง ต่อไปก็เป็นวันเนาว์วันหนึ่งและวันเถลิงศกอีกวันหนึ่ง นั้นก็คือวันที่ ๑๓ ,๑๔ และ ๑๕ เมษายน ดังที่พจนานุกรมกล่าวไว้
          เรื่องสงกรานต์นี้ มีมาแต่สมัยโบราณสงกรานต์นของทุกปีจะมีนางสงกรานต์ประจำปีนั้น ๆ มีคำทำนายเรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหาร เกณฑ์พิรุณศาสตร์ และดูวันตามราศีดิถีฤกษ์ว่าวันอะไร เป็นวันธงชัย อธิบดี อุบาทว์ โลกาวินาศ ซึ่งความเป็นมาจะอาศัยนิทาน เรียกว่า นิทานสงเคราะห์ช่วยในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้
          เรื่องนิทานนั้นกล่าวว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านนักเลงสุรา ซึ่งมีบุตร ๒ คน รูปงามผิวเนื้อดุจทอง อยู่มาวันหนึ่งนักเลงสุรานั้นเข้าไปสู่บ้านเศรษฐี แล้วกล่าวคำหยาบคายด่าทอเศรษฐีต่างๆ นานา เศรษฐีได้ฟังจึงถามว่าพวกเจ้ามาพูดจาหยาบช้าดูหมิ่น เราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุใด นักเลงสุรา จึงตอบว่า ท่านมีสมบัติมากมาย แต่หามีบุตรสักคนไม่ เมื่อท่านตายไปแล้ว ทรัพย์สมบัติไม่มีผู้ปกครองสืบต่อก็จะสูญหายหาประโยชน์อันใดมิได้ แต่เรานั้นมีลูกถึง ๒ คน รูปร่างก็งดงาม เราจึงดีกว่าท่านเศรษฐีผู้ไม่มีบุตรได้ฟังก็รู้สึกละอาย จึงบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ อธิษฐานขอให้มีบุตร อธิษฐานอยู่ถึง ๓ ปี ก็ไม่มีวี่แววจะมีบุตรดังที่ตั้งใจไว้ต่อมาในปีหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์ จะมีการละเล่นรื่นเริงอยู่ทั่วไป เศรษฐีก็พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ เอาข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้งหุงบูชารุกเทวดา พร้อมด้วยอาหารต่าง ๆ ดุริยางค์ดนตรีมีประโคม อธิษฐานขอบุตรต่อรุกเทวดา คราวนี้ได้ผล ธรรมบาลเทพบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วให้ชื่อว่า " ธรรมบาลกุมาร " และสร้างประสาทให้อยู่ใกล้ ๆ กับต้นไทรนั้น
เมื่อกุมารเจริญวัยได้เรียนรู้ศิลปศาสตร์ต่างๆ จนจบไตรเทพและรู้ภาษาสัตว์ตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบ และยอมรับนับถือ เป็นอาจารย์บอกมงคลการแก่มนุษย์ได้ ครั้นท้าวกบิลพรหมทราบ เหตุการณ์นั้น จึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ โดยสัญญาว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ จะต้องตัดศีรษะบูชา แต่ถ้ามีความสามารถแก้ปัญหาได้กบิลพรหมก็จะตัดศีรษะของตนบูชาเช่นกัน ปัญหาที่ถาม ๓ ข้อนั้นก็คือ
๑. เวลาเช้าราศีอยู่ที่ใด
๒. เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่ใด
๓. เวลาค่ำราศีอยู่ที่ใด
          ผลปรากฏว่า ธรรมบาลกุมารตอบได้ หลังจากขอเลื่อนเวลาไป ๗ วัน หนีออกไปตาม ป่าและได้ยินนกอินทรีคู่ผัวเมียได้โต้ตอบปัญหานี้ ให้ได้ยินจึงได้นำมาตอบแก่ท้าวกบิลพรหมดังนี้
๑. เวลาเช้าราศีอยู่ที่หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า
๒. เวลาเที่ยงราศีอยู่ที่อก คนจึงเอาน้ำเอาแป้งหอมกระแจะจันทร์ ลูบหน้าอก
๓. เวลาค่ำราศีอยู่ที่เท้า คนจึงเอาน้ำล้างเท้า
          เป็นอันว่าท้าวกบิลพรหมแพ้สัญญา จึงจำเป็นต้องตัดศีรษะของตนบูชาแก่ธรรมบาล กุมาร ท้าวเธอจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ด อันเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ ซึ่งได้แก่
๑. นางทุงษะ
๒. นางรากษส
๓. นางโคราค
๔. นางกริณี
๕. นางมณฑา
๖. นางกิมิทา
๗. นางมโหธร
          ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นองค์มหาสงกรานต์กับเทพบริษัทแล้ว ได้เล่าเรื่องราวให้ฟังและตรัสว่า ศีรษะของตนถ้าตั้งไว้ในแผ่นดินไฟก็จะไหม้โลกธาตุ ถ้าโยนไปในอากาศฝนก็จะแล้ง ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุทรน้ำในมหาสมุทรก็จะแห้งขอด จึงให้ธิดาทั้ง ๗ เอาพานมารองรับศีรษะไว้ ครั้นแล้วกบิลพรหมก็ตัดศีรษะของตนเองให้แก่นางทุงษะบุตรคนโต โลกธาตุก็เกิดโกลาหล จึงได้ทำพิธีใหม่แห่รอบเขาพระสุเมรุราชแล้วเชิญเข้าไปประดิษฐานในถ้ำคันธุลี เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ เมื่อครบปีถือว่าเป็นวันสงกรานต์นางเทพธิดาทั้ง ๗ องค์ ก็ทรงพาหนะต่างๆ เปลี่ยนเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่พร้อมด้วยเทพทั้งหลายรอบเขาพระสุเมรราชทุกปี แต่ละปีจะเป็นนางสงกรานต์เทพธิดาใด ขี่พาหนะใด ให้คุณประโยชน์เพียงใด มียาม ราศี ดิถีฤกษ์ วันใดเป็นธงชัย อธิบดี อุบาทว์ โลกาวินาศ ก็ใช้การคำนวณเป็นปีๆ ไป ตำนานสงกรานต์ก็มีมาดังกล่าวนี้ แต่ประเพณีของเราเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ นั้นผูกพันกับศาสนาและประเพณีท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องราวของการบุญการกุศล สร้างสมความดี กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณและอวยพร ขอพร เพื่อเป็นศิริมงคลต่อไป
ประเพณีสงกรานต์ในปัจจุบันของจังหวัดระยอง
          สงกรานต์จังหวัดระยอง มีจัดกันทั่วไปทั้งในส่วนจังหวัด อำเภอและทุกๆ ตำบล ส่วนมากจะจัดกันตามวัด ตามสนามโรงเรียน ศาลากลางบ้าน หรือในหมู่บ้านที่ชุมชนหนาแน่น
จุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรม
          เป็นประเพณีแสดงเอกลักษณ์ไทยมาแต่โบราณ เป็นการทำบุญสร้างกุศลเพราะถือว่า เป็นปีใหม่ของไทย จัดให้มีการรดน้ำดำหัว อวยชัยให้พรขอพรท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ซึ่งถือว่าเป็นศิริมงคลเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต
กำหนดการจัดกิจกรรม
          ประเพณีสงกรานต์ เริ่มกันตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายน คือวันมหาสงกรานต์เป็นต้นไป มีการทำบุญที่วัดใกล้บ้านของตน ในตอนเช้าปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ซึ่งก็เรียกกันว่าทำบุญและปล่อยสัตว์ก็แล้วกัน จากนั้นจะมีการสรงน้ำพระ การเล่นพื้นเมือง เช่น เล่นสะบ้า มอญซ่อนผ้า งูกินหาง ลูกช่วงโยน พุ่งกระสวย เสือกินวัว เล่นเตย ตระกร้อ ฯลฯ ส่วนมากเป็นการเล่นที่ถอดแบบมาจาการเล่นในโรงเรียนเพราะเด็ก ๆ ได้เคยเรียนเคยเล่นมาแล้ว ส่วนการเล่นแบบประเพณีเก่า ๆ เท่านั้น ในช่วงสงกรานต์นี้ในตอนกลางคืนบางแห่งมีการเล่นลงผี เรียกผีเชิญผี เช่น เล่นผีแม่ศรี ผีสิง ผีลอบ ผีกระหูด ผีสาก แต่ละอย่างมีคำร้องเชิญต่างๆ กัน มีลูกคู่ กระทุ้งเสารอบวงเป็นการเชิญหรือเรียกผีต่างๆ เพราะถือกันว่ายามตรุษยามสงกรานต์ ได้ปล่อยผีทุกจำพวกมารับส่วนบุญของวงศาคณาญาติ นอกจากนั้น มีการสรงน้ำพระอาบน้ำท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ส่วนวันสุดท้ายของการเล่นสงกรานต์ของแต่ละหมู่บ้าน มักจะเป็นประเพณียืดเยื้อออกไปอีก ๗ - ๑๕ วัน จะมีการทำบุญเรียกว่าทำบุญกลางทุ่ง หรือทำบุญพระทรายน้ำไหล ( ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่าวันไหล ) จะมีการเล่นสาดน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน และทำกระทงลอยทุกข์ ลอยโศก ขอให้โชคดีในหมู่บ้านใกล้ๆ กันมักจะนัดไป " ไหล " หมุนเวียนกันไปในแต่ละท้องที่ บางแห่งมีการจุดพลุจุดตะไล ดอกไม้ไฟกันด้วย
ประเพณีการทำบุญวันไหลท้ายวันสงกรานต์
          ในเทศกาลสงกรานต์อันถือว่าเป็นการขึ้นปีใหม่ของไทย ในท้ายวันสงกรานต์ประมาณ ๑ สัปดาห์ ชาวบ้านก็จะนัดทำบุญไหล คือไปทำนอกวัดโดยเลือกสถานที่ใกล้ ๆ แม่น้ำลำคลองชายทุ่ง หรือศาลาที่ประชาชนในหมู่บ้านไปพบกันเป็นประจำ โดยนิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์เย็น ในตอนเช้าประชาชนก็นำอาหารคาวหวานไปทำบุญกัน ถวายภัตราหารเช้าเหมือนกับพิธีทำบุญอื่น ๆ หลังจากนั้นชาวบ้านจะสรงน้ำพระที่มาทำบุญ ตลอดจนผู้ใหญ่ก่อนหลังจากนั้นหนุ่มสาวจะเล่น หามกันลงน้ำ อาบน้ำ สาดน้ำกัน และจะมีพิธีลอยทุกข์ คือกากหมาก กาบกล้วย ทำเป็นกระทง และใส่ของปล่อยทุกข์โศกให้ลอยไปตามแม่น้ำโดยอธิฐานว่าของไม่ดี ทุกข์โศกทั้งหลายในปีเก่าขอให้ หมดไปขอให้โชคดีมีลาภเจริญก้าวหน้า สมความปรารถนาตลอดปีใหม่เป็นต้น
 
ประเพณีขนทรายเข้าวัด
          ประเพณีขนทรายเข้าวัด มีมานานตั้งแต่โบราณกาล ถือกันว่า เมื่อเข้าวัดแล้วเดินออก ไปนอกวัด การเดินออกไปนอกวัดอาจจะมีดินติดเท้าออกไป ทำให้เกิดบาปอีกประการหนึ่งการ ขนทรายเข้าวัดแล้วควรจะก่อเป็นเจดีย์ทราย เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า หมายถึงบูชา " พระจุฬามณีเจดีย์ " ที่พระอินทร์นำเอาของ ๔ อย่าง คือ
พระจุฬา คือ ส่วนพระเกษาบนกระหม่อมแห่งศรีษะ ฯ
พระมโมฬี คือ มุ่นหรือมวยผมทั้งหมด ฯ
ปิ่นมณี หรือ ปิ่นแก้ว คือ สำหรับปักมวยผม ฯ
เวฐนะ คือ เครื่องรัดมวยผม หรือเรียกว่า รัดเกล้า ฯ ที่เป็นของพระพุทธเจ้า บรรจุไว ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ยังได้บรรจุพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาอีกด้วย ในปัจจุบันการขนทรายเข้าวัดยังมีให้เห็นในวัดเขตอำเภอแกลง ซึ่งทางวัดมักจะนำทรายมาเทกองให้ชาวบ้านก็จะก่อเจดีย์ทรายเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากทำบุญเสร็จแล้วถือเป็นการขนทรายเข้าวัดเช่นกัน

ประเพณีทำบุญส่งสงกรานต์
          ประเพณีทำบุญส่งหลังจากทำบุญสงกรานต์ที่วัดแล้วประมาณ ๑๕ วัน และนิยมทำตามศาลาท่าน้ำ คลอง หนอง บึง เป็นต้นเหตุที่ทำคือ ทำให้ผีที่ไม่มีญาติและภูตผีปีศาจ ที่ชอบเข้าสิงมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนตกใจง่ายเมื่อพระภิกษุฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จะเอาเรือที่ทำด้วยกาบหมาก หรือทำด้วยไม้ระกำ นำอาหารคาวหวานใส่ในเรือปล่อยลงคลอง หนอง บึง นิยมสวดบทขัด " รัตนสูตร " ขึ้นว่า " ปนิธานโต " เพราะเป็นมนต์สำหรับขับภูติผีปีศาจ และในระหว่างนั้นต้อง ทำเสียงร้องเรียกชักชวนบ้าง กู่บ้างเพื่อให้ภูติผีปีศาจเหล่านั้นลงเรือไป ป้องกันมิให้มารบกวนกันภายหลัง ในสมัยโบราณ เมื่อมีภูติผีปีศาจ ห่า มาลงสิงสู่พวกมนุษย์ หรือสัตว์ต่าง ๆ ชาวพุทธมักนิยมอาราธนาพระภิกษุสงฆ์มา ๔ รูป สวดมนต์ " รัตนสูตร " เวลาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ด้วยบทขัด " รัตนสูตร " คือ ขึ้นบท " ปนิธานโต " ดังมีเรื่องตามพระสูตรเล่าไว้ในอรรถกถาว่าในสมัยหนึ่ง เมืองเวสาลีมีประชาชนมากทั้ง มีอาณาเขตกว้างขวาง มีพระมหากษัตริย์ครอบครองราชสมบัติ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาถึง ๗๗๐๗ องค์ มีปราสาทที่ประทับของกษัตริย์เหล่านั้น ๗๗๐๗ หลัง แม้แต่สวนรื่นรมย์ก็มีสระโบกขรณี ๗๗๐๗ แห่งเช่นกัน อยู่ต่อมาเมืองเวสาลีเกิดทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล คนอดอยากจึงล้มตายเป็นจำนวนมาก ตายแล้วไม่มีผู้ใดสนใจ เอาไปฝังหรือเผา ทำให้เกิดกลิ่นศพฟุ้งกระจายไปทั่วเมือง มีปีศาจจำพวกที่กินศพเป็นอาหารก็เข้ามาในเมืองเวสาลีกินศพคนตาย ยิ่งกว่านั้นยังหันมาชิมเนื้อมนุษย์ ที่กำบังเจ็บป่วยยังไม่ตายดูบ้าง ปรากฏว่ามีรสชาติอร่อยกว่า กินซากศพ เลยลามไปถึงมนุษย์ที่สกปรก เช่นคนตื่นนอนแล้วไม่ล้างงหน้าเวลานอนไม่ล้างเท้า บ้านเอนไม่กวาดเช็ดถู แม้เสื้อผ้าสกปรกเหม็นสาบไม่ซักรีด ก็ถูกปีศาจเข้าสิงสู่ดูดกินโลหิตเป็นอาหาร มนุษย์ตายลงเพราะถูกปีศาจรบกวนเป็นอันมาก เมื่อเป็นดังนี้ จึงเกิดอหิวาตกโรคเพราะซากศพทิ้งบนถนนหนทาง ในแม่น้ำลำคลอง มนุษย์ได้ล้มตายด้วยโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ฯ
ชาวเมืองเวสาลี ได้ประสบเคราะห์ภัยร้ายแรงทั้ง ๓ ประการ คือ
๑. ทุพภิกขภัย - ความอดอยาก ฯ
๒. อมนุสสภัย - ถูกปีศาจรบกวน ฯ
๓. โรคภัย - เกิดอหิวาตกโรค ฯ
          ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้ชาวเมืองทั้งหลายจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าลิจฉวี ผู้ครองนครแล้วกราบทูลว่า เหตุการณ์อย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยจะเป็นเพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ตั้งอยู่ใน ทศพิธราชธรรมกระมัง
พระเจ้าลิจฉวี ยินยอมให้ชาวเมืองตรวจดูว่า พระองค์บกพร่องจริยาวัตรของพระราชาหรือไม่ แต่เมื่อชาวเมืองตรวจดูคุณธรรม ๑๐ ประการ คือ
๑. ทาน การเสียสละทรัพย์สมบัติสิ่งของบำรุงเลี้ยงประชาราษฏร์บำเพ็ญสาธารณประโยชน์
๒. ศีล มีความประพฤติดีงาม สำรวมระวังกายวาจาประกอบแต่การสุจริต ทำตัวอย่างที่ดีเป็นที่เคารพของประชาราษฎร์ ฯ
๓. ปริจจาคะ การบริจาคเสียสละความส่วนตัว ตลอดจนชีวิตของตนเพื่อความสุขของประชาราษฎร์ เพื่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง ฯ
๔. อาชวะ ความซื่อตรงไม่ทรงไร้สัจจะ ปฏิบัติภารกิจมีความจริงใจต่อประชาราษฎร์ฯ
๕. มัทวะ ความอ่อนโยน มีอัธยาศัย ไม่กระด้างถือองค์ มีความสง่างาม กิริยาสุภาพนิ่มนวลละมุนละม่อม ฯ
๖. ตปะ คือการเผากิเลสตัณหามิให้เข้าครอบงำจิต ระวังยับยั้งข่มใจไม่ให้ลุ่มหลงความสุขปรนเปรอ มุ่งมั่นแต่บำเพ็ญเพียร ฯ
๗. อักโกธะ ความไม่ทรงกริ้วโกรธ ลุอำนาจโทสะ จนเป็นเหตุให้ไม่ผิดศีลธรรม วินิจฉัยความเป็นไปด้วยเมตตา
๘. อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน ไม่บีบคั้นกดขี่เก็บรีดภาษีหรือเกณฑ์แรงงานเกินไปไม่ลงอาชญากรรม ด้วยขาดความเมตตา
๘. ขันติ ความอดทนตรากตรำ ถึงจะลำบากกายเหนื่อยหน่ายสักเพียงใดก็ไม่ท้อถอย ไม่หมดกำลังใจ ไม่ละทิ้งคุณธรรมที่บำเพ็ญมา ฯ
๑๐. อวิโรธนะ ความไม่ประพฤติผิดธรรม ความไม่คลาดธรรมไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวต่อถ้อยคำที่ดีร้าย หรือเป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารณ์ ใด ๆ ทั้งสิ้น ฯ
          ประชาราษฎร์ทั้งหลายได้ตรวจทั้งหลายได้ตรวจดูคุณธรรมทั้ง ๑๐ ข้อ แล้วไม่เห็นว่ามีข้อบกพร่องเลยชาวเมือง จึงบนบานศาลกล่าวบวงสรวงเทวดาอารักษ์ขอให้ช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัตินั้นได้ แม้แต่จะลดน้อยเบาบางก็หาไม่
มีอำมาตย์ผู้หนึ่งทูลพระเจ้าลิจฉวีว่า คงจะมีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง จากกิเลสาสวะเป็นพระอรหันต์ มีน้ำพระทัยประกอบไปด้วย เมตตากรุณา หาที่เปรียบเสมอมิได้ ถ้าพระพุทธเจ้าทรงมาโปรดภัยครั้งนี้จักพินาศไปแน่ ๆ พระองค์ทรงพิจารณาด้วยเถิดพระเจ้าขา
พระเจ้าลิจฉวี ทรงเห็นด้วยแล้วมอบให้อำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นผู้นำขบวนไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า โดยผ่านพระเจ้าพิมพิสาร เพราะพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงช่วยอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เด็จไปโปรดโดยเด็จไปทางชลมรรคพร้อมด้วยพระภิกษุงฆ์ ๕๐๐ รูป เป็นบริวารเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองเวสาลี ย่างพระบาท จดพื้นปฐพีมหาเมฆตั้งขึ้นยังฝนให้ตกลงมาท่วมเมืองเวาลี น้ำไหลนองพาพัดอาซากศพไปในมหาสมุทรจนพื้นที่สะอาดดีแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า " อานนท์ " เธอจงเรียนมนต์บท รัตนสูตรแล้วเที่ยวให้ทั่วเมืองเวสาลี จึงถือเอาบาตรเสลมัยของตถาคตตักน้ำพระพุทธมนต์ประพรมไป พวกปีศาจก็จะหนีออกทันที "
พระอานนท์ รับทราบปฏิบัติตาม ได้สวดบทรัตนสูตรแล้วประพรมน้ำ พระพุทธมนต์ ด้วยบท " ปนิธานโต " ยังความเจ็บปวดให้พวกปีศาจยิ่งนักจนทนไม่ไหวด้วยบารมี ๓๐ ทัศ ของพระพุทธเจ้า จึงพากันวิ่งหนีออกจากประตูเมือง ไม่ทันแดกกันจนกำแพงเมืองนั้นพัง ยังความ ปลื้มปิติให้ชาวเมืองเป็นอันมาก ( คำว่า " แดก " หมายถึง เบียดเสียดยัดเยียดกัน )
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อขจัดภัยแล้ว ทรงเทศโปรดพวกเทวดาและชาวเมืองงด้วยบท รัตนสูตรเมื่อจบพระธรรมเทศนา ยังความเจริญสิริสวัสดิ์บังเกิดมีแก่ราชตระกูล และประชาชน ชาวเมืองนครเป็นอันดับมาก แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จกลับไปยังเมืองราชคฤห์ดังนี้ ปัจจุบันประเพณีทำบุญส่งสงกรานต์ยังมีให้เห็นอยู่ในเขตท้องที่อำเภอแกลง

ประเพณีสงกรานต์ที่วัดตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
          วัดตาขัน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นแหล่งอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ผู้นำสำคัญ คือ พระครูวิบูลย์ภารกิตต์ เจ้าอาวาส ประเพณีสงกรานต์ที่วัดนี้ ได้ร่วมนัดจัดฟื้นฟูมาตั้งแต่ พ . ศ . ๒๕๒๐ ซึ่งกำหนดวันที่ ๒๐ เมษายน ของทุกปี เป็นวันสงกรานต์กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นมาดังนี้
๑ . การจัดขบวนแห่ ส่วนใหญ่ที่จัดเป็นขบวนกลองยาว พร้อมนางรำเป็นที่สนุกสนาน
๒. จัดพิธีสรงน้ำพระ ได้จัดให้พุทธศาสนิกชนได้สรงน้ำพระทั้งวัดพร้อมกัน
๓. การเล่นสะบ้าทอย ได้ประชาสัมพันธ์ถึงหมู่บ้านใกล้เคียงต่างๆ ได้ส่งทีมหนุ่มสาว ต่างท้องที่ หรือทีมแม่หม้าย ได้เข้ามาแข่งขันกับทีมหนุ่มสาวท้องถิ่นเท่าที่จะจัดมา หมู่บ้านที่ส่งทีมสะบ้าเข้าแข่งขันมี บ้านชากขนุน บ้านไร่นายายอาม บ้านเขาวังม่าน บ้านทุ่งโพธิ์ และบ้านตาขัน
๔. การเล่นมีฟ้อนรำพื้นเมืองแบบไทยเดิม สำหรับในปี ๒๕๓๑ นั้น ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดระยอง ได้นำวงดนตรีไทยไปแสดงมีชาวต่างประเทศที่ปฏิบัติการอยู่ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบมาร่วม ๔ คน รายได้ต่าง ๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการจำหน่ายปลา ลงทุนไปทั้งหมดประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท รายได้ ๓๐,๐๐๐ บาทเศษ
          จากการได้รับความร่วมมือในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของเราแล้ว ยังได้รับบริจาคทรัพย์จากผู้ใจบุญกุศลซึ่งได้รวบรวมจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาวัดตาขัน ปัจจุบันมียอดมูลนิธิอยู่ ๓๗๐,๐๐๐ บาทเศษ
การจัดงานประเพณีสงกรานต์ของวัดตาขันก็คงสรุปได้เช่นเดียวกับคำประพันธ์ดังต่อไปนี้
รุ่งขึ้นมุ่งไปวัดอาหารจัดอย่างเหมาะสม กับข้าวพร้อมขนม เลี้ยงพระแล้วปล่อยนกปลา มีการละเล่นไทยเล่นช่วงชัยและสะบ้า ชักเย่อกันไปมา มอญซ่อนผ้ามาสรวลสันต์ ตอนบ่าย สรงน้ำพระชาวบ้านจะชุมนุมกัน น้ำอบไทยใส่ในขัน รดองค์พระอย่างประจง จากนั้นต่างสาดน้ำเย็นชื่นฉ่ำตามจำนง ความร้อนผ่อนคลายลงการเล่นนี้มีมานาน
           สำหรับจังหวัดในสงกรานต์ เทศบาลได้เชิญชวนไปทั่วทุกอำเภอ จัดขบวนแห่แปลก ๆ ร่วมแห่พระพุทธอังคีรส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำเมืองระยอง ไปรอบตลาดในเขตเทศบาลเสร็จแล้ว สรงน้ำสักการะปิดทอง และเท่าที่ปฏิบัติมา เป็นที่น่าชื่นชมว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร และสมาคมต่าง ๆ ด้วยดี ยิ่งกว่านั้นผู้ไปร่วมหรือผู้ที่อยู่แนวทางผ่านได้รับน้ำพระพุทธมนต์ จากหลวงพ่อวัดต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย ทุกท่านควรได้ไปร่วมงานในวันปีใหม่ของไทย โดยหาโอกาสร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคลของเราต่อไป
( จาก .. หนังสือวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นจังหวัดระยอง ... อำนาจ มณีแสง )

ประเพณีตักบาตรเทโว
          ประเพณีการการตักบาตรเทโว มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล และปัจจุบันยังมีอยู่ ตาม พุทธประวัติ กล่าวว่า พรรษาที่ ๗ พระพุทธเจ้า เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ร่มไม้ปาริชาตในดาวดึงสเทวโลกเพื่อแสดงอภิธรรมโปรด พุทธมารดาออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ ทางบันไดแก้ว ซึ่งอยู่ท่ามกลางบันไดเงิน บันไดทอง ที่เมืองสังกัสสนคร ห้อมล้อมด้วยเหล่าเทพยดาทั้งหลาย พระอินทร์ถือบาตร มีสีคล้ายเมล็ดถั่วเขียวลงบันไดทองเบื้องขวา พระอินทร์ถือวัตรลงบันไดเงินเบื้องซ้ายขวา มาตุลีเทพบุตรถือ พิณดีดขับนำเสด็จลงบันไดเบื้องหน้า ท้าวสันดุสิตเทวราชกับท้าวสุยามเทวราชทรงพิพยจามร ถวายรำพายพัดทั้งซ้ายขวา มาตุลีเทพบุตรถือผอบทองเต็มไปด้วยดอกไม้โปรยปรายไปเบื้องหน้า เมื่อลงมาถึงเมืองสังกัสสนนคร ประชาชนได้ห้อมล้อมตักบาตรพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมหาศาล วันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเปิดโลกชาวนรก มนุษย์ สวรรค์ ได้เห็นกันหมดทุกภูมิ
          การตักบาตรเทโวของวัดพลงช้างเผือก ก็ได้ทำกันมาเป็นประเพณีตั้งแต่โบราณกาลแล้วแต่ไม่เอิกเกริก และเป็นพิธีการ เช่นปัจจุบันนี้ คือเช้าวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ พระสงฆ์ออกจากโบสถ์บิณฑบาตรอยู่ในบริเวณลานวัด แล้วขึ้นวัดเพื่อฉันภัตตาหารเป็นเสร็จพิธีการตักบาตรเทโว ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๗ พระครูใบฏีกามาลัย ได้ปรับปรุงพิธีการให้ดียิ่งขึ้นโดยจัดทำปราสาทจำลองสมมุติเป็นไพชยนต์มหาปราสาท พร้อมจัดผู้แต่งตัวสมมติเป็นพระอินทร์พระพรหม และเหล่าเทพยาดาทั้งหลายตามเสด็จ จัดให้มีผู้ถือเครื่องสูง เช่น บังแทรก บังสูรย์ เป็นต้น มีนางฟ้า นางสวรรค์โปรยข้าวตอกดอกไม้ เดินนำหน้าขบวน กับมีขุดเปรตตามหลังขบวน สำหรับชุดเปรตนี้ มีผู้บริจาคเงินให้บ้างเล็กน้อย ในปี พ . ศ . ๒๕๐๘ คุณ ระวี ปัญญายิ่ง สมัยดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดป่าประดู่ อำเภอ
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤษภาคม 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


๖๖๖ ชั้น ๑๕-๒๓ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม