องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณี บายศรีสู่ขวัญข้าว

วันที่ 29 มี.ค. 2559
 
รากวัฒนธรรมตามวิถีไทย | กระทรวงวัฒนธรรม

ชื่อประเพณี

ชื่อหลัก : ประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว
แหล่ง : - อำเภอ เขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว

ประเพณีเกี่ยวกับ

ความเชื่อ  -

ความเป็นมา (ภูมิหลัง/ความเชื่อ) /อัตลักษณ์ (ที่โดดเด่น) /ความสำคัญและคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน นั้นๆ

  • ความเป็นมา (ภูมิหลัง/ความเชื่อ)
  •  

    เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้มีพิธีจัดตั้งสภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว (นายนาวิญ ขันธหิรัญ) มาเป็นประธานเปิดงาน และนายอุดม โสมภีร์ ได้รับแต่งตังให้เป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบ ลงนามคำสั่งโดย นายอำนาจ บุญประเสริฐ ศึกษาธิการอำเภอเขาฉกรรจ์ ทำหน้าทีในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ให้สืบทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึงตำบลเขาสามสิบยังไม่มีประเพณีทีโดดเด่นประจำตำบลเขาสามสิบ เริ่มแรกนายอุดม โสมภีร์ จะขอเอาประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะ มาเป็นประเพณีประจำตำบลเขาสามสิบ แต่ประเพณีนี้เป็นประเพณีประจำตำบลเขาฉกรรจ์แล้ว ซึ่งแต่ละตำบลจะมีประเพณีทีไม่ซ้ำกัน จึงเสนอว่า ขอเอาประเพณีบวชนาคก็แล้วกัน แต่ก็ถูกปฏิเสธจากท่านประเสริฐ เนื่องจากมีคนบวชกันทั้งประเทศ จึงขอเวลาท่านศึกษานิเทศก์ ๒๐ นาที เพื่อทบทวนว่าเคยได้ยินได้เห็น คุณพ่อสุ่น โสมภีร์ ผู้เป็นบิดาที่อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเคยทำ นำพาประชาชนจัดทำประเพณีต่าง ๆ ตามตำนานของปู่ทวด ซึงท่านได้เขียนเป็นตำนานชื่อ โส อำแดง มัง, ภีร์ (สมัยก่อนยังไม่มีนามสกุล) ใช้อำแดงเป็นสัญลักษณ์ ว่า "เมีย” หรือ "ผัว” อย่างปู่ทวด ของนายอุดม โสมภีร์ ชื่อ นายโส เมียชื่อ มัง และภีร์ ( ท่านมีภรรยา ๒ คน) และท่านมีสูตรพรต่าง ๆ มากมาย ทั้งสูตรพร สูตรขวัญ ส่วนบุคคลหรือเฉพาะตัว ซึ่งการสูตรขวัญของประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวที่บรรพชนคนโบราณ ท่านได้จัดทำขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นกิจกรรมนำมนุษย์ชาติเราเข้าสู่คุณธรรม จริยธรรม ให้มีจิตสำนึกรู้บุญคุณรู้ค่า ซึ่งบัดนี้ได้หลงลืมไปและกำลังจะหลงใหลไปกับวัฒนธรรมทีเห็นแก่ตัว ลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอา เมื่อนายอุดม โสมภีร์ คิดเช่นนั้นจึงคิดเอาประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวกลับมาฟื้นฟูโดยจะให้ประเพณีมีความยั่งยืน และบูรณาการสืบไป จึงได้เรียนต่อท่านศึกษาธิการอำเภอว่า "ขอเอาประเพณีบายศรีสู่ขวัญแม่พระโพสพ” ซึงเป็นการสู่ขวัญหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยสมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่ถือว่าเป็นจารีตหนึ่งในฮีตสิบสอง ครองสิบสี่ อันเป็นกิจกรรมที่สังคมมนุษย์เราควรยึดถือปฏิบัติทุก ๆ ปี และท่านศึกษาธิการอำเภอก็ได้ตกลงและขอทราบวิธีดำเนินการและกำหนดวัน เดือน ที่จะจัดทำพิธี ตามตำนานเดิมท่านได้กำหนดไว้ให้เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ เอาข้าวเข้ายุ้งเข้าฉางเรียบร้อยจึงจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว ไม่ได้กำหนดวัน เดือนไว้ แต่ในที่นี้เป็นการฟืนฟูประเพณีวัฒนธรรม ประกอบกับความต้องการให้เป็นประเพณีที่ยั่งยืนและเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตามความประสงค์ นายอุดม โสมภีร์ จึงได้เรียนท่านศึกษาธิการขอกำหนดวันจัดทำประเพณีบายศรีสู่ขวัญแม่พระโพสพ เป็นวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ด้วย เหตุผล ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ คือ เดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ เป็นประเพณีทำบุญคำฟ้าของไทยพรวน ซึ่ง ผู้เขียนคือนาย อุดม โสมภีร์ มีพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย เคยปฏิบัติมา คือ นำข้าวใหม่มาแปรรูป เช่น ทำข้าวเม่า ข้าวฮาง ข้าวหลาม ข้าวจี่ ข้าวปุ้น (ขนมจีน) เป็นต้น นำไปทำบุญที่วัดและเอาไปแบ่งปันซึ่งกันและกัน ประการที ๒ คือ ประเพณีตรุษจีน จะมีการหยุดกิจการเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานคนงาน ลูกจ้าง ได้หยุดพักผ่อนเที่ยวเตร่ หาความสุขในวาระขึ้นปีใหม่ของคนจีน ๓ วัน ๕ วัน และ ๗ วัน ซึ่งเป็นโอกาสให้บุตรหลาน หนุ่มสาว แต่ละหมู่บ้านที่ไปทำงานอยู่ตามโรงงาน ห้างร้านต่าง ๆ ได้พักผ่อนกลับภูมิลำเนา ได้มารู้มาเห็น ได้มาร่วมคิดร่วมทำ เป็นกำลังสนับสนุนการจัดงานประเพณีแต่ละปี แต่ละหมู่บ้าน อันเป็นการร่วมด้วยช่วยกันคิด ช่วยกันทำนุบำรุง เพื่อศักดิ์ศรีของหมู่บ้านตน และได้กำหนดไว้ว่า จะไม่จัดอยู่ที่หมู่บ้านใด หมู่บ้านหนึ่งเพียงหมู่บ้านเดียว ต้องการให้ประเพณีนี้หมุนเวียนไปทุกหมู่บ้านในตำบลเขาสามสิบ นายอุดม โสมภีร์ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบ จึงได้ร่วมมือกับนายวรชัย ลบพื้น กำนันตำบลเขาสามสิบคนแรก โดยมีหลักการดำเนินงาน คือ ยึดหลักหมู่บ้านที่มีวัด หรือสำนักสงฆ์ ซึ่งหมู่บ้านไหนมีวัดหรือสำนักสงฆ์ สองหมู่บ้าน ก็ให้มาทำบุญที่เดียวกัน จัดครั้งเดียวในวาระรอบหนึ่ง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบวัดหรือสำนักสงฆ์อื่น ๆ ซึ่งวัด หรือสำนักสงฆ์จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน ทุกภาคีล้วนเป็นเจ้าของประเพณี เจ้าของวัฒนธรรมทุกคน ส่วนการนำประเพณีบายศรีสู่ขวัญแม่พระโพสพปีแรก ได้กำหนดวันขึ้น ๓ ค่า เดือน ๓ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ตรงกับวันที ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ จัดงานที่วัดคลองสิบสาม หมู่ ๓ ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นวัดนำร่อง เพราะวัดนี้ก่อตั้งเป็นศูนย์กลางของตำบลเขาสามสิบ และเป็นวัดที่เป็นสถานที่ฝึกอบรมเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่เสมอ รวมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรม และปฏิบัติธรรมของผู้สูงอายุ การดำเนินงานเป็นการเตรียมการอย่างกะทันหัน แต่ทางสภาวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว โดยการนำของท่านประธานสภาฯ นายสมเกียรติ ภู่ธรรมศิริ ได้นำพาคณะกรรมการและนักท่องเที่ยวเข้ามาชมพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว พร้อมด้วยนายธนาธิป พวงธนสาร เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมอำเภอเขาฉกรรจ์ นายอำนาจ บุญประเสริฐ ศึกษาธิการอำเภอ นายวีระวัฒน์ ชื่นวารินทร์ นายอำเภอเขาฉกรรจ์ ซึ่งทุกท่านที่มาชมงานต่างชื่นชอบและเห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม และขอให้สภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบดำเนินงานสืบต่อไป ผลของการจัดกิจกรรมในการดำเนินงานครั้งแรกในประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวหมู่บ้านนำร่องและได้รับตำแหน่งประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบเป็นคนแรก จึงเริ่มต้นของกิจกรรมการฟื้นฟูประเพณีที่ชุมชนเล็ก ๆ ได้ร่วมกันทำ โดยเริ่มต้นจากนายอุดม โสมภีร์ ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเขาสามสิบคนแรก ร่วมกับประชาชน หมู่ ๓ และหมู่ ๑๒ ตำบลเขาสามสิบ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญและทุนทางสังคม ปราศจากงบประมาณจากหน่วยงานใด ๆ วัดคลองสิบสาม นำข้าวเปลือกที่ชาวบ้านนำมาเข้าร่วมพิธีไปขายได้ปัจจัยเข้าวัด ๓๔,๙๐๐ บาท ใช้ฟางข้าวสมมุติเป็นแม่พระโพสพ กิจกรรมการเชิญขวัญข้าว ได้ฝึกเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองสิบสาม รำเซิงกระติ๊บข้าวไว้ไปเชิญขวัญข้าว จากท้องนาสู่มณฑลพิธี และนำเอารวงข้าวมาถักร้อยเรียงเป็นช่อฉัตร เป็นพวงระย้าอันเป็นกิจกรรมร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้างความสมานสามัคคีทีดีต่อกัน ผลที่คาดหวังของการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรม ๑. ความสมานสามัคคีทีดีของคนในตำบลเขาสามสิบ ๒. การแสวงหาภูมิปัญญาจากทุกหมู่บ้าน ทุกสาขาอาชีพ ในตำบลเขาสามสิบ ๓. การสร้างความภาคภูมิใจให้ทุกคนในตำบลได้มีประเพณีทีดีงาม ๔. ต้องการให้วัดทุกวัดในตำบลเขาสามสิบได้รับปัจจัยไว้ใช้จ่ายเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน สืบไป ๕. ต้องการให้เยาวชนได้เกิดจิตสำนึกในอันที่รู้จักกตัญญู รู้คุณค่าเพื่อนำพาตนเข้าสู่คุณธรรมจริยธรรม จากการที่นำเอาประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวมาฟื้นฟูเมือปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ขอนำประเพณีนี้เป็นประเพณีประจำจังหวัดสระแก้ว ด้วย และเมื่อครั้งที่นายอุดม โสมภีร์ ไปฝึกอบรมค่ายผู้นำชุมชนรวมใจสู้ภัยเศรษฐกิจ ๓ วัน เมื่อกลับถึงบ้าน ได้นึกถึงการฟื้นฟูประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว ที่ต้องการให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนให้ทุกคนเป็นเจ้าของมรดกนี้ จึงต้องการความมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาศัยพื้นที่นี้ทำมาหากินในอาชีพทำนา ให้รู้จักบุญคุณข้าว และเป็นแนวทางสร้างความสมานสามัคคี อันเป็นบ่อเกิดแห่งจริยธรรม คุณธรรม และได้นำปรัชญาพระราชทานมาใช้ จึงคิดว่าจะไม่จัดประเพณีอยู่ที่เดียว ต้องนำไปจัดอยู่ทุกวัดหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ วัดคลองสิบสามจึงเป็นวัดนำร่องที่จัด ประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว ซึ่งยังไม่ได้จัดพิธีอะไรใหญ่โตนัก ต่อมาได้มองหาวิธีการการจัดในปีต่อไปว่าจะจัดวัดใด และจัดในรูปแบบใด ทำอย่างไรจึงจะมีผู้มาร่วมงานให้มาก ทันใดนั้นก็นึกถึงปรัชญาร้อยเรียงไมตรีจากที่เคยอบรม เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนเห็นคุณค่าของข้าวที่ดำรงชีพอยู่ได้ ข้าวซึ่งโบราณได้ใช้ประเพณีวัฒนธรรมเป็นศิลป์และศาสตร์ในการปกครอง ดังนั้น เรากำลังฟื้นฟูเรื่องข้าวพอดี ควรเอาข้าวนี้เป็นเข็มร้อยเรียงคน เพื่อประโยชน์และเป็นคุณทั้งคนทั้งข้าว พูดถึงคุณประโยชน์ต่อคนคือได้ร่วมมือ ร่วมใจกันร้อยเรียง รวงข้าว เมล็ดข้าว อันเป็นกิจกรรมทีทำร่วมกันเป็น การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแสดงภูมิปัญญา ร่วมกันเป็นเหตุให้เกิดความรัก ความสามัคคี คิดช่วยเหลือซึงกันและ กัน ซึงเป็นหลักการทีสำคัญของชนชั้นการปกครอง ผลดีต่อข้าว (แม่พระโพสพ) ทำให้ประชาชนคนทั่วไป พร้อมด้วยเทพเจ้าเหล่าเทพยดา ตลอดท้าวมัฆวานเทวราช ได้รู้ ได้เห็นว่า ชาวตำบลเขาสามสิบนี้ล้วนเป็นผู้เคารพยกย่องเชิดชูข้าว อันมีแม่พระโพสพเป็นเทพเจ้าผู้เผ้าดูแลรักษาข้าวและพืชผล อยู่เป็นอย่างดียิ่ง ประวัติความเป็นมาของแม่โพสพ ความเชื่อเกี่ยวกับตำนานพระแม่โพสพ คำว่า "พระแม่โพสพ” ตามพจนานุกรมไทยฉบับ บัณฑิตยสถานว่าเป็นคำนาม หมายถึง เทพธิดาประจำนาข้าว หรือ เจ้าแม่แห่งข้าว ซึงเป็นที่มาของเรืองรับขวัญข้าว หรือประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวแม่โพสพ ตามประวัติความเป็นมา แม่โพสพเป็นธิดาที่เกิดมา จากความเชื่อกันมาในยุคกรีกถ่ายทอดมาทางอินเดียทางศาสนาพราหมณ์แพร่หลายมายังไทยตังแต่สมัยสุโขทัยยังเป็นราชธานี สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เทพเจ้าแม่โพสพเป็นธิดาแห่งความกรุณาปราณี กล่าวกันว่าเป็นพืชพันธุ์ชนิดหนึ่งทีใหญ่โตมากมีเปลือกอุดมสมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางอาหาร มนุษย์และสัตว์ใช้เพียงเปลือกเท่านั้นเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต แม่โพสพมีความสงสารและเอ็นดูมนุษย์และสัตว์มาก จึงอธิฐานแบ่งภาคตนเองออกเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นข้าวกล้านานาชนิด เช่น ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และพืชต่างๆ เช่น เผือก มัน บุก กลอย เป็นต้น แต่ละส่วนให้มีเนื้อในขาวบริสุทธิ์J มีคุณค่าทางอาหาร และสามารถให้ขยายพันธุ์ได้ทันทีและเพียงพอกับการเลี้ยงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และยังมีตำนานเกี่ยวกับพระแม่โพสพอีกหลายตำนาน ดังนั้น การทำขวัญข้าวมาจากความเชื่อทีว่า ข้าวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานและมีขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย การทำพลีกรรมนั้น พิธีการและกำหนดเวลาไม่ตรงกันทุกท้องถิ่นสุดแต่ความจำเป็นและความสะดวกของชาวนาเป็นสำคัญ การยึดถือที่แตกต่างกัน สิ่งของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีส่วนมากคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันบ้างก็เป็นของหาไม่ได้ในแต่ละท้องถิ่นนั้น แต่ละท้องที่ไทยเรารับเอาความเชื่อถือนี้มาจากศาสนาพราหมณ์ ได้ทำพลีกรรมบูชาแม่โพสพตามฤดูกาลรวม ๕ ครั้ง เรียกว่า ปัญจพลีกรรม คือ ๑. พลีกรรม ทำพิธีแรกนาขวัญก่อนทีจะเริ่มฤดูทำนา ๒. พลีกรรม ทำพิธีรับขวัญ เมือฤดูกาลเยี่ยมท้องนา ๓. พลีกรรม ทำพิธีรับขวัญข้าว เมื่อนำข้าวเข้าลาน ๔. พลีกรรม ทำพิธีเชิญแม่โพสพเข้าสู่ยุ้งฉาง ๕. พลีกรรม ทำพิธีบูชา เมือตักตวงข้าวเปลือกออกจากยุ้งฉาง ขั้นตอนการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะตักตวงซื้อขายหรือสีตำให้เป็นข้าวสาร ด้วยมีตำนานปราชญ์โบราณกล่าวเป็นนิทานชาดกไว้ว่า เมื่อโลกมนุษย์เราได้เย็นลง พืชสัตว์จึงจะดำรงอยู่ได้ทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ ทั้ง สามสิ่งนี้มีชีวิต มีความต้องการอาหาร ต้องการอากาศ ต้องการความเจริญเติบโตตามธรรมชาติ และเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำหรับสัตว์และมนุษย์ได้พึ่งพาอาศัยเป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัย พืชเป็นทรัพยากรธรรมชาติไร้จิตสำนึก ไร้วิญญาณ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษย์และสัตว์ในโลกเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นข้าว ส่วนมนุษย์และสรรพสัตว์ต่าง ๆ ในโลกนอกจากจะมีชีวิตแล้ว ยังมีจิตสำนึกเรียกว่า "จิตวิญญาณ” มีความอยากได้ อยากมี อยากดี อยากเด่น อยากเข่นฆ่า อยากโกรธ อยากเกลียด อยากเครียด อยากแค้น อยากเอา อยากหวง เป็นต้น ซึ่งตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาถือว่ามีรากเหง้าอกุศล ๓ คือ มีโทษะ มีโมหะ มีโลภะ ถ้าได้กระทำลงสังคมโลกมนุษย์เราเรียกว่า "ผู้ละเมิดธรรมที่คุ้มครองโลก” ธรรมที่คุ้มครองโลกคือ "หิริ” หรือความละอายต่อการกระทำโดยไม่คำนึงถึงธรรมข้อ "โอตะปะ” ซึ่งเป็นการกระทำที่สังคมมนุษย์ต้องเดือดร้อน เรียกว่า ผู้กระทำไม่มีความเกรงกลัวใด ๆ ที่สังคมหมู่ชนจะเดือดร้อน ด้วยเหตุนี้ บรรดาหมู่เทพเทวาบนสรวงสวรรค์ชั้นพรหมโลก ซี่งมีพระศิวะได้โปรดประทานให้เทพธิดาลงมาเป็นผู้เฝ้าดูแลปกป้องคุ้มครองพืชพันธุ์ธัญญาหารไว้ให้มนุษย์แบะสัตว์โลกได้แบ่งปันกันบริโภคด้วยความเอื้ออารี เช่นดัง แม่ผู้ดูแลเลี้ยงลูกด้วยความมีเมตตา ด้วยความเอื้ออาทร ต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ ด้วยเทพธิดา ผู้มีหน้าที่ เฝ้าดูแลรักษาอาทรประดุจดังมารดาเช่นนี้ ปราชญ์บัณฑิต จึงคิดยกย่องเชิดชูเทพธิดาประดุจดังแม่พระโพธิสัตว์ จึงเห็นควรยกย่องเชิดชูให้ดังคุณแม่พระธรณี คุณแม่พระคงคา จึงขอขนานนามว่าแม่พระโพสพ -

     

  • อัตลักษณ์ (ที่โดดเด่น)
  •  

    -

     

  • ความสำคัญและคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน นั้นๆ
  •  

    -

    การจัดงานเป็นประจำทุกปี

  • วันตามจันทรคติหรือสุริยคติ การจัดงานเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
  • งบประมาณที่ใช้

  • 400,000
  • ได้รับงบประมาณจาก
  • หน่วยงาน/องค์กร (หลัก)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเขาสามสิบ

  • จำนวนเงิน
  • 400,000

  • -
  • จำนวนเงิน
  • -

    จำนวนคนที่ร่วมงานประเพณี(ในปีที่ผ่านมา)

  • 1,500
  • ผู้จัด

  • หน่วยงานรับผิดชอบหลัก
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเขาสามสิบ

  • ชื่อ – สกุล (เลขานุการคณะกรรมการจัดงาน)
  • นางจิราพร ลีละศาสตร์

  • ที่อยู่
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเขาสามสิบ ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว

  • โทรศัพท์
  • 08 1865 7095

  • โทรสาร
  • 03 7243 823

  • หน่วยงาน/องค์กร/สถาบัน ที่ร่วมจัด
  • ที่ว่าการอำเภอเขาฉกรรจ์ สภาวัฒนธรรมตำบลเขาฉกรรจ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ โรงเรียนในเขตตำบลเขาสามสิบ

    การสร้างงานและรายได้

  • มีความสามารถในการผลิตเชิงปริมาณ พร้อมแสดง สาธิตและจำหน่ายในโอกาสต่างๆ
  •  

  • การสร้างงานและรายได้ (ต่อครอบครัว/ชุมชน)
  •  

    ที่เกี่ยวข้อง
     
    วัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว
    วิสัยทัศน์
    "เป็นองค์การที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการงานศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมในพื้นที่
    ภายใต้หลักธรรมาภิบาล”
    แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



    ปฏิทินกิจกรรม
    « มิถุนายน 2564 »
    อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
       1 2 3 4 5
    6 7 8 9 10 11 12
    13 14 15 16 17 18 19
    20 21 22 23 24 25 26
    27 28 29 30
    ดูปฏิทินทั้งหมด


    ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ชั้น ๒ ถนนสุวรรณศร ตำบลท่าเกษมอำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

    สายด่วนวัฒนธรรม
    Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม