ข้อมูลวัฒนธรรม >> สินค้าทางวัฒนธรรม
ผ้าเหยียบย้อมมะเกลือ (ลายลูกแก้ว)

วันที่ 25 เม.ย. 2561

    องค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม /ความสำคัญ 

                    การทอผ้าไหม  นับว่าเป็นกิจกรรมของครอบครัวชาวชนบทในท้องถิ่นที่ยึดถือปฏิบัติต่อกันมาแต่โบราณนับร้อยนับพันปีมาแล้ว  ซึ่งการทอผ้าไหมนั้น  นอกจากเป็น             อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผลิตเพื่อการ  นุ่งห่มแล้ว  ยังเป็นการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวชนบทมาตั้งแต่โบราณกาล  เนื่องจากเส้นไหม เป็นเส้นใยของสัตว์ที่มีความสวยงามเป็น         พิเศษอยู่ในตัว  ดังนั้นเมื่อทอออกมาแล้วก็จะได้ผ้าที่สวยงามเป็นเงาวับจับตาผู้พบเห็น  นอกจากความสวยงามในตัวเส้นไหมแล้ว           บรรพชนในอดีตได้ช่วยกันสร้างสรรค์ศิลปะที่วิจิตรพิสดารให้เกิดขึ้นบนผืนผ้าไหมอีกด้วย  ศิลปะอันงามวิจิตรนี้  ทำให้เกิดเทคนิคการ     ทอและลวดลายบนผืนผ้าไหมแบบต่างๆ มากมายหลายแบบ  ตั้งแต่ ผ้าไหมพื้นธรรมดา ย้อมสีธรรมชาติได้หลากหลาย  จนถึงพัฒนา     ให้เป็นผ้าลายต่างๆ เช่นผ้าหางกระรอก ผ้ายกดอก ผ้าขิด ผ้าตีนจก ผ้าลายน้ำไหล  นำเส้นไหมมามัดหมี่ทอให้เป็นลายต้นไม้                 ดอกไม้   สัญลักษณ์ต่างๆ  รูปคน และสัตว์ เป็นต้น  ซึ่งศิลปะบนลายผ้าไหมแต่ละแบบล้วนใช้เทคนิคในการทอที่แตกต่างกันไป

                   การรักษาเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องมีการสืบทอดอย่างถูกต้องและเข้าใจ อย่างลึกซึ้งไม่ใช่เข้าใจเพียงผิวเผินแล้วนำมาประยุคใช้จนกระทั่งลืมรากเหง้าของคติชนที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมอย่างแท้จริง การแต่งกาย ถือว่าเป็นวัฒนธรรมในวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของคนไทย ในอดีตผู้หญิงที่เข้าสู่วัยสาวหรือจะเข้าสู่วัยครองเรือนนั้น  จะต้องรู้จักทอผ้าและตัดเย็บเสื้อไว้ใช้เมื่อยามออกเรือน  โดยเฉพาะการตัดเย็บเสื้อที่เรียกว่า  "อาวเก๊บ"  ซึ่ง อาวเก็บนั้นต้องตัดเย็บให้เป็นและเทอแซวให้สวยงามเป็นพิเศษ มาถึงบัดนี้  กิจกรรมดังกล่าวกำลังจะหายไปจากสังคมทั้งที่เป็นสังคมเมืองและสังคมชนบท เพราะ วัฒนธรรมของชาติตะวันตกกำลังหลั่งไหลเข้ามามีอิทธิพลอย่างไม่หยุดยั้ง ครอบงำ  จนอาจจะเหลือเป็นเพียงตำนานก็เป็นได้  หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์  สืบสาน  ให้คงอยู่คู่กับชาติไทย ดังคำที่ว่า "ชาติใดก็ตามที่ถูกชาติอื่นครอบงำ ทางด้านวัฒนธรรมจนหมดสิ้น  ชาตินั้นก็จะสูญสิ้นความเป็นชาติไปในที่สุด ในทางตรงข้าม ชาติใดก็ตามที่สามารถดำรงความเป็นชาติของตนเองได้อย่างสง่างามนั้น เพราะประชาชนในชาติ  มีความรักและภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมประจำชาติของตน  จึงช่วยกันรักษาและหวงแหนศิลปวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ตลอดมา 

ผ้าเหยียบย้อมมะเกลือ (ลายลูกแก้ว) หรือผ้าเก็บย้อมสีธรรมชาติ จากผลมะเกลือ

                    ในสมัยโบราณ  ชาวไทยที่พูดภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาเขมรในเขตพื้นที่อำเภอห้วยทับทัน และอำเภอขุขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่  มักมีความพิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายเช่นเดียวกับคนในภูมิภาคอื่นๆ ของไทย โดยผู้ชายนุ่งผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้าลายโกนจะดอ คาดเอว หรือโพกหัว  ส่วนผู้หญิงนิยมสวมเสื้อเก๊บพาดบ่าด้วยผ้าสไบหรือผ้าเบี่ยง นุ่งผ้าถุงติดปะโบร และซัลเลิ้กไปร่วมงานบุญ งานเทศกาล ประเพณี ในวัด/หมู่บ้าน/ชุมชน เสื้อที่สวมใส่ ได้จากการตัดเย็บด้วยมือล้วนๆ (ไม่ได้เย็บด้วยจักร) โดยเฉพาะผ้านุ่งที่มีเอกลักษณ์มาแต่โบราณสวยงามมาก  ไม่ว่าจะเป็นผ้าเก๊บหรือผ้าไหมลายลูกแก้ว ลายสมอ ลายสกู ลายกระเนียว ลายอันปรม ลายโฮร ลายโกนจะดอ นำมาต่อหัวผ้านุ่งเรียกว่า "กะบาลซัมป๊วด" และต่อเชิงผ้านุ่ง  เรียกว่า "ปะโบร"  และที่ปะโบรนี้จะมีผ้าที่เรียกว่า "ผ้าสะเลิ๊ก " ทอจากฝ้ายติดต่อที่ปลายปะโบรเพื่อให้ผ้าไหมทิ้งตัวยิ่งขึ้น  เหตุที่ต้องต่อหัวผ้านุ่งและเชิงผ้าเนื่องจากผ้าทอในสมัยโบราณจะมีหน้าฟันกี่ที่แคบ เมื่อทอแล้วจะได้ผ้าหน้าแคบตามฟันกี่  เวลานุ่งจะมีขนาดสั้นจึงต้องใช้ผ้าเหล่านี้มาต่อให้ยาวขึ้นและยังทำให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้นด้วย  ปัจจุบันการผลิตหน้าฟันกี่มีความกว้างมากขึ้น ทำให้ผ้ามีความกว้างพอเหมาะกับผู้สวมใส่  จึงนำหัวผ้านุ่งมาเป็นผ้าสไบแทน 

                  ในปัจจุบัน  ส่วนราชการได้ส่งเสริมให้ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนแต่งกายด้วยผ้าไทยพื้นเมืองโบราณ  เพื่อรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายเขมร ในช่วงเทศกาลแซนโฎนตา (เดือนสิงหาคม–กันยายน) การทอผ้าไหมแบบพื้นบ้าน ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยในท้องถิ่น ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มีความผูกพัน เกี่ยวข้องกับชีวิตและจิตใจ และนับได้ว่าส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวชนบท  สมัยก่อนชาวบ้านจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอง  ปลูกฝ้ายเอง ทอเอง ตัดเย็บเครื่องนุ่งห่มใช้ในครัวเรือนเอง  ซึ่งแต่ละท้องที่แต่ละชุมชนก็จะมีภูมิปัญญาในการผลิต การถักทอ อันเป็นอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะการย้อมสีผ้าไหม ซึ่งในอดีตจะใช้วัตถุดิบธรรมชาติในการย้อมสีผ้าไหมด้วยกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณส่วนมากใช้สีที่ได้จากเปลือก  ราก ใบ ดอก แก่น หรือผลของต้นไม้  โดยผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ  เช่น  ด่าง เกลือ  เป็นต้น

ผ้าเหยียบย้อมมะเกลือ (ลายลูกแก้ว)

                    มะเกลือ  เป็นพันธ์ไม้วงศ์เดียวกันกับมะพลับและตะโก  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่  ลำต้นตรง  เปลือกนอกสีดำ  แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ  ใบเดี่ยวรูปไข่สีเขียวเข้ม  เรียงสลับกัน  ออกดอกตามซอกใบ เป็นช่อและดอกเดี่ยว มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ดอกตัวผู้เป็นช่อสั้นๆ ออกตามง่ามใบ ใน ๑ ช่อ มีประมาณ ๒-๓ ดอก ดอกตัวเมียออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกตัวผู้และตัวเมียมีสีเขียวอมเหลือง ดอกตัวเมียมีกลีบรองกลีบดอกคงทนและขยายใหญ่เมื่อเป็นผลจะออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน มีผลกลม ผิวเรียบ สีเขียวอมเทา เมื่อผลสุก ผิวผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเทา ภายในมีเมล็ด ๔-๕ เมล็ด มีเนื้อนิ่มๆ     สีเหลือง รสหวาน เฝื่อน    

              ผลมะเกลือ  เมื่อสุกเต็มที่ผิวเปลือกจะเป็นสีเหลือง  ผลดิบเมื่อนำมาบด หรือตำจะเป็นสีดำ  ใช้ย้อมผ้า  เรียกว่า "ผ้าย้อมมะเกลือ ผลมะเกลือจะแก่พอดีในการใช้ย้อมผ้าในระหว่างเดือน  มิถุนายน-กันยายน

ขั้นตอนการย้อมผ้า     

 

 

           เตรียมน้ำมะเกลือ  เก็บผลมะเกลือที่แก่จัด  ลงมาปลิดขั้วออก  ในการย้อมแต่ละครั้งใช้มะเกลือประมาณ ๑ กิโลกรัม ย้อมเสื้อได้ประมาณ ๑๐-๑๕ ตัว นำไปตำในครก ตำข้าว  เมื่อมะเกลือแตกละเอียดจะได้เนื้อมะเกลือที่เป็นสีเหลืองนวล  แล้วนำไปละลายกับน้ำ ประมาณ    ลิตร  จะได้น้ำมะเกลือสีเหลืองนวลและเป็นฟองขึ้น  นำเสื้อหรือผ้าที่เตรียมไว้  ลงไปในน้ำมะเกลือ แล้วขยี้ให้ทั่ว  ทีละตัว ยกขึ้น นำไปตากบนพื้นดินเรียบ เพื่อให้ผ้าไหมอุ้มน้ำยางมะเกลือและค่อยๆ ไหลลงดิน ทำให้สีดำติดผ้าเร็วขึ้น และแห้ง พร้อมกันทั้งผืน ถ้าตากบนราว จะทำให้น้ำยางมะเกลือไหลจากบนลงล่างและเร็วกว่าบนดิน สีที่ติดไม่สม่ำเสมอ เมื่อผ้าแห้งพอหมาดๆ ยกขึ้นตากบนราวไม้ให้แห้งสนิทและนำลงไปย้อมในน้ำมะเกลือใหม่ ทำซ้ำๆ ประมาณ ๖-ครั้ง ตามกรรมวิธีเดิม ใช้เวลาใช้เวลาประมาณ ๒ วัน จึงนำไปนึ่งครั้งหนึ่ง ในขั้นตอนในการย้อมครั้งสุดท้าย คือประมาณครั้งที่ ๑๕ จะนำพืชสมุนไพร จะนำพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในท้องถิ่น ไปตำร่วมกับมะเกลือเพื่อให้ได้สีดำที่ติดทนนานเป็นเงางาม และมีกลิ่นหอม

    ขั้นตอนการนึ่งผ้า 

          นำไม้กากบาท ลงในปิ๊บ ใส่น้ำให้ท่วมก้นปิ๊บประมาณ ๒๐ เซนติเมตร  ใช้ตะแกรงไม้ไผ่วางบนไม้กากบาทเพื่อรองผ้าที่จะนำ   ไปนึ่ง  รองพื้นด้วยใบขมิ้นหรือใบไพลอีกชั้นหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผ้าติดกับปิ๊บ ซึ่งอาจทำให้ผ้าไหม้หรือกรอบได้  โรยด้วยสมุนไพรหอมและกากมะเกลือ นำผ้าชิ้นที่ ๑ วางลงไป  โรย กากมะเกลือลงบนผ้า  แล้วนำผ้าชิ้นที่ ๒-๘  วางลงไปด้วยกรรมวิธีเช่นเดิม  เต็มปิ้บพอดี  ดึงปลาย  ใบขมิ้นที่รองพื้นจากด้านข้างปิ้บที่เหลืออยู่ขึ้นมาปิดให้มิด  ใช้ฝาหม้อดินปิดทับ  เพื่อให้ควันระอุทั่วผ้าที่อยู่ในปิ๊บ นำขึ้นเตา ก่อไฟนึ่งจนกว่าจะมีควันขึ้นทั่วทั้งปิ๊ป ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงนำออกมาสลัดกากมะเกลือออกให้หมด นำไปตากแดด และทำการย้อมใหม่ ตามกระบวนการ ขั้นตอนเดิม  ทำเช่นนี้อยู่ประมาณ ๑๐-๑๕  ครั้ง  โดยทำการย้อมอย่างน้อย ๕-๖ ครั้ง  นึ่งครั้งหนึ่ง  ผ้าถึงจะได้สีดำสนิท  ติดทนนาน เป็นเงางาม  เมื่อทำการย้อมครั้งสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย นำไปนึ่ง ใ ห้นำเดือดควันขึ้นทั่วปิ๊ป  แล้วนำออกไปซักด้วยผงซักฟอก  ล้างด้วยน้ำสะอาด  นำไปตากบนราวไม้ให้แห้ง

ขั้นการเทอแซว

      การเทอแซว ป็นขั้นตอนการเย็บตะเข็บผ้าแต่ละด้านติดเข้ากันให้เป็นรูปทรงเสื้อโดยจะใช้ด้ายไหมหลากสี เช่น ขาว แดง ส้ม เขียว น้ำเงิน ตรงส่วนที่เย็บตะเข็บนี้ คนพื้นเมืองที่พูดภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาเขมรเรี่ยกว่า "เทอเเซว (การเย็บหรือถักตะเข็บลายตีนตะขาบ)" ซึ่งไหมที่เย็บเป็นเส้นจะตัดสีของเสื้อดูสะดุดตาสวยงาม และที่คอเสื้อจะทำเป็นลวดลายตามจินตนาการของผู้ใช้  โดยใช้เข็มเย็บผ้าและเส้นไหมสีต่างๆ  เช่นสีขาว แดง ชมพู เหลือง  มาถักเพื่อต่อตัว ต่อแขน ติดกระเป๋า  ให้เป็นตัวเสื้อที่สวมใส่  ด้วยลวดลายที่แตกต่างกัน ส่วนเส้นไหมที่ใช้ถักต่อ ใช้เส้นไหม ๘ เส้น  มาควบโดยวิธีง่ายๆ  คือ  นั่งลงราบกับพื้น  ยื่นขาซ้ายหรือขวาแล้วแต่ถนัดออกไปข้างหน้า  นำเส้นไหม ๘ เส้น มาเกาะที่ปลายนิ้วโป้งที่ยื่นออกไป ดึงปลายเส้นไหมทั้งสองข้างเข้าหาตัวเองจะได้เส้นไหม ๑๖ เส้น  ยื่นขาอีกด้านหนึ่งออกไปวางเส้นไหมลงตรงที่ถนัด ใช้ฝ่ามือด้านขวาหรือซ้ายแล้วแต่ถนัด กดแล้วรูดไปมา มืออีกด้านหนึ่งดึงเส้นไหมให้ตึงสอดนิ้วเข้าระหว่างเส้นไหมทั้งสองด้าน จนเส้นไหมควบรวมเป็นสองเส้น ค่อยๆลากนิ้วมือที่สอดระหว่างเส้นไหมทั้งสองด้านไปหานิ้วหัวแม่เท้าจะได้เส้นไหมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ถักต่อด้านข้างทั้งสองข้าง แขนทั้งสองข้างให้ติดเป็นตัวเสื้อด้วยลายตีนตะขาบ โดยด้านข้างของตัวเสื้อทั้งสองข้าง จะเหลือไว้ประมาณ ๑๕-๒๐  เซนติเมตร  ให้เป็นเหมือนตัวเสื้อที่ผ่าด้านล่างถักต่อติดกระเป๋าและชายตัวเสื้อด้านหน้าและด้านข้างด้ายลายขามดแดงปักลายชายเสื้อด้านข้างที่เหลือด้วยลายขามดแดงเดินเส้น  ให้เป็นลวดลายด้วยสีที่ต้องการ  ปักดอกพิกุล  ระหว่าง  ลายขามดแดงเป็นลายปักเดินเส้นเพื่อความสวยงาม

          ติดกระดุมที่ทำจากเงินพดด้วงภาษาในท้องถิ่น (เขมร) เรียกว่า "ปรักดม "  มีจำนวนตั้งแต่ ๕ ถึง ๑๒ เม็ด  ซึ่งเม็ดเงินที่ติดบนเสื้อนี้จะบ่งบอกถึงฐานะความมั่งคั่งของคนสวมใส่ ขนาดของเม็ดเงินก็จะแตกต่างกันออกไป และเสื้อดังกล่าวจะมีน้ำหนักมากจากความหนาของเนื้อผ้าแล้วบวกกับน้ำหนักของจำนวนเม็ดเงินที่ติด  คนพื้นเมืองที่พูดภาษาเขมรโบราณจึงมีความเชื่อว่า" ยิ่งร่ำรวยมั่งมีมากเท่าใดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบยิ่งมีมากเท่านั้น" เมื่อใส่เสื้อนี้แล้วจะเป็นการเตือนสติทุกครั้ง เพราะความหนักของเสื้อ  ส่วนผู้มีฐานะยากจนก็ร้อยเชือกผูกเอา  จะได้เสื้อหรือผ้าไหมลายลูกแก้วย้อมมะเกลือ ซึ่งเป็นผ้าโบราณที่เกิดจากภูมิปัญญาดั้งเดิม  สืบทอดจากบรรพบุรุษ  ที่เรียกว่า "เสื้อโบราณ หรือ "อาวเก๊บ  ในสมัยก่อน  เสื้อหรือจะเป็นสีดำสนิท ปัจจุบันเพื่อให้เป็นไปตามสมัยนิยมจึงได้พัฒนาด้วยการถักทอลวดลายใส่สีต่างๆ ให้มีความวิจิตรบรรจง สะดุดตา มากยิ่งขึ้น ดังที่เห็น  นำไปอบด้วยปะการันเจก (ดอกลำเจียก  เป็นดอกไม้ที่หอมมาก  ชาวไทยเชื้อสายเขมรจะเอาเกสรมาทาหน้า  คล้ายกับแป้งฝุ่น) เพื่อให้ได้กลิ่นหอม

     สร้างรายได้ให้กับตนเอง/ชุมชนอย่างไรบ้าง

           ผลิตภัณฑ์ผ้าเหยียบย้อมมะเกลือ (ลายลูกแก้ว) เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเป็นอย่างมาก  สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น  เนื่องจากมีการรวมกลุ่มในการผลิต  มีการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ สอดคล้องกับวัฒนธรรมในพื้นที่  โดยราคาจำหน่ายของแต่ละตัวขึ้นอยู่กับการทอผ้าและการแซวผ้า ราคาจำหน่ายบางตัวสูงถึง ๕,๐๐๐ บาท ปัจจุบันผ้าเหยียบย้อมมะเกลือ  มีการพัฒนาการผลิตขึ้นเพื่อเข้าสู่ตลาดในระดับประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการย้อม  รูปแบบเสื้อ  การแซวผ้าให้มีลวดลายสวยงามมากยิ่งขึ้น  ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน  ผ้าเหยียบย้อมมะเหลือ (ลายลูกแก้ว)  จึงเป็นที่นิยมในการสวมใส่  ทั้งชาวไทยเชื้อสายเขมร  ชาวจังหวัดศรีสะเกษ  และจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤษภาคม 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ (อาคารศาลาประชาคม) ถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐ โทร.๐-๔๕๖๑-๗๘๑๑-๑๒

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม