ข้อมูลวัฒนธรรม >> มรดกทางวัฒนธรรม
สะไน

วันที่ 30 เม.ย. 2561

ผลิตภัณฑ์ สะไน
แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์    สะไน เป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ของชนเผ่าเยอ ทำมาจากเขาควาย มีลักษณะการเป่าเเละเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในอดีตชาวเยอเชื่อกันว่าการเป่าสะไนเป็นการเป่าบูชาสังขช์ และเมื่อเป่าสะไนแล้วภูตผีปีศาจ จะไม่มาทำร้าย ปัจจุบันสะไนใช้เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นร่วมกันวงโปงลางวงดนตรีพื้นบ้านและวงดนตรีสากลและพัฒนาเพื่อทำเป็นของฝาก ของที่ระลึก
ข้อมูลผู้ติดต่อ นายวิทิต กตะศิลา
ที่อยู่ ๑๘๓ ม.๑๔ ต.เมืองคง  อ.ราษ๊ไศล  จ.ศรีสะเกษ
โทรศัพท์ ๐๘ ๕๗๖๗ ๗๓๔๕

องค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม / ความสำคัญ

 ชาวเยอ เป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมร เรียกตนเองว่า กวย มีความหมายว่า คน หากจัดกลุ่มแล้ว ชาวเยอจัดอยู่ในกลุ่มของชาวกูย มีภาษาพูดภาษาเดียวกัน ซึ่งมีเพียงบางคำเท่านั้นที่แตกต่างกัน

 ชาวเยอ เป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากเมืองคง แคว้นหลวงพระบางและเมืองอัตปือ แคว้นจำปาสัก ประเทศลาว โดยการนำของพญากตะศิลา เป็นหัวหน้านำคนเผ่าเยออพยพมาโดยทางเรือ ล่องมาตามแม่น้ำโขง และแม่น้ำมูล การตั้งหมู่บ้านส่วนใหญ่จะตั้งในเขตใกล้ลำน้ำหรือลำห้วย โดยเมื่อชาวเยอเดินทางมาถึงเขตเมืองศรีสะเกษ ได้แบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มลำน้ำเสียว ริมฝั่งแม่น้ำมูล บ้านโนนแกด บ้านขมิ้น อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านโพธิ์ศรี ตำบลโนนเพ็ก อำเภอพยุห์ อีกหลุ่มหนึ่งนำโดยของพญากตะศิลาเดินทางไปตั้งเมืองคงโคก หรือเมืองคง ที่ราบลุ่มห้วยทา ซึ่งห้วยทาจะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ และเป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อค้าขาย ประกอบด้วยบ้านกุง บ้านวังไฮ บ้านขาม บ้านกลาง บ้านจิก บ้านเมืองคง บ้านท่าโพธิ์ บ้านใหญ่ บ้านกลาง บ้านโนน บ้านร่องอโศก บ้านหลุบโมก บ้านดอนเรือ บ้านหนองบาก บ้านหว้าน อำเภอราษีไศล ในปัจจุบัน มูลเหตุของการตั้งชื่อเมืองคงอาจมาจากการที่พื้นที่เหล่านี้ มีป่ามะม่วง หรือมีการปลูกต้นไม้ผล เช่น ขนุน มะม่วง มะนาว มะพร้าว ฯลฯ เป็นจำนวนมาก จึงเรียกเมืองตนเองว่า เมืองเยาะค็อง และเพี้ยนเป็นเมืองคองเมืองคง ในที่สุด

           จุดเด่นที่น่าสนใจ คือชาวเยอแต่ละหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ มีความเหนียวแน่นในการรักษาธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมทางภาษาของกลุ่มชนไว้เป็นอย่างดี ในหมู่บ้านชาวเยอทุกหมู่บ้าน จะพูดภาษาเยอ ชาวลาวหรือคนหมู่บ้านอื่นที่มาตั้งหลักฐานในหมู่บ้านจะเปลี่ยนจากภาษาพูดเดิมของตนมาพูดภาษาเยอและปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวเยอด้วย

               เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชาวเยอ ได้แก่ สะไน เครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ทำมาจากเขาควาย แต่เดิมใช้เป่าก่อนการเดินเรือ ออกรบ หรือออกล่าสัตว์   

ความเชื่อเกี่ยวกับสะไน

             สะไน เป็นภาษาเขมร แปลว่า"เขาสัตว์ถ้าเป็นเขาควายก็จะเรียกว่า"สะไนกะไบสะไนเป็นเครื่องเป่าของชาวเยอทำจากเขาสัตว์ โดยทำจากเขาควาย เรียกเป็นภาษาเยอว่า ซั้ง หรือ ซั้งไน การที่ชาวเยอนิยมนำเขาควายมาทำสะไนเนื่องจากเขาควายมีรูลึกตั้งแต่โคนเขาจนถึงปลายเขาทำให้เจาะรูจากปลายเขาได้ง่าย ส่วนเขาวัวนั้นรูจากโคนเขาถึงปลายเขาไม่ลึกพอจึงไม่นิยม ลิ้นของสะไนทำมาจากไม้ไผ่ใช้ยางไม้ติดเข้ากับตัวเขา ระหว่างปากลำโพงกับปลายเขา

           การเป่าสะไนถือได้ว่าเป็นการสร้างเสียงเพื่อสนองต่อความต้องการของมนุษย์ โดยเสียงที่สร้างขึ้นไม่ได้มีความหมายตามหลักการของทฤษฎีทางดนตรีแต่อย่างใด (ไม่มีระบบโน้ตที่แน่นอน) เสียงการเป่าสะไนเป็นเสียงที่มีความดังเกินตัว (เสียงดังขนาดเล็ก) มนุษย์เมื่อได้พบเจอสิ่งใดที่ดูแล้วหน้าเกรงขาม ย่อมยกย่องให้สิ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนความรู้สึกว่าดี ปลอดภัย อุดมสมบูรณ์ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีปรากฏการณ์ที่สำคัญยืนยันว่ามันจะนำมาซึ่งความสงบ ความยินดีของตนจริง เรียกว่า ภูมิปัญญา เสียงสะไนจึงเป็นเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์
ฟังแล้วดูหน้าเกรงขาม เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเล็กๆแต่เสียงนั้นใหญ่เกินตัวมาก

          เสียงของสะไนยังเป็นเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ปราบผีได้ หากที่ใดมีคำล่ำลือเกี่ยวกับความดุร้ายหรือความเฮี้ยนของผีสาง นางไม้ ถ้าได้เป่าสะไนบริเวณนั้นจะทำให้ผี เงือก นาค ภูตผีปีศาจ ยอมสยบไม่กล้าอาละวาดหลอกใคร ไม่มาทำร้ายคนอีก พร้อมกันนี้จะทำให้ผีเจ้าป่าเจ้าเขาช่วยดูแลคุ้มครองรักษาชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย ในสมัยก่อนเมื่อชาวเยอมีการเดินทางไกลต้องผ่านป่าเขา ถ้าหากเดินทางไปไม่ถึงที่หมายจำเป็นต้องนอนค้างแรมกลางป่าเขาต้องเอาสะไนติดตัวไปด้วย ถ้ายามค่ำคืนจะเอาสะไนออกมาเป่าเพื่อเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางผีป่าผีเขาให้ช่วยดูแลรักษา ถ้าเป่าสะไนแล้วสัตว์ป่าก็จะไม่มาทำร้าย

           ในสังคมวัฒนธรรมที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น ส่วยและเขมรจะใช้สะไน เป็นเครื่องเป่าให้สัญญาณเวลาออกไปคล้องช้าง โดยเสียงสะไนที่เป่าแต่ละครั้งหรือแต่ละเสียง จะมีความหมายเป็นที่รู้จักกันในหมู่คณะ ลักษณะดังกล่าวจึงเหมือนเครื่องดนตรีอย่างหนึ่งของชนเผ่า กะตู ในเขตพื้นที่แขวงสาละวัน ประเทศลาว เรียก ตะโล เป็นเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ไผ่ แต่ตัดตรงกลางกระบอกไม่ไผ่เพื่อทำลิ้นเวลาเป่าจะดูดเข้าหรือเป่าออกก็ได้ ใช้เวลาออกจับช้างเพื่อบอกสัญญาณให้เพื่อนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น โดยการเป่าแต่ละครั้งแต่ละแบบจะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น เป่าหนึ่งครั้ง กำลังเดินหน้า เป่าสองครั้งเรียกมากินข้าว เป่าติดต่อกันหลายๆ ครั้ง
ไม่หยุดหมายถึงกำลังได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น
 

            การใช้สะไนของชาวส่วย เขมร และการใช้ตะโลของขาวตะกู อาจกล่าวได้ว่าเป็น รหัสลับ คนที่จะรู้รหัสลับนี้ได้ต้องเป็นพวกเดียวกันเท่านั้น แต่ในสังคมวัฒนธรรมเยอไม่มีความเกี่ยวข้องกับช้างโดยตรงเหมือนชาวเขมร การใช้สะไนของชาวเยอจึงเป็นเครื่องเป่า ที่เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของการกำเนิด สังข์ การเป่าสะไนจึงเป็นการเป่าเพื่อบูชาสังข์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์แบบสังข์ และใช้ลิ้นแบบเดียวกับสังข์ ชาวเยอยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องเป่านี้ว่า ในโลกนี้มีเครื่องเป่าอยู่ ๓ แบบ ตามความเชื่อของชาวเยอ คือ หอยสังข์ มีพระนารายณ์เป็นผู้สร้างถือว่าเป็นเครื่องเป่าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด รองลงมาคือสังข์ไน (สะไน) เป็นเครื่องเป่าของกลุ่มชนเผ่าเยอ มีความศักดิ์สิทธิ์รองลงมาจากหอยสังข์ เนื่องจากเป็นเครื่องเป่าที่ทำจากเขาควายแต่ใช้ลิ้นสังข์ สุดท้ายคือ แตรสังข์ (แตรเขาสัตว์) เป็นเครื่องเป่าที่ทำจากเขาควายเหมือนกันแต่ไม่ได้ใช้ลิ้นสังข์ คือเป่าจากปลายเขามักจะใช้เป็นสัญญาณในการสื่อสารการเดินเรือสิ้นค้าที่มีน้ำไหลเชี่ยวและสายน้ำมีความคดโค้งจะมีการเป่าแตรสังข์ เพื่อไม่ให้เรือชนกัน ชาวเยอมีนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับการกำเนิดสังข์ และการกำเนิดสะไน คือเรื่อง พระเจ้าสร้างโลกกับความเป็นมาของสังข์และสะไน

             ชาวเยอโบราณมีคำสอนเกี่ยวกับการเป่าสะไนและมีฤดูกาลสำหรับการเป่าสะไนไว้ว่า ถ้า
จะเป่าสะไนต้องเป่าตั้งแต่เดือน 8 ค้อย (เดือนกรกฎาคมจะเข้าสิงหาคม) จนถึงเดือนอ้ายค้อย (เดือนธันวาคมจะเข้าเดือนมกราคม) ถ้านอกจากระยะเวลาดังกล่าวห้ามเป่าสะไน เพราะมันจะทำให้ "ฝนตก ฟ้าผ่ากลางวันหรือเกิดสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ขึ้นในหมู่บ้าน แต่ถ้าเป่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนจะเป็นการเป่าเพื่อบูชาหอยและยังเป็นการป้องกันไม่ให้ฟ้าผ่าด้วย ความเชื่อดังกล่าวมักจะพบเห็นในสังคมวัฒนธรรมอีสานทั่ว ๆ ไป เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หากนำมาทำเล่นเพื่อความสนุกสนานโดยไม่รู้จักกาลเทศะย่อมเป็นสิ่งไม่ดี จึงมีกฎข้อห้ามต่างๆ ไว้ ฉะนั้นการเป่าสะไนจึงต้องเป่าเฉพาะโอกาสที่สำคัญหรือในยามที่จำเป็นเท่านั้น จึงแสดงให้เห็นว่าสะไนคือเครื่องเป่าที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ของเล่นที่จะนำมาเป่าเพื่อความบันเทิงหรือเพื่อความสนุกสนาน การเป่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนแปดถึงเดือนอ้ายนั้นมีการให้เหตุผลตามความเชื่อว่า เป็นการเป่าเพื่อบูชาหอย (สังข์) เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่หอยกำลังผสมพันธุ์ถ้าเป่าในช่วงนี้จะทำให้หอยมีการเจริญพันธุ์และขยายพันธุ์ดี และอีกอย่างการเป่าสะไนจะทำให้ฝนตกหากเป่าในช่วงนี้ก็จะเป็นผลดีต่อพืชพันธุ์น้ำท่าอุดมสมบูรณ์แต่ถ้าเป่านอกฤดูกาลจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าวที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนอ้ายถึงเดือนสาม และช่วงนี้เป็นช่วงที่หอยจำศีลด้วยจึงห้ามเป่าสะไน

           ตามหลักความเชื่อของชาวเยอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอราษีไศล สะไน เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรม หรือกิจกรรมที่สำคัญเท่านั้น เช่น พิธีกรรมบวงสรวงพญากตะศิลา การแข่งเรือยาว และเป็นการเป่าเพื่อบูชาสังข์ ไม่นิยมนำมาเป่าเล่นเพื่อผ่อนคลายหรือบันเทิงใดๆ ตามที่ครูเฒ่าเผ่าเยอได้เล่าติดต่อกันมาว่า สะไนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญมาก ที่เป็นเครื่องเป่าอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู แม้กระทั่งในสังคมไทยก็นับถือว่า สังข์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เช่น ในพระราชพิธีที่สำคัญจะมีการเป่าสังข์ก่อน เพื่อเป็นการบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเหล่าทวยเทวดาทั้งหลาย ถ้าเป็นงานมงคลระดับชาวบ้านประชาชนทั่วไปก็มีการนำสังข์มาประกอบพิธี เช่น การตั้งศาลพระภูมิ การรดน้ำสังข์คู่แต่งงาน เป็นต้น เมื่อชาวเยอมีความเชื่อว่าสะไนกับสังข์มีความเกี่ยวข้องกัน จึงมีการเป่าสะไนเพื่อเป็นการบูชาสังข์ (ในภาษาเยอเรียก ซั้ง "ปรงซั้ง” แปลว่า "เป่าสังข์”) 

           นอกจากนี้แล้วยังมีการนำสะไนมาเป่าเพื่อบูชาพระแม่ธรณีและพระแม่คงคาในประเพณีการแข่งเรือ (ส่วงเรือ) หรือเมื่อมีการเดิน    ทางไกลก็จะมีการเป่าสะไนก่อนออกเดินทางเพื่อให้เกิดโชคเดินทางปลอดภัยและได้รับความสำเร็จในการประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะถ้าเดินทางกลางป่าก็จะนำสะไนติดตัวไปด้วย เพราะชาวเยอเชื่อว่าสัตว์ป่าทั้งหลายถ้าได้ยินเสียงสะไนแล้วจะไม่เข้ามาทำร้าย และถ้าเป่าสะไนจะเป็น

การบอกกล่าวให้ทวยเทวดาอารักข์ทั้งหลายมาปกป้องดูแลไม่ให้เกิดอันตรายใด

             ในสมัยโบราณมีเรื่องจากผู้เฒ่าเผ่าเยอว่า บรรพบุรุษของคนเยอถ้าจำเป็นต้องออกรบทำศึกสงครามกับเมืองไหนจะต้องมีการเป่าสะไนก่อนเพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย โดยเชื่อว่าเสียงของสะไนจะทำให้ได้รับชัยชนะกลับมาหรือถ้าหากแพ้ก็จะสามารถหนีเอาตัวรอดกลับมาได้

          ปัจจุบันมีรูปปั้นพญากตะศิลาที่บึงคงโคก บ้านหลุบโมก ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นที่เคารพของชาวเยอ ด้วยจิตใจที่ระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษชาวเยอในอำเภอราษีไศล ที่อุตสาหะ อดทน อพยพมาโดยทางเรือ จากแคว้นหลวงพระบางและเมืองอัตปือ แคว้นจำปาสัก ประเทศลาว ล่องมาตามแม่น้ำโขง และแม่น้ำมูลจนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน จึงได้จัดงานรำลึกถึงพญากตะศิลา ผู้นำชนเผ่าเยอและมีการบวงสรวงในวันเพ็ญเดือนสามทุกปี

สร้างรายได้ให้กับตนเอง/ชุมชนอย่างไรบ้าง

                   การก่อตั้งวงดนตรีสะไนใจเยอขึ้นมานั้น  นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไปแล้วก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วย นายวิทิต   กตะศิลา ผู้ริเริ่มก่อตั้งวงสะไนใจเยอ กล่าวว่า "การก่อตั้งวงสะไนใจเยอ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงแบบชาวเยอให้คงอยู่คู่ลูกคู่หลานสืบไป  นับว่าเป็นการละเล่นที่แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีของชุมชน แต่ในระยะหลังมาได้มีการเชิญให้ไปแสดงยังส่วนราชการ หรือหน่วยงานต่างๆ ทำให้เด็ก และชาวบ้านที่แสดงอยู่ในวงมีรายได้พิเศษ  นอกจากการประกอบอาชีพหลักมากยิ่งขึ้น

     
pic
pic

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« มกราคม 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
       1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ (อาคารศาลาประชาคม) ถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐ โทร.๐-๔๕๖๑-๗๘๑๑-๑๒

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม