แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม


 
แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
สถานที่ท่องเที่ยว
รายละเอียด

ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ
     ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกถนนเทพา ตัดกับถนนหลักเมือง ศาลหลักเมือง 
(หลังใหม่)  สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ในสมัย นายจำลอง ราษฎร์ประเสริฐ 
เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
     ลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมยกฐานสูง หลังคาทรงไทยจตุรมุข กรุด้วย หินอ่อนทั้งหลัง  
ส่วนจั่วด้านทิศใต้ประดิษฐานตรา "กาญจนาภิเษก" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ เนื่องในวโรกาส ที่พระบาท-
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองศิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี

พระธาตุเรืองรอง
     
ตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๓๗๓
สายศรีสะเกษ-ยางชุมน้อย ประมาณ ๗.๕ กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นโดยผสมศิลปะ อีสานใต้สี่เผ่าไทยได้แก่ ลาว ส่วย เขมร เยอ มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว พระธาตุมีความสูง ๔๙ เมตร แบ่งออกเป็น๖ ชั้น ชั้นที่ ๑ ใช้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา ชั้นที่ ๒-๓ เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสี่เผ่าไทย ชั้นที่ ๔ เป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ชั้นที่ ๕ ใช้สำหรับการทำสมาธิ และชั้นที่ ๖ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารริกธาตุและเป็นที่ชมทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

 

วัดหลวงสุมังคลาราม
     วัดหลวงสุมังคลาราม ตั้งอยู่ที่ถนนอุบล ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
เป็นพระอารามหลวง(ชั้นจัตวา) สังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย

     สันนิษฐานว่าสร้างในสมัย พระยาวิเศษภักดี (ชม) เจ้าเมืองศรีสะเกษ (พ.ศ. ๒๓๒๘-๒๓๖๘)และเป็นวัด ที่เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการระดับสูงในอดีต วัดหลวงสุมังคลาราม นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการบริหารคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าศึกษา เพราะมีศิลปญวนผสมผสานอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอระฆัง ซึ่งเรียกว่า "รัตนเจดีย์" สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓  โดยตระกูล "อินทรสุขศรี"

วัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต)
     วัดมหาพุทธาราม ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองศรีสะเกษ เดิมมีชื่อว่า "วัดป่าไม้แดง"
เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีไม้แดงขึ้นหนาแน่น มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อโต" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษ เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดพระรัศมี ๖.๘๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๓.๕๐ เมตร คนทั่วไปจึงเรียกวัดนี้ว่า "วัดพระโต" จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๑  จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดมหาพุทธาราม" ดังชื่อที่ปรากฎในปัจจุบัน

ัดเจียงอีศรีมงคลวราราม
     วัดเจียงอีฯ ตั้งอยู่กลางเมืองศรีสะเกษ อยู่ในคุ้มบ้านเจียงอีฯ ถนนชัยสวัสดิ์ (ด้านทิศเหนือ) 
ถนนศรีสุมังค์ (ด้านทิศตะวันออก) ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในอดีตและปัจจุบัน
เรียกว่า "วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม" เหตุที่ได้นามว่าวัดเจียงอี ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเดิมเป็น
ชนชาติไทยเผ่ากวย ไทเผ่านี้มีสำเนียงพูดแปร่งหรือเพี้ยนไปจากเผ่าอื่นๆ "เจียงอี" เป็นภาษา
พื้นบ้าน แยกออกได้เป็นสองศัพท์  "เจียง" แปลว่า "ช้าง" "อี" แปลว่า เจ็บ หรือ ป่วย ความโดยรวม
"เจียงอี" แปลว่า "ช้างเจ็บป่วย" ปัจจุบัน พระเทพวรมุนี (วิบูลย์ กลฺยาโน) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส,
และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

อาคารขุนอำไพพาณิชย์
     อาคารขุนอำไพพาณิชย์  อยู่ในเขตเทศบาลศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่ ๑๐๔๒-๑๐๔๗
ถนนอุบล ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของขุนอำไพพาณิชย์ (นายอินทร์ นาคสีหราช) สร้างแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งเป็นที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติช่างก่อสร้างเป็นชาวจีนและ             ชาวญวน เดิมเป็นบ้านส่วนตัวของขุนอำไพพาณิชน์ แต่ไม่มีบุตรสืบสกุลจึงได้ขอนางเฉลา ช.วรุณชัย หลานสาวมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม และได้รับมรดกในเวลาต่อมา 

     อาคารขุนอำไพพาณิชย์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น สีครีม ไม่มีรากฐาน ลายปูนปั้นสีเหลืองเข้มและสีขาว ผนังความหนาประมาณ ๖-๘ นิ้ว ฉาบปูน ใช้ความหนาของผนังด้านข้างรับน้ำหนักแทนคานและเสา มีลายปูนปั้นประดับอยู่ทั้งด้านหน้าและ ด้านหลัง ลวดลายส่วนมากได้รับอิทธิพลจากศิลป และความเชื่อตามคติจีนโบราณ    มักปั้นประดับไว้เหนือประตูหน้าต่าง  และตามเสาของอาคารซุ้มโค้งประตูเป็นศิลปกรรมแบบตะวันตก เน้นความหมายเป็นคำอวยพร คือ ฮก ลก ซิ่ว อันได้แก่ชาติ  วาสนา   ทรัพย์สมบัติ  และความยั่งยืน ตัวเสาด้านหน้า ชั้นบนล้อมภาพศิลาจำหลัก ส่วนเสาด้านหน้าชั้นล่าง เขียนลายล้อสีธรรมชาติของแผ่นศิลาด้วยหินอ่อน ชายคามีไม้ฝ้าเพดานประตููแบบจีน คือเป็นบานเฟี้ยม เหมือนกันทั้งชั้นบนและชั้นล่าง เหนือประตูทำเป็นช่องระบายอากาศลักษณะโค้งประกอบด้วยไม้ฉลุลวดลายอย่างประณีตงดงาม  ปัจจุบันไม่มีผู้อยู่อาศัย เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม และเริ่มหักพังลงมาเรื่อยๆ จึงได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร เพราะเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม 

ปราสาทสระกำแพงน้อย
    ตั้งอยู่บ้านกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ห่างจากจังหวัดประมาณ ๘ กิโลเมตร(สาย ๒๒๖) เป็นปราสาทที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหมด สร้างขึ้นเพื่อเป็นอโรคยาศาลในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ มีสระน้ำขนาดใหญ่ มีปลานานาชนิดมากมายอาศัยอยู่ ขนาดตัวใหญ่มาก

ปราสาทสระกำแพงใหญ่
     ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านกำแพง หมู่ที่ ๑ ตำบลกำแพง
อำเภออุทุมพรพิสัยจังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากตัวอำเภออุทุมพรพิสัยประมาณ ๒ กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ ๒๖ กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะเป็นปราสาท ๓ หลัง       ก่อด้วยอิฐบนฐานหินทรายเดียวกัน ในส่วนของการก่ออิฐเป็นการก่ออิฐไม่สอปูน เป็นไปได้ว่าอาจใช้ยางไม้เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างแผ่นอิฐ ปราสาททั้งสามหลังเรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้โดยมีทางเข้าด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว  ปราสาทสระกำแพงใหญ่คงสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ราวพุทธศรวรรษที่ ๑๖ โดยมีรูปแบบศิลปะเขมรแบบบาปวนต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาจจะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็๋นวัดในพุทธศาสนา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ 

วัดเขียนบูรพาราม
     วดเขียนบูรพาราม ตั้งอยู่บ้านพราน หมู่ ๔ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์
จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ไปทางทิศตะวันออก ระยะทาง ๔๐๐ เมตร ห่างจากตัวจังหวัดศรีสะเกษ ๔๙ กิโลเมตร  วัดเขียนบูรพาราม เดิมชื่อ "วัดเขมร" แต่คนทั่วไปนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดเขียน" ซึ่งเป็นสำเนียง ที่เพี้ยนไปจากคำว่า "เขมร" นั่นเอง เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองขุขันธ์ หรืออำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน เมื่อมีการตั้งชื่อวัดเป็นทางราชการ จึงเปลี่ยนเป็น "วัดเขียนบูรพาราม"ดังชื่อที่ปรากฏ ในปัจจุบัน  วัดเขียนบูรพารามหรือวัดเขียน สันนิษฐานว่าคงจะสร้างมาก่อนที่พระยาขุขันธ์ภักดี (เชียงขัน) จะอพยพผู้คนไปตั้งบ้านแตระและบ้านภูมิเป็นเมืองคูขันธ์หรือเมืองขุขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๑ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่กลุ่มชนเขมรมาก่อน มีโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่อุโบสถซึ่งสร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ผนังและฐานอุโบสถก่อด้วยอิฐฉาบปูน หลังคาเป็นโครงไม้ มุงสังกะสี ที่ขอบโครงหลังคาโดยรอบแกะสลักเป็นลายพันธุ์พฤกษา ส่วนที่จั่วแกะสลักเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งแกะสลักขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ ซึ่งชาวศรีสะเกษได้ให้ความเคารพนับถือมาก เรียกว่า "หลวงพ่อโตวัดเขียน" 

ผามออีแดง
     ผามออีแดง อยู่ในเขตอำเภอกันทรลักษ์ บริเวณปลายสุดของทางหลวงหมายเลข ๒๒๑

(สายศรีสะเกษ - กันทรลักษ์) ห่างจากอำเภอกันทรลักษ์ไปทางใต้ ๓๔ กิโลเมตร

และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๙๘ กิโลเมตร

เป็นเส้นทางเดียวที่ติดต่อกับทางขึ้นเขาพระวิหาร ผามออีแดงมีลักษณะเป็นลานหินธรรมชาติ

ริมหน้าผาสูงติดกับพื้นที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเบื้องล่างเป็นจุดชมทัศนียภาพเขาพระวิหาร

ในระยะใกล้เพียง ๑ กิโลเมตร ในบริเวณผามออีแดงมีวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก

และ ทางด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นหน้าผาที่อยู่ต่ำลงไปจะมีภาพสลักหินนูนต่ำศิลปะเขมร

อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

ภาพสลักผามออีแดง
     ภาพสลักผามออีแดง ตั้งอยู่บนหน้าผา ผามออีแดงเทือกเขาพนมดงเร็ก

เขตบ้านภูมิซร็อล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

ติดกับสถานที่จอดรถผามออีแดง เส้นทางศรีสะเกษ-เขาพระวิหาร (สุดเส้นทาง)

 ระยะทาง ๙๐ กิโลเมตร      ผามออีแดงเป็นหน้าผาหัก สุดเขตเทือกเขาพนมดงรัก

 เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก เมื่อเดินขึ้นไปจะเป็นจุดชมทิวทัศน์ 

มีศาลาพักผ่อนนั่งชมทิวทัศน์ 

เลยออกไปจะมีทางเดินลงดูหน้าผาหินทราย มีทั้งภาพสลักนูนนต่ำ และลายเส้น

 ภาพกลุ่มแรกเป็นภาพบุคคลนั่งเรียงกัน ภาพกลุ่มสองเป็นภาพบุคคลนั่ง
มีนาค ๕ เศียรขนาบข้างด้วยหมู ๒ ตัว ความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ ๕๖๐ เมตร      

สถูปคู่
     สถูปคู่  อยู่บริเวณเชิงเขาผามออีแดงกับเชิงเขาที่ตั้งปราสาทหินเขาพระวิหารจะมี 

สถูปสี่เหลี่ยมสององค์มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยอดแหลมรูปดอกบัวตูม 

เป็นศิลปแบบปาปวน (ศตวรรษที่๑๑)  มีความกว้าง ๑.๙๓ เมตร และสูง ๔.๒๐ เมตร

 สร้างด้วยหินทรายแดง มีความเชื่อว่า น่าจะเป็นสัญลักษณ์ แห่งความอุดมสมบูรณ์

สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อายุกว่าพันปี

ศาลหลักเมืองกันทรลักษ์
     ตั้งอยู่ที่บ้านบก หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองหญ้าลาด อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

การเดินทาง เริ่มจากตัวจังหวัดศรีสะเกษถึงอำเภอกันทรลักษ์ ระยะทางประมาณ ๖๕ กิโลเมตร

 บริเวณสี่แยกทางไปเขาพระวิหาร จะมองเห็นศาลหลักเมืองกันทรลักษ์

     ศาลหลักเมืองกันทรลักษ์ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ 

เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๒ และก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยประกอบพิธีอัญเชิญ

หลักเมืองมาประดิษฐาน เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๘ ศาลหลักเมืองนี้มีชื่อว่า "เจ้าพ่อศรีศักดิ์หลักเมือง" เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสักการะของประชาชน มีความสวยงามเด่นเป็นสง่า

 คู่บ้านคู่เมืองอำเภอกันทรลักษ์ สามารถเที่ยวชมและกราบไหว้สักการะได้ตลอดปี 

และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสถานที่ออกกำลังกายด้วย 
 

 


แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« กันยายน 2565 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ (อาคารศาลาประชาคม) ถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐ โทร.๐-๔๕๖๑-๗๘๑๑-๑๒

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม