องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ประเพณีท้องถิ่น
ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ วัดพะโคะ

วันที่ 5 ต.ค. 2556
 

 


 

ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ วัดพะโคะ
 

 

ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

 และห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ วัดพะโคะ

 อำเภอสทิงพระ  จังหวัดสงขลา

 

ชื่อประเพณี     

ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และห่มผ้าพระสุวรรณ

มาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ วัดพะโคะ

 

ประวัติความเป็นมา

ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘  ในครั้งแรกมีขึ้นเพื่อหารายได้ซ่อมแซมบำรุงวัดและนมัสการสมเด็จเจ้าพะโคะ ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดพะโคะ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา วัดพะโคะ มีชื่อทางการว่าวัดราชประดิษฐาน เป็นวัดที่มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนา และเกี่ยวข้องกับตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดหรือสมเด็จเจ้าพะโคะ ตามพงศาวดารเมื่อพัทลุงกล่าวว่า วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๗ ตรงกับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เคยถูกโจรสลัดมาลายูยกทัพมาปล้น ๒ ครั้ง  เผาผลาญทำลายพระมาลิดเจดีย์ วิหารพระพุทธบาท และศาสนสถานอื่นๆ อีกจำนวนมาก ต่อมาพระราชมุณีสามีราม หรือสมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดได้บูรณะพระมาลิดเจดีย์ สูงขึ้นกว่าเดิม โดยได้รับพระราชทานยอดพระเจดีย์เบญจะโลหะยาว ๓ วา ๒ คืบ  มาจากกรุงศรีอยุธยา สมเด็จเจ้าพะโคะจึงได้มีความสำคัญต่อวัดนี้มาก จนได้มีอนุสาวรีย์ ปางธุดงค์จาริกของท่านไว้เคารพสักการะ โบราณสถานสำคัญของวัดพะโคะ นอกจากพระมาลิกเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุแล้ว ก็ยังมีพระพุทธไสยาสน์ ฝีมือช่างท้องถิ่น เรียกว่า พระโคตะมะ หรือพะโคะ ประดิษฐานในพระวิหารด้านทิศเหนือของเจดีย์ กับมีโบราณสถานโบราณวัตถุล้ำค่าอีกจำนวนมาก  นอกจากนี้ วัดพะโคะยังเคยเป็นสถานที่กระทำพิธี "ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” ของเมืองพัทลุง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งบริเวณดังกล่าวเคยพบโบราณวัตถุทางศาสนาพราหมณ์ และพุทธฝ่ายมหายาน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ เป็นจำนวนมาก  และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติจากกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนั้นมีมาแต่โบราณเกิดจากการเล่าขานต่อกันมาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวด หรือหลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นภิกษุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการพระราชทานที่กัลปนาแก่หัวเมืองพะโคะในสมัยพระเอกาทศรถ มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้า จนได้สมัญญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

ประวัติของภิกษุรูปนี้เท่าที่ทราบหนักไปในเชิงตำนาน เมื่อประมวลแล้วทั้งเอกสารและคำบอกเล่าสืบประวัติได้ว่า เดิมชื่อ ปู เป็นบุตรนายหู  นางจัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ดินเศรษฐีปาน บ้านวัดเลียบ ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา  วันเดือนปีเกิดของเด็กชายปู ไม่มีข้อมูลที่แน่นอน บ้างว่าเกิดวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๒๕  บ้างว่าเกิดปี จ.ศ. ๙๙๐ ฉลู สัมฤทธิศก  บ้างว่าพ.ศ. ๒๑๓๑ โดยอนุมานคงเป็นปลายรัชสมัยพระมหาธรรมราชา  อาจเป็นปี พ.ศ. ๒๑๒๕ หรือ พ.ศ. ๒๑๓๑ ปีใดปีหนึ่ง คลอดแล้วมีผู้นำรกไปฝังไว้ใต้ต้นเลียบ ปัจจุบันเลียบต้นนั้นยังมีอยู่และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

                      พี่ไก่

                                                 ภาพ พระพุทธรูปพุทธมหาสาวก "พระสีวลี"

 

                   หลังจากนางจันเลิกอยู่ไฟก็ออกเกี่ยวข้าวทันที และนำบุตรชายไปด้วยโดยผูกเปลให้นอนใต้ ต้นหว้า วันหนึ่งขณะขึ้นมาจะดื่มน้ำพักเหนื่อยเห็นงูจงอางขนาดใหญ่ขดพันอยู่บนเปล จึงร้องขึ้นด้วยความตกใจ นายหู เอาข้าวตอกดอกไม้บูชาเทพารักษ์ให้ช่วยเหลือ งูจึงเลื้อยออกไป และคายดวงแก้ววิเศษไว้ให้ทารกน้อย แก้วนี้ปัจจุบันอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง

                   นับแต่ได้แก้วนั้นฐานะของนายหูค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนเด็กชายปูเมื่อเจริญวัยขึ้นได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวงปัจจุบัน) กับอาจารย์จวงผู้เป็นลุง เรียนพระธรรมบทกับพระชินเสน ณ วัดสีกุยัง (วัดสีหยัง ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในปัจจุบัน) แล้วเข้าศึกษาต่อกับพระครูกาเดิม  ณ วัดเสนาเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช  และได้อุปสมบทที่นั่นโดยมีพระมหาเถรปิยทัสสีเป็นอุปัชฌาย์  มีฉายาว่า "สามิราม” ด้วยเป็นผู้ใฝ่ในธรรม เมื่อศึกษา ณ สำนักพระมหาเถรปิยทัสสีแตกฉานแล้ว ได้ออกเดินทางไปอยุธยาเพื่อศึกษาเพิ่มเติมโดยอาศัยไปกับเรือสำเภานายอินพ่อค้าเมืองสทิงพระ ขณะที่เรือแล่นถึงชุมพรได้เกิดพายุใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คืน ทำให้นายอินและลูกเรือตั้งข้อรังเกียจพระสามิราม เพราะเชื่อว่าคงเป็นกาลกิณีจึงเกิดมรสุมวิปริตเช่นนั้นก่อนๆ ไม่เคยปรากฏ เมื่อคลื่นลมสงบจึงคิดเอาปล่อยเกาะ แต่ครั้นพระสามิรามลงเรือเล็กเอาเท้าข้างทู่(หลวงพ่อทวดเท้าพิการข้างหนึ่ง) แช่ลงในทะเล ก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำเค็มกลับจืดสนิทอาบกินได้  นายอินและลูกเรือจึงขอขมาโทษ  เมื่อถึงอยุธยานายอินยังมอบอ้ายจันซึ่งเป็นข้าทาสให้เป็นโยมอุปัฏฐาก

                   พระสามิรามเข้าพักอาศัยอยู่วัดแค เรียนพระอภิธรรม ณ วัดลุมพลีนาวาสเล่าเรียนแตกฉานแล้วทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชานุวาส (บ้างว่าวัดสมอราย)  นอกเขตพระราชวัง เพื่อศึกษาทางวิปัสสนา ขณะอยู่อยุธยาได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นอย่างหนึ่ง  คือ มีประเทศหนึ่งจะเป็นสิหลหรือมอญยังเอายุติไม่ได้ ส่งทูตมาแก้ไขปริศนาธรรม  โดยเอาพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์เขียนใส่แผ่นทองเท่าใบมะขาม ใส่หม้อระคนกันให้จัดเรียงและแปลให้ถูกต้องจากเอกสารดังกล่าวข้างต้นระบุเงื่อนไขการท้าพนันว่า ถ้าฝ่ายผู้ท้าแพ้จะยกสิ่งของที่บรรจุสำเภาให้แก่เจ้าอยุธยาทั้งหมด แต่ไม่ปรากฏว่า ถ้าไขปัญหาไม่ได้อยุธยาจะต้องเสียอะไร ที่ว่าถ้าอยุธยาแพ้ต้องเสียเมืองนั้นเป็นเรื่องเล่ากันภายหลัง การแก้ปริศนาดังกล่าวไม่มีนักปราชญ์อยุธยาคนใดแก้ได้  ในที่สุดพระสามิรามก็ได้รับนิมนต์เข้าไปและแก้ปริศนาสำเร็จ ครั้งนั้นยังความปีติแก่เจ้าสยามยิ่งนัก  ทรงถวายเมืองเก่าพระสามิรามท่อนหนึ่ง พระสามิรามครองแค่  ๓  วัน แล้วถวายคืนและได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” ต่อจากนั้นอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดหัวเมือง พระราชมุณีฯก็ช่วยไว้อีกครั้งหนึ่งโดยรำลึกอำนาจดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมโรคก็หายขาดด้วยอำนาจ อภินิหาร คุณธรรมความดีและประโยชน์ที่ได้กระทำต่อบ้านเมือง  ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเฝ้า "พระสังฆราชคูรูปาจารย์”

                   พระราชมุนีฯ ชอบการธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อออกจากอยุธยาก็ได้จาริกรุกขมูลกลับสทิงพระ ตลอดทางได้ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากและเผยแพร่ธรรมมาตลอด  บางครั้งก็แสดงอภินิหาร เช่น ข้ามแม่น้ำโดยเดินทางบนน้ำ เป็นอาทิ เมื่อถึงสทิงพระได้เข้ากราบพระชินเสน   พระอาจารย์จวง และคิดอ่านพร้อมด้วยพระครูสัทธรรมรังษีในเรื่องบูรณะวัดพะโคะ ทั้งนี้เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์และรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่เคารพของผู้คน แต่สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก อาศัยที่ท่านได้ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองไว้ก่อนจึงได้ขอพระราชทานที่กัลปนา และบูรณะวัดจนสำเร็จ

                      12

   ภาพ  รูปปั้นหลวงปู่ทวด

                   ขณะที่พระราชมุนีฯ จำพรรษาอยู่วัดพะโคะ ได้วางรากฐานความเจริญให้แก่วัดจนวัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางของวัดอื่นๆ red"> เจ้าอาวาสวัดช้างให้จังหวัดปัตตานีได้สืบประวัติความเป็นมาของวัดช้างให้ และพบว่าวัดนี้สร้างมาแต่สมัยอยุธยาเจ้าอาวาสรูปแรกคือ หลวงพ่อทวด อาจารย์ทิม ศรัทธาในหลวงพ่อทวดอย่างจริงจังต้องการศึกษาประวัติความเป็นมาจึงได้ออกจาริกธุดงค์สืบข้อมูลไปเรื่อยๆ จนถึงเมืองไทรบุรีและได้ทราบว่าหลังจากหลวงพ่อทวดโละไปจากวัดพะโคะแล้วได้สร้างวัดขึ้นที่ไทรบุรีวัดหนึ่ง ชื่อ "วัดโกระไหน” ขณะเดียวกันก็รับเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้อีกวัดหนึ่ง หลวงพ่อทวดมรณภาพที่วัดโกระไหน ศพถูกนำไปประชุมเพลิงที่วัดช้างให้ตามที่ท่านสั่งไว้ การนำศพต้องหยุดพักตามรายทางหยุด ณ ที่ใดก็ปักไม้แก่นหมายไว้ทุกแห่ง และทำพูนดินให้สูงขึ้นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า "สถูปท่านลังกา” จุดที่หยุดพักศพรวมต้นทางและปลายทางมี ๑๑ จุด คือ วัดโกระไหน บาลิง ดังไกว คลองช้าง ดังแปร ลำปรำ ปลักคล้า  คลองสาย ไทรบุตอ ควนเจดีย์ (สะบ้าย้อย และวัดช้างให้

                   หลวงพ่อทวดเป็นพระที่ชาวบ้านเชื่อถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์  ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ได้แสดงอภินิหารไว้หลายครั้งดังกล่าวให้เห็นแล้วข้างต้น หลังจากมรณภาพไปแล้วก็ยังสำแดงให้ปรากฏอยู่หลายครั้ง จากความศรัทธาและอภินิหารต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนรุ่นหลัง ขอบารมีของท่านเป็นที่พึ่ง มีการทำรูปเคารพ พระเครื่อง  ผ้ายันต์ขึ้นบูชา และทำพิธีบวงสรวง บนบานกันมิได้ขาดทั้งที่วัดพะโคะและวัดช้างให้  และวัดทั้ง ๒ แห่งนี้ ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่ทวดอย่างแท้จริง

                   ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พระครูปุญญานิศาล เจ้าอาวาสวัดพะโคะได้พิจารณาเห็นว่าภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ "พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ” จึงได้ดำริให้มีพิธีห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุอีกพิธีหนึ่งด้วย เรียกรวมกันว่า "ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดและห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ได้รับการสืบทอดมาถึงปัจจุบัน จนเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวบ้านพะโคะ และชาวอำเภอสทิงพระตลอดจนพุทธศาสนิกชนจากต่างถิ่นทั้งใกล้และไกล ที่เกิดขึ้นจากความเลื่อมใสศรัทธาต่อสมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด  เชื่อกันว่าสมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวด ได้ก่อพระศรีรัตนตรัยมหาธาตุบนเขาพะโคะ ดังปรากฏในเรื่องย่อเข้าตำราหมื่นตราพระธรรมวิลาสไปเอาวิวาทเป็นหัวเมืองว่า  "เมื่อขณะออกเมืองราชเสนออกมาเมืองพัทลุง และเมื่อครั้งสมเด็จพระราชมุณีมีบุญแลเห็นเขาพุทธบาทบรรพต ณ พะโต๊ะ เป็นราชสถานแลเข้าไปพระนครศรีอยุธยาทำฏีกาถวายแด่สมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวและมีพระราชโองการตรัสให้ก่อพระศรีรัตนมหาธาตุ ในบนเขาพระพุทธบาทบรรพต ณ เขาพะโต๊ะ สูงเส้นห้าวา”  ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระเจดีย์ที่สร้างใหม่นี้สูงกว่าที่พระธรรมรังศลได้สร้าง ๕ วา (เดิมสูงเพียง ๑ เส้น) และเมื่อตรวจสอบจากหลายๆด้าน การสร้างครั้งนี้จะอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๔๘ – ๒๑๕๕ ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และเมื่อโปรดเกล้าให้สร้างแล้ววัดพะโคะก็ได้เปลี่ยนเป็นวัดพระราชประดิษฐานด้วยดังปรากฏในเรื่องกัลปนา สมัยพระครูเทพราชเมษีศรีปรมาจารย์ว่า "ให้ท้าพระเติมในพะโต๊ะ  ซึ่งพระมหากษัตริย์ ธิราชให้สร้างเป็นวัดพระราชประดิษฐาน ถวายพระราชกุศลแต่โบราณราชประเพณี”

7

ภาพ  การบูรณะพระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุวัดพะโคะ

 

                    พระมาลิกเจดีย์เป็นศิลปะสถานปัตยกรรมทางใต้สมัยกรุงศรีอยุธยา แบบอย่างศิลปะลังกา บรรจุพระบรมธาตุ (สร้างอยู่บนฐานรากเดิมที่เคยถูกข้าศึกอบังตะนะทำลาย )  และสันนิษฐานกันว่า รูปทรงสมัยแรกทำตามแบบศิลปะปัลลวะ ซึ่งคล้ายกับองค์พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

 

ความมุ่งหมายของประเพณี

๑. เพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพุทธศาสนา ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างตั้งใจที่จะมาร่วมกันทอดผ้าป่าเพื่อนำเงินที่ได้มาทำนุบำรุงศาสนาและบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานโบราณวัตถุในวัดพะโคะตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆที่วัดจัดขึ้น จะเห็นได้ว่าผู้ที่มาร่วมงานจะมาร่วมงานโดยต้องมีการประชาสัมพันธ์ ลูกหลานชาวบ้านพะโคะ ชาวอำเภอสทิงพระ และบริเวณใกล้เคียง  เมื่อถึงวันพฤหัสบดีแรกของเดือนยี่ข้างแรม ก็จะมาร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ  วัดพะโคะ โดยพร้อมเพรียงกัน

                    ๒. เพื่อแสดงตามกตัญญูกตเวทีต่อหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้าน  สทิงพระและอำเภอใกล้เคียงมีความเคารพนับถือ  การปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สามารถกระทำได้ทั้งปี แต่ในช่วงที่มีงานประเพณีพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด และห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุวัดพะโคะจะมีผู้มาปิดทองมากเป็นพิเศษ  เนื่องจากมาแล้วสามารถได้ร่วมงานบุญในการทอดผ้าป่าและห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ด้วย  ชาวบ้านเชื่อว่าหลวงปู่ทวดได้ช่วยเหลือดูแลให้ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ เช่นให้หายจากการเจ็บป่วย  ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียน  และให้ปลอดภัยจากอันตราย

                    ๓. เพื่อจรรโลงศาสนา และประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ให้ชาวบ้านได้มาร่วมในพิธีทอดผ้าป่า พิธีปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พิธีห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ เป็นเสริมสร้างให้ประชาชนได้ร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาและรู้ถึงประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ทวดฯและพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่มีค่าควรแก่การรักษาและสืบทอดสืบไป

                    ๔. เพื่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน การที่ชาวบ้านได้มาร่วมกันทำกิจกรรมที่สำคัญ ร่วมกันในสถานที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธย่อมทำให้ทุกคนมีความสบายใจได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้พูดคุยกันมากขึ้น  ได้กระทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกันซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมสร้างให้เกิดความรัก ความสามัคคีกันในชุมชนและหมู่คณะ

 

ขั้นตอนประเพณี

ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดและห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุวัดพะโคะ มีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ ๓ อย่าง คือ การทอดผ้าป่าสามัคคี การปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดและการห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน ดังนี้

 

การทอดผ้าป่าสามัคคี

                    -  การสมโภชผ้าป่า

          จัดขึ้นในวันพุธก่อนวันพฤหัสบดีแรกของเดือนยี่ข้างแรม จัดขึ้นในเวลา ๑๙.๐๐ น. ในอุโบสถวัดพะโคะ พระสงฆ์ ๙ รูปเจริญพระพุทธมนต์สมโภชผ้าป่าที่ชาวบ้านได้นำมาร่วมพิธี

DSC00310

                                            ภาพ  ผ้าที่ใช้ในพิธีสมโภชผ้าป่า

           -  พิธีทอดผ้าป่า

          จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี เวลา ๑๓.๐๐ น.   การทอดผ้าป่า เป็นการร่วมมือกันในหมู่พุทธบริษัททั้งที่เป็นชาววัด คือ พระสงฆ์ มัคนายกและชาวบ้านคือ ศาสนิกชนทั่วไป ผู้ไปร่วมทุกคนทุกกลุ่มมีโอกาสเป็นเจ้าภาพโดยการจัดเตรียมปัจจัยไทยธรรมอันควรแก่สมณบริโภค อันมีสบง จีวร ผ้าอาบน้ำฝน และสิ่งของอันเป็นบริวาร เช่น ผ้าเช็ดเท้า ยารักษาโรค ผงซักฟอก ยาสีฟัน สบู่ เครื่องบูชามีธูปเทียน และเครื่องกระป๋อง มีนม เป็นต้น ตามสมควรแก่ฐานะของตน  พร้อมกับจัดเตรียมสำรับกับนำไปถวายเป็นภัตตาหารเพลและเพื่อตนเองรับประทานด้วย เมื่อไปถึงบริเวณวัดสถานที่จัดพิธี ก็จะไปรับใบฉลากหมายเลขที่ซึ่งทางวัดได้จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มาไว้สำหรับติดเครื่องไทยธรรมของตน แล้วพาไปวางรอบองค์เจดีย์พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพะโคะ  เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ นาฬิกา ทางวัดก็จะให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาหรือปาฐกถา  ๑  กัณฑ์ พรรณนาถึงอานิสงฆ์ของการบำเพ็ญบุญทอดผ้าป่า เป็นการเสริมสร้างศรัทธาปสาหะให้แก่พุทธศาสนิกชนในขณะเดียวกันทางวัดก็จัดพระภิกษุผู้มีศีลจริยวัตรปฏิบัติ มีความถนัดในกิจการสงฆ์ลงไปเป็นประธานในการให้พระภิกษุสมเณรที่มาจากอารามต่างๆ จับฉลากโดยทั่วถึงกัน ณ ที่สมคาร  เมื่อพระธรรมกถิกหรือองค์ปาฐกแสดงธรรมจบลงแล้ว มัคนายกก็กล่าวนำคำถวายผ้าป่าว่า "อิมานิ มะยัง ภัณเต ปังสุกูละจีวรนิ สะปริวารานิ ภิภขุสังฆัสสะ โอโณชะยาม สาธุ โนภันเต ภิกษุสังโฆ     อิมานิ ปังสุกูละจีวรนิ สะปริวารานิ ปฏิคคัณหาตุ อัมหาถัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ”  เสร็จแล้วอาราธนาพระภิกษุ สามเณรผู้มีฉลากในมือแล้วให้แยกย้ายออกแสวงหาพุ่มผ้าป่าตามฉลากที่ตนมี ทำนองออกแสวงหาผ้าบังสุกุลของพระภิกษุครั้งพุทธกาลตามที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าว เมื่อพบพุ่มผ้าป่าและแน่ใจว่าหมายเลขในฉลากของตนแล้ว ก็แสดงฉลากนั้นให้เจ้าของพุ่มผ้าทราบ แล้วสำรวมกิริยาเริ่มพิจารณาเอามือจับส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องไทยธรรม พร้อมกับเปล่งวาจาแต่เบาๆว่า "อิมัง ปังสุกูละจีวรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณานิ”  ๓ ครั้ง ฝ่ายผู้นำพุ่มมาต่างก็สำรวมกาย วาจา ใจ ยกมือประนมกับอธิษฐานของผลแห่งการถวายทานในครั้งนี้ จงก่อผลดีแก่ตนและบุคคลที่รักเคารพบูชา บางคนก็เอาน้ำใส่ภาชนะมากรวดอุทิศส่วนบุญกุศลแก่เปรตผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย  เมื่อพระสงฆ์ที่ได้รับฉลากได้พิจารณาผ้าบังสุกุลครบถ้วนทุกรูปแบบ ส่วนสำคัญของพิธีกรรมก็จบลง   

         DSC00315DSC00326

                                                                                     ภาพ  พิธีทอดผ้าป่า

-  การแสดงหนังตะลุง 

       ตอนค่ำหลังจากเสร็จพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชผ้าป่าในอุโบสถ ภายในวัดก็จะมีการแสดงหนังตะลุง ที่ชาวบ้านได้รับเชิญมาแสดงเพื่อแก้บน และที่ทางวัดรับมาเพื่อแสดงความบันเทิง

 

การปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

การปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ชาวบ้านจะปิดทองรูปจำลองหลวงปู่ทวดบริเวณมณฑปและรูปจำลองที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัด การปิดทองสามารถกระทำได้ตลอดทั้งปี แต่ในวัดประเพณี ทอดผ้าป่าสามัคคี ปิดทองหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ชาวบ้านนิยมมาปิดทองกันเป็นจำนวนมากทั้งปิดทองเพื่อเป็นการแก้บนตามที่ได้บนบานไว้ เช่น บนให้หายจากการเจ็บป่วย ให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียนและปลอดภัยจากอันตราย และปิดทองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวจะปิดทองจำนวนเท่าไรขึ้นอยู่กับความศรัทธาหรือการบนบานที่ได้บนไว้กับหลวงปู่ทวดการบนบานของชาวบ้านนอกจากแก้บนด้วยการปิดทองหลวงปู่ทวดแล้วก็จะมีการแก้โดยการจุดประทัด บวชชีพราหมณ์  บวชชี  รับมโนรารำถวาย

5

3
ภาพ หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

การห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ

จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีแรกของเดือนยี่ข้างแรม เมื่อเวลาประมาณ ๐๙.๓๐ น. ผู้ร่วมงานจะพร้อมกันบริเวณปะรำพิธีด้านหน้าองค์พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ประธานเดินทางมาถึงบริเวณพิธีประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัย รับศีล หลังจากนั้น ประธานจัดงานกล่าวรายงานต่อประธานในพิธี ประธานกล่าวเปิดงาน หลังจากนั้นประธานนำผ้าขึ้นห่มพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุพร้อมกับผู้ร่วมงาน  เริ่มต้นด้วยการทำประทักษิณองค์พระเจดีย์ จากนั้นช่วยกันอัญเชิญผ้าห่มรอบองค์เจดีย์ การห่มผ้าองค์เจดีย์มิใช่เรื่องง่ายเนื่องจากผ้าผืนใหญ่แต่ด้วยศรัทธาของทุกคนและความสามัคคีในอันที่จะน้อมบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นมหากุศลที่ต้องอาศัยการเกื้อกูลจึงเกิดขึ้นได้ในการห่มผ้าพระเจดีย์นั้น จะมีชาวบ้านที่เตรียมผ้ามาเอง ก็จะทำการห่มผ้าหลังจากประธานห่มเสร็จแล้ว หรือบางคนก็ห่มเจดีย์องค์เล็กที่ประดิษฐานอยู่ข้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ ในการปฏิบัติทุกปีจะมีชาวบ้านเจดีย์งามซึ่งเป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอสทิงพระจะตั้งขบวนแห่ผ้ามาจากทางเข้าวัดพะโคะ เพื่อนำมาห่มพระเจดีย์ในนามของชาวบ้านเจดีย์งามทุกคนเป็นประจำปี

                             DSC00429DSC00288DSC00264

 

 
 

 


แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
« ตุลาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31
ดูปฏิทินทั้งหมด


๖๖๖ ชั้น ๑๕-๒๓ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม