ข่าวสาร >> ข่าว/บทความน่าสนใจ
เด็กติดเกมแก้ได้

วันที่ 26 ก.ย. 2556
 

เด็กติดเกมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องของครอบครัวที่ต้องกันมาใส่ใจเด็กอย่างจริงจังด้วยกิจกรรมสาน รัก ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาระดับชาติ

ปัญหาเด็กติดเกม พบได้ทั่วไปในปัจจุบันนี้ ผู้ปกครองหลายคนลำบากใจที่จะบังคับให้ลูกเลิกเล่นเกม เด็กบางคนติดเกมมากจนไม่สนใจการเรียน ผลการเรียนตกลงมาก ๆ หรือบางคนไม่ยอมไปโรงเรียน ใช้เวลาเล่นเกมที่บ้านทั้งวัน และเด็กแอบหนีไปเล่นเกมที่ร้านเกม ผู้ปกครองบางท่านก็แก้ปัญหาโดยการซื้อเกมให้เด็กเล่นที่บ้านเนื่องจากเกรง ว่าเด็กจะไม่กลับบ้าน ฉะนั้นการช่วยเหลือเด็กติดเกมจึงเป็นความจำเป็นรีบด่วนระดับประเทศ

การวิจัยเรื่อง “การศึกษาหาปัจจัยป้องกันการติดเกมในเด็กและวัยรุ่น” เกิดขึ้นเนื่องจากคณะผู้วิจัยนำโดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ เล็งเห็นถึงสถานการณ์การติดเกมของเด็กและวัยรุ่นที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถาบันครอบครัวและสังคมที่ขาดการดูแล และความตระหนักรู้เท่าทันในปัญหาดังกล่าว

“การติดเกม” เป็นอาการเสพติดทางจิตวิทยาเกิดจากการเล่นเกมที่ส่วนใหญ่เป็นเกมประเภทออ นไลน์ที่มีผู้เล่นพร้อมกันหลายคน ผู้เล่นจะรู้สึกมุ่งมั่นจริงจังกับการเล่นจนเลิกหรือหยุดเล่นได้ยาก


อาการติดเกมก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว 2 ระดับ คือ ระดับบุคคล ได้แก่ อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ขาดความรับผิดชอบด้านการเรียนและหน้าที่ หรือมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆร่วมด้วย เช่น โกหก ลักขโมย ดื้อ ต่อต้าน แยกตัว เก็บตัว เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาระดับสังคม คือ การทะเลาะวิวาท ความรุนแรง และอาชญากรรมจากการเลียนแบบที่เล่นเกม

จากปัญหาตามที่กล่าวมาทำให้การช่วยเหลือเด็กติดเกมและครอบครัวมีความจำเป็น เร่งด่วน แต่การศึกษาให้หายขาดนั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและมีโอกาสสำเร็จไม่มากนัก การศึกษาปัญหาวิจัยที่สามารถป้องกันการติดเกมได้ จึงมีความน่าสนใจ มาก อีกทั้งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาหาปัจจัยป้องกันการติดเกมมาก่อน การทราบปัจจัยเหล่านี้ไปสู่การพัฒนาโปรแกรมป้องกันการติดเกมที่มี ประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในประเทศเป็นอย่างยิ่ง

การแก้ปัญหาโดยใช้ผลงานวิจัย ประสิทธิภาพของปัจจัยป้องกันและปัจจัยส่งเสริมการติดเกมที่พบในแบบวัดภูมิ คุ้มกันการติดเกม (GAPS) ที่สร้างขึ้นมีดังตารางด้านล่างนี้ และจากการวิเคราะห์ พบว่าความน่าเชื่อถือได้(reliability) และค่าความแม่นตรง (validity) ของแบบวัดภูมิคุ้มกันการติดเกม (GAPS)ที่สร้างขึ้นอยู่ในเกณฑ์ดีสามารถคัดแยกพฤติกรรมการติดเกมได้ โดยพิจารณาจากค่าคะแนนรวม คือ ผู้ที่มีคะแนน GAPSสูง จะมีโอกาสไม่ติดเกมมากกว่าผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่าถึง 7.5 เท่า

การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยการเลี้ยงดูของครอบครัวและปัจจัยจากตัวเด็กมีอิทธิผลอย่างมากต่อการ ป้องกันการติดเกม การลดโอกาสเข้าถึงเกมของเด็ก การฝึกให้เด็กรับผิดชอบงานบ้าน และการฝึกให้เด็กมีวินัยรู้จักควบคุมตนเองและควบคุมระยะเวลาที่ใช้ในการเล่น เกม รวมถึงการให้เวลาของผู้ปกครองกับเด็กด้วยการใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันใน ครอบครัว และส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการ ติดเกม

แบบวัดภูมิคุ้มกันการติดเกม (GAPS) ที่ทีมผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการทำนายภูมิคุ้มกันการติดเกมของ เด็กได้ดี และหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้พ่อแม่และครูอาจารย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย จึงควรให้ความสำคัญในการเลี้ยงดูเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น เช่นเดียวกัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 16 ตุลาคม 2554