องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม >> ศิลปะการแสดง
เพลงพื้นบ้าน บ้านท่าโพ

วันที่ 23 มิ.ย. 2560
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี
 
                  เพลงพื้นบ้านท่าโพที่เล่นกันอยู่แต่เดิมนั้นมีหลายชนิด เช่น เพลงพิษฐาน เพลงโลม เพลงชักเย่อ เพลงกรุ่น เพลงฮิลเลเล เพลงเกี่ยวข้าว เพลงรำวงโบราณ เพลงกล่อมลูกหรือเพลงกล่อมเด็ก และเพลงรำสวด ผู้เล่นเพลงประกอบการละเล่นพื้นบ้านไม่จำกัดจำนวนคนเล่น มีลีลาการร่ายรำไปตามจังหวะและทำท่าทางประกอบตามเนื้อร้องของบทเพลงนั้น ๆ โดยใช้กลองรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
                 การแต่งกายทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่จะสวมเสื้อคอกลมลายดอกและนุ่งโจงกระเบน การเล่นมีการร้องรำเป็นคู่ชาย-หญิง มีลูกคู่ร้องรับ 
 
                                                          

ลักษณะการเล่นเพลงพื้นบ้านท่าโพ
๑.เพลงพื้นบ้านที่เล่นตามเทศกาล ประเภทเกี่ยวกับความรัก การเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว
      ๑.เพลงพิษฐาน
                    เพลงพิษฐาน เป็นเพลงที่ใช่เล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์ หลังจากทำบุญตักบาตรแล้ว หนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ และเด็กๆ จะนำดอกไม้ ธูปเทียน เข้าไปในโบสถ์ มือถือดอกไม้ประนมมืออยู่หน้าพระประธานโดยนั่งแยกกันเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ฝ่ายชายเริ่มร้องเพลงพิษฐานหรืออธิษฐานขึ้นก่อนแล้วคนอื่นๆ เป็นลูกคู่ร้องรับต่อไปฝ่ายหญิงร้องแก้บ้างแล้วลูกคู่ร้องรับสลับกันไป
      ๒.เพลงชักเย่อ
                   เพลงชักเย่อ นับว่าเป็นเพลงพื้นบ้านท่าโพที่แท้จริง เนื่องจากยังไม่เคยพบการเล่นในท้องถิ่นอื่นเพลงชักเย่อใช้ร้องรำก่อนการเล่นชักเย่อเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์
วิธีการเล่น แบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง มีพ่อเพลง แม่เพลงร้องนำและมีลูกคู่ร้องรับ ผู้ร้องนำทั้งชายและหญิงต้องออกมาร้องและรำอยู่กลางวง ร้องแก้กัน มีลูกคู่ร้องรับสลับกันเป็นคู่ๆ สุดท้ายฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเกาะเอวต่อกัน หัวหน้าฝ่ายชายกับหัวหน้าฝ่ายหญิงจับมือกัน โยกตัวไปตามจังหวะเพลง แล้วดึงกันแบบการเล่นชักเย่อฝ่ายใดสามารถดึงฝ่ายตรงข้ามไปทางฝ่ายตนได้เป็นฝ่ายชนะ
     ๓.เพลงโลม
                   เพลงโลมหรือเพลงช้าเจ้าโลม เป็นเพลงพื้นบ้านประเภทเพลงปฎิพากย์ เนื้อร้องเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายกับหญิง
                  วิธีการเล่น ผู้เล่นฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตั้งวงหรือแถว แบ่งเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิงคนร้องนำฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะเข้าอยู่ในวงทีละคู่ร้องโต้ตอบกันและรำไปด้วย การร้องจะคล้ายเพลงชักเย่อแต่ลูกคู่รับต่างกัน เนื้อเพลงเปรียบอาการของนางช้าง ใช้คำพูดสองแง่สองง่ามให้คิด และว่ากันเจ็บ ๆโดยขึ้นต้นด้วยคำว่า โลมแม่โลม หรือโลมพ่อโลม

        ๔.เพลงกรุ่น
                     เพลงกรุ่น เป็นเพลงพื้นบ้านท่าโพ ที่ใช้ร้องเล่นกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์ ลักษณะเป็นเพลงร้องโต้ตอบกันระหว่างชายกับหญิง
วิธีการเล่น พ่อเพลง แม่เพลงจะออกมาร้องรำกลางวง ลูกคู่ตบมือและร้องรับ 
       ๕.เพลงฮิลเลเล
                     เพลงฮิเลเล เป็นเพลงที่ร้องเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มกับสาว
                      วิธีการเล่น แบ่งเป็นฝ่ายชายฝ่ายหญิงเหมือนเพลงรุ่น ผิดกันตรงเนื้อร้องและทำนอง 
      ๖.เพลงระบำ
                     เพลงระบำ เป็นเพลงที่เล่นกันอยู่ทั่วไปส่วนใหญ่ใช้ในเทศกาลตรุษสงกรานต์หรืองานรื่นเริงต่างๆ ลักษณะการเล่นคล้ายเพลงฉ่อย ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีประกอบ มีเพียงลูกคู่ตบมือเป็นจังหวะ
 
                          
๒.เพลงพื้นบ้านที่เล่นตามงานพิธีต่างๆ เกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรม
         ๑.เพลงบวชนาค
                       เพลงบวชนาค เป็นเพลงที่ใช้ในงานอุปสมบทร้องเพื่อความสนุกสนาน เนื้อร้องเป็นการล่ำลาสั่งเสียระหว่างพ่อนาคกับคนรัก ที่ต้องจากไปบวชเป็นเวลาหนึ่งพรรษา ผู้ร้องคือ หนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ ร้องขณะที่นำนาคไปวัดหรือวนรอบพระอุโบสถสามรอบ
                      วิธีการเล่น พ่อเพลงร้องนำในนามของพ่อนาค ส่วนแม่เพลงร้องนำในนามคนรักของพ่อนาค ร้องสลับกันเป็นคู่ๆ ส่วนคนอื่นๆ เป็นลูกคู่
         ๒.เพลงรำสวด
                      เพลงรำสวด ใช้เล่นในการสวดศพหลังจากพระสงฆ์สวดพระอภิธรรมจบแล้ว จุดประสงค์คือต้องการอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพงานศพในเวลากลางคืน และให้เจ้าภาพคลายความโศกเศร้า
วิธีการเล่น ผู้เล่นนั่งล้อมวงหรือนั่งเป็นแถวฝ่ายชายหนึ่งแถว ฝ่ายหญิงหนึ่งแถว หันหน้าเข้าหากันส่วนมากจะใช้สถานที่ที่พระสงฆ์นั่งสวดพระอภิธรรม ฝ่ายชายเริ่มร้องก่อน โดยขึ้นต้นด้วย นะโม ๓ จบ ขณะที่ร้องทั้งชาย-หญิงร่ายรำไปด้วย เนื้อร้องเป็นเรื่องราวที่นำมาจากวรรณคดีหรือนิทานพื้นบ้าน เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน สามก๊ก ไชยเชษฐ์ 
         ๓.เพลงแห่นางแมว
                      เพลงแห่นางแมว เป็นเพลงพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันอยู่ในภาคกลาง เล่นในฤดูฝนปีที่ฝนแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ผู้เล่นเป็นผู้ชายล้วน อุปกรณ์ในการเล่น ได้แก่ แมว ปลักขิก ลูกกระดึง เกราะ หรือโปรง หาบ กระบุง น้ำ 
                      วิธีการเล่น ผู้เล่นแห่นางแมว ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น หรือสวมกางเกงในตัวเดียว รอบนอกใช้ใบไม้เย็บต่อกันเป็นผ้าเตี่ยวนุ่ง เล่นกันในเวลากลางคืนตอนหัวค่ำ ผู้เล่นทุกคนต้องถืออุปกรณ์ในการเล่นเดินร้องเพลงแห่นางแมว เข้าไปทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านเป็นเวลา ๓ คืน ขณะที่คณะนางแมวเข้าไปในบ้านเจ้าของบ้านจะออกมายืนที่ชานบ้านแล้วใช้น้ำสาดใส่คณะนางแมวให้เปียกแฉะทุกคน เวลากลางวัน ขณะที่มีการเล่นนางแมวอยู่นั้น ตอนบ่ายๆ จะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดสันปลาช่อนที่วัดหรือตามเกาะชายทุ่งนาใกล้ๆ บริเวณหมู่บ้านเป็นเวลา ๓ วัน คืนที่ ๓ คณะนางแมวจะนำกระบุงหาบคอนไปด้วย เพื่อขอข้าวสาร น้ำปลา พริก เกลือ มะเขือ ปลาร้า แล้วนำมาหุงหาเลี้ยงประชาชนที่มาฟังพระสงฆ์ทำพิธีสวดสันปลาช่อน โดยใช้ใบไม้เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหาร

๓.เพลงพื้นบ้านที่เล่นตามฤดูกาล
          ๑.เพลงเกี่ยวข้าว
                         ใช้ร้องเล่นในขณะที่กำลังเกี่ยวข้าวโดยในมือซ้ายกำต้นข้าว มือขวากำเคียว ก้มลงเกี่ยวข้าวเต็มกำแล้วก็วางแผ่ลง แล้วก็ก้มลงเกี่ยวเดินหน้าต่อๆ ไป บทเพลงเกี่ยวข้าวจึงมีเนื้อร้องสั้นๆ การร้องจะเป็นการยั่วเย้า ล้อเลียนกันสนุกๆ โดยมีคนร้องนำและลูกคู่รับไม่มีการปรบมือหรือใช้เครื่องดนตรีประกอบ เป็นการเล่นขณะทำงาน เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความเมื่อยล้า เมื่อมาจัดเป็นการแสดงก็ไม่ได้ร้องเล่นในนาแต่จะแต่งตัวสวยงาม จัดฝ่ายหญิงฝ่ายชาย มีพ่อเพลงแม่เพลงเป็นหัวหน้า ถือเคียวมือหนึ่ง ต้นข้าวมือหนึ่ง ร้องรำไปตามเพลง 
 
๔.เพลงกล่อมลูก
                       ลักษณะ ทำนอง และลีลาของเพลงกล่อมลูกภาคกลาง เป็นการขับกล่อมอย่างช้าๆ เน้นการใช้เสียงทุ้มเย็น และยืดคำแต่ละคำให้เชื่อมโยงกันไปอย่างไพเราะอ่อนหวาน ไม่ให้มีเสียงสะดุด ขณะร้องมือก็ไกวเปลไปด้วย
                        จุดมุ่งหมายในการร้องเพลงกล่อมเด็ก คือ ร้องกล่อมเด็กวัยทารกให้หลับเร็วขึ้น เนื้อเพลงมีความหมายถึงความอ่อนโยน ความอ่อนหวานเกี่ยวข้องกับความห่วงใย ความผูกพันระหว่างแม่กับลูกอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์สอนเรื่องกตัญญูรู้คุณ และมุ่งหวังให้เด็กเป็นคนนิ่มนวลละมุมละไม บทเพลงแต่ละบท ไม่มีการว่าการด่าหรือเปรียบเทียบในทางไม่ดีไม่งาม
๕.เพลงรำวงโบราณ
                        เพลงรำวงของบ้านท่าโพ ที่นำมาร้องมาเล่นกันนั้น เป็นเพลงดั้งเดิมที่จำต่อกันมา ไม่นิยมดัดแปลงเนื้อร้อง จึงเรียกว่า "รำวงโบราณ” แต่การถ่ายทอดจากปากสู่ปากอาจทำให้เปลี่ยนไปจากเดิมบางส่วนและมีเพลงรำโทนจากถิ่นอื่นเข้มาปะปนบ้าง
                         วิธีการเล่นรำวงโบราณ 
                         คนนำร้องเพลงรำวง และคนอื่นๆ ร้องเพลงไปพร้อมกัน โดยมีโทนหรือรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ผู้รำฝ่ายชายไปโค้งฝ่ายหญิงเพื่อเชิญออกมารำวงคู่กัน แล้วพากันรำเป็นคู่ๆ เดินวนเป็นวงกลม
 
                                          

เนื้อร้องของเพลงรำวงโบราณ
แบ่งได้เป็น ๓ แนว ได้แก่
          ๑.การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่น เพลงไตรรงค์
          ๒.กล่าวถึงตัวละครในนิทานพื้นบ้าน ชาดกและวรรณคดีไทย เช่น สังข์ทอง โมรา พระเวสสันดร
          ๓.การเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว เช่น เพลงเธองาม เพลงไม่รักไม่ว่า
เนื่องจากเพลงรำวงนั้นเป็นเพลงสั้นๆ และมีจำนวนมาก จึงเรียกชื่อเพลงตามวรรคแรกของเพลงส่วนท่ารำก็จะรำไปตามบทบาทของเนื้อเพล

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว



ปฏิทินกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
« พฤศจิกายน 2560 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30
ดูปฏิทินทั้งหมด


๖๖๖ ชั้น ๑๕-๒๓ ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐๒ ๔๒๒ ๘๘๘๘

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม