แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว >> สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
การทอผ้าพื้นเมือง ผ้าขิด ลายลูกหวาย ตำบลหัวเมือง

วันที่ 30 ส.ค. 2556
 

 

         บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ โดยมีประวัติความเป็นมาโดยผู้เฒ่าผู้แก่ ในหมู่บ้านได้เล่าสืบต่อกันมาว่า “บ้านหัวเมือง ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๐ - ๒๔๑๒ หรือ รศ. ๘๘ - ๘๙ สมัยรัชกาลที่ ๕ ภูมิลำเนาเดิมของชาวบ้านหัวเมืองบ้างก็อพยพมาจากบ้านโพนทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี บ้างก็มาจากเมืองหนองบัวลำภู สมัยพระวอพระตา ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพ่อเฒ่าโพธิสาราช (สา) พ่อเฒ่าหอม พ่อเฒ่าเติบเทิง พ่อเฒ่าหลวงแก้ว พ่อเฒ่าเมืองคุก พ่อเฒ่าศรีสมุทร และพ่อเฒ่าแสงเป็นผู้อพยพมาตั้งบ้านเรือนก่อน ซึ่งภูมิประเทศในสมัยนั้นเป็นดงทึบ มีดง บึงและหนองน้ำ ล้อมรอบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์น้ำ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านเป็นดงทึบ ในดงมีต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิด เช่น ต้นยางนา ต้นตะเคียน ต้นกะบาก ต้นพยุง และได้สันนิษฐานว่า บริเวณที่ตั้งหมู่บ้าน อาจเคยเป็นที่ตั้งหมู่บ้านของคนในสมัยโบราณมาก่อน เนื่องจากมีการขุดพบไหโบราณ พระพุทธรูป ใบเสมาที่เป็นหินศิลาแลง ที่ปรากฏอย่างชัดเจน ซึ่งหลักฐานที่ค้นพบนี้ ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านหัวเมือง เมื่อมีคนเข้ามาอยู่อาศัยมากๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการตัดไม้ ถางป่า ทำเป็นที่นา ที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน เมื่อเห็นว่าภูมิประเทศเป็นที่น่าอยู่ น่าอาศัย เรือกสวนไร่นาปลูกพืชได้ผลมากแล้ว จึงได้ชักชวนญาติพี่น้องทางบ้านโนทอง อพยพมาปักหลักหลายครอบครัว เช่น พ่อเฒ่าศรีสงคราม พ่อเฒ่าแสนโคตร พ่อเฒ่าบัณฑิต ฮ้อยเชียงสอน ท้าวอินธิราช พ่อเฒ่าหลวงอินทร์ พันโนราช ท้าวไชยวัตร โพธิสาธิราช (สิม) นอกจากนี้ยังมีพ่อเฒ่าหลวงพล มาจากบ้านไท พ่อเฒ่าสุพรหม มาจากบ้านดงจงอาง และมีญาติ ๆ มาจากบ้านดงมะหรี่ บ้านบุค บ้านทุ่งใหญ่ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาเมื่อหมู่บ้านได้รับการพัฒนา มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ใช้บังคับ บ้านหัวเมืองก็เป็นที่ตั้งตำบล คือตำบลหัวเมืองในปัจจุบัน โดยมีขนาดพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ ๑๙๘ ไร่ แบ่งการปกครองออกเป็น ๒ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑ มีหลวงมหาดไทย (ต้นสกุลพราวศรี) เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกและเป็นกำนัน คนแรกของตำบลหัวเมือง มีนายอินธิแสน (สาร) เหมือนชาติ นายจันทกุมาร (ก้อน) พราวศรี เป็นสารวัตรกำนัน ปัจจุบันมีนายทวีศักดิ์ พรหมจารีย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายมานิต พรหมจารีย์ และนายสุนทร บุญงอก เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๘ มีพ่อหลวงคัง (โฮม ศิริใสย์) เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก( พ.ศ.๒๔๗๑) มีนายซึม ประมูลศิลป์ และนายต่อน จูฑรักษ์ เป็นผู้ช่วย ปัจจุบัน มีนายประสาท นนทะรักษ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านและมี นายทะนัง โพธิ์ภาษิต นายธีระชัย จันทร์ใสย์ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ ประชากรในหมู่บ้านและจำนวนครัวเรือนได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้การปกครองดูแลราษฎรไม่ทั่วถึง ทางราชการจึงได้ประกาศแยกหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหมู่บ้าน เป็นหมู่ที่ ๙ มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายเหมือน บุญงอก โดยมีนายท่อน เหมือนชาติ และนายขาล ภูมิวงศ์ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบัน มีนายสัมพันธ์ เติมทรัพย์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน โดยมี นายเจริญ สืบสายลา และนายเชาวลิต สิงห์ศรี เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร แบ่งการปกครองออกเป็น ๓ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑ บ้านหัวเมือง มีประชากร จำนวน ๖๕๙ คน มีจำนวนครัวเรือน ๑๖๑ ครัวเรือน แบ่งการปกครองออกเป็นสายต่าง ๆ จำนวน ๑๐ สาย ในแต่ละสายจะมีหัวหน้าสายเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบครัวเรือนในสายของตนประมาณ ๑๐ - ๒๐ ครัวเรือน หมู่ที่ ๘ บ้านหัวเมือง มีประชากร จำนวน ๗๖๑ คน จำนวนครัวเรือน ๑๖๕ ครัวเรือน แบ่งการปกครองออกเป็นคุ้มต่าง จำนวน ๑๒ คุ้ม ในแต่ละคุ้มจะมีหัวหน้าคุ้มรับผิดชอบ ประมาณ ๑๓ - ๑๕ ครัวเรือน หมู่ที่ ๙ บ้านหัวเมือง มีประชากร จำนวน ๓๗๒ คน จำนวนครัวเรือน ๘๘ ครัวเรือน แบ่งการปกครองออกเป็นคุ้ม จำนวน ๘ คุ้ม แต่ละคุ้มจะมีหัวหน้าคุ้มรับผิดชอบดูแลคุ้มละประมาณ ๗ -๑๒ ครัวเรือน ในแต่ละหมู่บ้านยังมีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่บ้านละ ๒ คน รวม ๖ คน กลุ่ม/องค์กรภายในชุมชน นอกจากนี้ ยังมีองค์กรที่จัดตั้งโดยชุมชน ได้แก่ กลุ่มเกษตรผสมผสานแนวทฤษฎีใหม่ ก่อตั้ง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ สถานที่ตั้งและติดต่อในปัจจุบัน เลขที่ ๑๒๒ หมู่ ๙ ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร รหัสไปรษณีย์ ๓๕๑๓๐ โทรทัพย์ ๐๔๕๗๙๙๓๒๔ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการรวมตัวของประชาชนในท้องถิ่น / เพื่อให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเพื่อเป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนและเป็นการส่งเสริมประชาธิปโตยขั้นพื้นฐาน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเมือง ก่อตั้ง วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๐ สถานที่ตั้งและติดต่อในปัจจุบัน เลขที่ ๕๑ หมู่ ๑ ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ระหัสไปรษณีย์ ๓๕๑๓๐ โทรศัพท์ ๐๔๕๗๙๙๒๘๓ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิก เพื่อส่งเสริมค่านิยมการประหยัดและออม เพื่อส่งเเสริมการเรียนรู้ในด้านการบริหารจัดการในระดับชุมชนและเพื่อส่งเเสริมให้สมาชิกและชุมชนเกิดความเข้มแข็ง กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง ก่อตั้งวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๖ สถานที่ตั้งและติดต่อในปัจจุบัน เลขที่ ๒๒ หมู่ ๘ ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร รหัสไปรษณีย์ ๓๕๑๓๐ โทรศัพท์ ๐๔๕๗๙๙๔๗๖ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีงานทำระหว่างว่างเว้นจากการทำอาชีพหลัก เพื่อให้มีรายได้เพิ่มและเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเพื่อสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง เป็นกลุ่มทอผ้าที่หยิบยกลวดลาย ยกดอกลายขิด ลายลูกหวายซึ่งเป็นลายไทยโบราณดั้งเดิม นำมาประยุกต์ยกดอก ๘ ตะกอขึ้นมา จนมีชื่อเสียงและได้รับการ คัดเลือกให้เป็นผ้าประจำจังหวัดยโสธร ซึ่งมีประวัติความเป็นมาของกลุ่มที่น่าสนใจ ดังนี้ ๑. ประวัติความเป็นมาของกลุ่ม กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง หมู่ที่ ๘ (เมืองฟ้าไหมไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖ เป็นระยะเวลา ๑๓ ปี ปัจจุบันมีสมาชิก ๑๕๐ คน จัดตั้งครั้งแรกมีสมาชิก ๑๕ คน รับสมัครและค่าสมาชิกเริ่มแรก คนละ ๑๕๐ บาท ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้จัดงานเพื่อระดมทุนด้วยการจัดฉายภาพยนตร์และประกวดร้องเพลง และเหลือหักค่าใช้จ่ายสมทบกองทุนในครั้งนั้น ๑๒,๐๐๐ บาท โดยมีผู้ร่วมจัดกิจกรรม ๙ หมู่บ้าน ในตำบลหัวเมือง และได้ใช้เป็นเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าอื่น ๆ ตามคำสั่ง กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง ได้ประชุมและประชาคม เพื่อนำมติที่ประชุมในการร่างระเบียบ/ข้อบังคับของกลุ่มขึ้นมี ๘ หมวด กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง ได้ดำเนินกิจกรรมทอผ้าอย่างต่อเนื่องและมีการประชุมกลุ่ม ๑ ครั้ง/เดือน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและรับทราบการดำเนินงานของกลุ่ม และมีการรับงานไปตามความถนัดของแต่ละคนด้วยความยุติธรรมและเสมอภาค ๒. ที่ตั้งที่ทำการกลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒ บ้านหัวเมือง หมู่ที่ ๘ ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ๓. วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกลุ่ม กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหัวเมือง มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกลุ่มเพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิก โดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ด้วยกัน ในข้อต่อไปนี้ ๑. เป็นแหล่งพัฒนาอาชีพหัตถกรรมในหมู่บ้าน และมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินการสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้าง สวัสดิการที่ดีแก่ประชาชนในหมู่บ้าน ๒. ส่งเสริมพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนให้มีขีดความสามารถในด้านคิดเป็น ทำเป็น จัดการเป็น พร้อมแก้ปัญหาได้ ๓. เสริมสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองของสมาชิกให้เรียนรู้ พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างศักยภาพ เพื่อแก้ปัญหาและเสริมสร้างเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ๔. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืน ๕. ส่งเสริมให้มีการประกอบอาชีพ และการบริหารจัดการองค์กรด้วยคนในชุมชน เอื้ออาทรซึ่งกันและกันพร้อมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แบบเท่าเทียมกันร่วมรับผลประโยชน์ร่วมกัน ๖. ร่วมมือกับทางราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชนรวมทั้งกลุ่มองค์กรอื่น ๆ ทั้งในและนอกชุมชน เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม และปรับปรุงกิจการของกลุ่ม ๔. ลักษณะการดำเนินการ กลุ่มทอผ้าบ้านหัวเมือง มีการรวมกลุ่มสร้างผลผลิตโดยการแบ่งโควต้าให้สมาชิกไปทำและนำผลผลิตมารวมกันไปจำหน่ายและปันผลกำไรให้สมาชิก หากสมาชิกไม่มีทุนดำเนินการก็มีการจัดหาทุนให้ยืม การได้มาของเงินลงทุน โดยการรวมกลุ่มเสนอโครงการตามหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผลการดำเนินงานจัดหาทุน มีดังนี้ ๑. ได้มาจากการลงหุ้นกันครั้งแรก จำนวน ๑,๒๐๐ บาท ๒. ได้จากโครงการส่งเสริมอาชีพพัฒนาชุมชนจังหวัดยโสธร ๒๕,๐๐๐ บาท ๓. จากสภาสตรีแห่งชาติ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ๔. จากองค์การบริหารส่วนตำบลหัวเมืองส่งเสริมอาชีพ จำนวน ๓,๐๐๐ บาท ๕. จากโครงการอุตสาหกรรมพื้นบ้าน จำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท ๖. จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอมหาชนะชัย จำนวน ๓,๐๐๐ บาท ๗. จากโครงการเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง จำนวน ๓๒๐,๐๐๐ บาท ๘. จากกรมการค้าภายในจังหวัดยโสธร จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ๙. จากการประกวดโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมต้นทุนที่จัดหาได้ตั้งแต่เริ่มดำเนินงานกลุ่ม ทั้งสิ้น ๔๕๗,๒๐๐ บาท ๕. ผลผลิตของกลุ่ม กลุ่มทอผ้าบ้านหัวเมือง ได้มีการทอผ้าประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ผ้าลายขิด ๒. ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมพื้นเรียบ ๓. ผ้าห่ม ๔. ผ้าฝ้าย ๕. ผ้าพื้นเมือง ๖. ผ้าสไบ ๗. ผ้าลายเกล็ดเต่า ๘. ผ้าสารพัดประโยชน์ ๙. ผ้าตามแต่ผู้รับซื้อสั่ง ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของกลุ่ม ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ลายโบราณ + ลายสร้างสรรค์ ต้นแบบ ในการคิดค้นลายเอกลักษณ์ของจังหวัดยโสธร ผ้าลายขิดลูกหวาย ซึ่งได้รับ มผช.จากกระทรวงอุตสาหกรรม และผ้าไหมคลุมไหล่ ได้รับรางวัลผ้าไหมเพ็นท์ลาย จากการดำเนินงานทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ ๓,๐๐๐ บาท/คน และยังมีการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอื่น ๆ ที่เกื้อหนุนกันอีก เช่น ส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น ๖. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการตั้งกลุ่ม จากการจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้น ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกในกลุ่มและชุมชน ดังนี้ ๑. ได้ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส/ยากจน ในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ๒. ได้ช่วยเหลือด้านสาธารณประโยชน์/สาธารณกุศล ๓. ได้นำเทคโนโลยีและทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่ สืบสานด้านภูมิปัญญาสู่ชุมชนและกลุ่มเครือข่าย ๔. ได้สร้างงานอาชีพและให้คนในชุมชนรู้จักใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ๕. ได้ให้ความรู้กับสมาชิกได้รู้จักวิเคราะห์ต้นทุน – กำไร และมีการออมทรัพย์ ๖. ได้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และความเอื้อเฟื้อต่อกันของกลุ่มสมาชิก ๗. ผลงานและรางวัลที่กลุ่มได้รับ ๑) ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับรางวัล ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น ประจำปี ๒๕๓๙ จากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ๒) ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมชนิดผ้าไหมมัดหมี่ จากจังหวัดยโสธร ๓) ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผ้าไหมชนิดผ้าไหมพื้นเรียบลายสร้างสรรค์ จากจังหวัดยโสธร ๔) ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รับโล่รางวัล คนดีศรีเมืองยศ ประจำปี ๒๕๔๘ สาขาหัตถกรรม จากจังหวัดยโสธร ๕) ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รางวัลผู้อนุรักษ์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย จากกระทรวงยุติธรรม ๖) ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ กลุ่มได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมดีเด่น ระดับจังหวัด ๗) ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับรองรางวัลชนะเลิศ อันดับ ๑ ประเภทกลุ่มองค์กรที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จากจังหวัดยโสธร ๘) ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับคัดเลือกเป็นสตรีดีเด่น ประจำปี ๒๕๕๓ จากสภาสตรีแห่งชาติในพระราชินูปถัมภ์ ๙) ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับรางวัลเชิดชูครูช่างศิลป์ ประจำปี ๒๕๕๕ จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์กรมหาชน) ๑๐) ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามรูปแบบ yasothon model ประจำปี ๒๕๕๕ การทอผ้าขิดลายลูกหวาย การทอผ้าแบบเก็บขิด เป็นวิธีการทอผ้าอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้วิธีสอดไม้เก็บลวดลายบนเส้นยืน เมื่อได้ลายที่ต้องการแล้ว จึงจะสอดด้ายเส้นพุ่งเข้าแทนที่ไม้ ผ้าที่ทอโดยวิธีนี้เรียกว่า ผ้า ขิด การทอผ้าเรียกว่า การเก็บขิด ซึ่งการทอผ้าขิดลายลูกหวายให้ได้ผ้าออกมาเป็นผืน จำต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และใช้สติปัญญาในการจดจำการทอ การเลือกใช้สี เป็นอย่างมาก จึงจะได้ผ้าทอที่ออกมาสวยสดงดงาม และมีเนื้อละเอียด เป็นที่สนใจของลูกค้าได้ นับเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ควรจดจำและอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้มีการเรียนรู้ไว้เป็นมรดกทางปัญญาสืบไป ประวัติผ้าขิดลายลูกหวาย จังหวัดยโสธร ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๕ คำขวัญจังหวัด

อัตลักษณ์ (ที่โดดเด่น)

อัตลักษณ์ที่โดดเด่น ผ้าขิดลายลูกหวาย มีลักษณะพิเศษดังนี้ ๑. เป็นผ้าไหมที่ใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น ๒. ขบวนการผลิต ใช้วัสดุอุปกรณ์ทอผ้าของท้องถิ่นซึ่งอาศัยความชำนาญของช่างทอ ๓. มีการผลิตสืบต่อกันมาในท้องถิ่น ๔. ลวดลายผ้า เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ๕. เป็นผ้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผ้าประจำจังหวัดยโสธร เนื่องจากเป็นผ้าที่สอดคล้องและบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ที่เด่นชัดของจังหวัด ประกอบด้วย วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น คำขวัญของจังหวัดและสีของจังหวัด ๖. ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ออกหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้กับจังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ผ้าขิดลายลูกหวาย เป็นผ้าที่มีลวดลายสวยงาม โดยผู้สวมใส่ สามารถนำไปแปรรูปเป็นเสื้อสูท หรือตัดเป็นชุดกระโปรงได้ ทั้งชายและหญิง หรือจะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น ได้อย่างหลากหลายตามความนิยมของผู้สวมใส่และผู้ใช้ ๓. วัสดุที่ใช้ในการผลิตผลงาน วัสดุที่ใช้ในการผลิตผลงาน มีดังนี้ ๓.๑ เส้นไหม ๓.๒ สีย้อม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๓.๒.๑ สีสังเคราะห์ ๓.๒.๒ สีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น - สีทอง ได้จาก แก่นขนุน - สีเหลืองไพล ได้จาก เปลือกไม้ต้นเพกา เปลือกไม้ต้นมะม่วงน้อย - สีเหลือง ได้จาก ขมิ้น แก่นขี้เหล็ก - สีแดง ได้จาก ครั่ง - สีเขียว ได้จาก ใบย่านาง ใบเตย - สีดำ ได้จาก มะเกลือ กาบมะพร้าวเผา - สีโอวัลติน ได้จาก เปลือกไม้ต้นดู่ เปลือกไม้ต้นอะลาง - สีเปลือกมังคุด ได้จาก เปลือกไม้ต้นกระโดนป่า - สีส้ม ได้จาก ดอกทองกวาง (ดอกจาน) - สีชมพู ได้จาก เปลือกมะพร้าวอ่อน เปลือกไม้ต้นมะยม ๔. แหล่งที่มาของวัสดุ วัสดุที่ใช้ในการทอผ้าไหม มีที่แหล่งที่มาในแต่ละประเภท ดังนี้ ๔.๑ เส้นไหม ส่วนใหญ่ได้มาจากการเลี้ยงไหมของสมาชิกในกลุ่มทอผ้า เมื่อความต้องการผ้าของตลาดมีมากขึ้น วัสดุมีไม่เพียงพอ ทางกลุ่มได้มีการติดต่อซื้อขายวัสดุ (เส้นไหม) จากแหล่งวัตถุดิบในถิ่นอื่น ได้แก่ จากกลุ่มอาชีพทอผ้าในตำบลเดียวกัน คือ บ้านหนองบัว ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ราคากิโลกรัมละ ๑,๐๕๐ - ๑,๒๐๐ บาท และซื้อจากต่างจังหวัด คือ บ้านยางเอียด ตำบลส้มป่อย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ในราคากิโลกรัมละ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับระดับเกรดของเส้นไหม ๔.๒ สีย้อมไหม ๔.๒.๑ สีสังเคราะห์ หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ทั้งในตัวอำเภอมหาชนะชัย และในจังหวัดยโสธร ๔.๒.๒ สีธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติหาได้ในท้องถิ่น หมู่บ้าน และมีตลอดทุก ฤดูกาล ยกเว้นพืชบางชนิด เช่น ดอกจาน จะมีเฉพาะในฤดูร้อน จะออกดอกบานสะพรั่ง ๕. เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต ในการผลิตผ้าขิดลายลูกหวายในแต่ละครั้ง มีเครื่องมือที่ใช้ประกอบการผลิต ดังนี้ ๕.๑ ฟืม ฟืม เป็นอุปกรณ์การทอผ้า สำหรับตวัดให้เส้นด้ายเส้นพุ่งให้ชิดติดกัน โดยมีฟันฟืมสอดด้วยเส้นด้าย ทางเส้นยืน มีตะกอในการยกเส้นด้ายขึ้น – ลง เพื่อให้เกิดช่องว่างในการสอดด้ายเส้นพุ่งโดยกระสวย ส่วนประกอบของตัวฟืม ประกอบด้วย ๑. ฝักฟืม หมายถึง กรอบไม้สำหรับยึดฟันฟืมให้แข็งแรง โดยทำจากไม้เนื้ออ่อน เป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒. ฟันฟืม ทำด้วยไม้ไผ่ เหลาเป็นเส้นเล็ก ๆ ตามจำนวนและชนิดของฟืม ปัจจุบันฟันฟืมนิยมทำด้วยเหล็ก ๓. ไม้สังขยา เป็นไม้ไผ่เล็ก ๆ สำหรับถักฟันฟืมให้ยึดติดกันถี่ ๆ ทั้งบนและล่าง สำหรับขั้นตอนในการทำฟืม จะเริ่มจากการทำฟันฟืม ซึ่งจะใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นเส้นเล็ก ๆ จากนั้นจะนำฟันฟืมมาถักโดยใช้ด้ายถักทีละเส้นทั้งบนและล่าง ให้เข้ากับไม้สังขยาตามจำนวนฟันของฟืมแต่ละชนิด จากนั้นนำมาเข้าฝักฟืม โดยนำฝักฟืมที่ถักไว้แล้วสอดลงช่องฝักฟืมแล้วยึดด้วยตะปูให้แน่น ขั้นตอนสุดท้ายคือการเก็บเขาหรือตะกอ โดยจะสอดพร้อมกับด้ายเส้นยืนผ่านฟันฟืม เมื่อดึงหรือเหยียบเขา (ตะกอ) ขึ้นลง สามารถสอดด้ายเส้นพุ่งโดยใช้กระสวย ๕.๒ กระสวย กระสวย เป็นอุปกรณ์ทอผ้า ที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีความยาวประมาณ ๔๐ เซนติเมตร มีลักษณะปลายเรียวทั้งสองข้าง ส่วนตรงกลางจะเจาะเป็นร่องสี่เหลี่ยมลึกประมาณ ๑ - ๒ เซนติเมตร กว่างประมาณ ๒ เซนติเมตร และยาวประมาณ ๔ เซนติเมตร ซึ่งร่องตรงกลางของกระสวย ใช้สำหรับใส่หลอดด้ายสำหรับสอดเส้นพุ่งในการทอ ไม้สำหรับทำกระสวยส่วนใหญ่จะใช้ไม้ประดู่ ไม้พะยุง เป็นต้น ๕.๓ หลอดด้าย หลอดด้าย ใช้สำหรับกรอด้ายที่จะใช้ในการทอผ้า จะทำจากไม้ไผ่ ในส่วนที่เป็นแขนงไม้ ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร ตรงกลางหลอดด้าย ซึ่งเป็นแขนงไม้ไผ่ จะมีรูเล็ก ๆ ตรงกลาง สำหรับสอดไม้ไผ่เล็ก ๆ ยึดติดกับหลอดด้ายกับกระสวย ๕.๔ หลักเผือ (หลักค้น) หลักเผือหรือหลักค้น จะมีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากไม้เนื้อแข็ง โดยทั้งสี่มุมของกรอบหลักเผือจะประกบติดกันโดยการเจาะรู ที่ขาตั้ง แล้วนำไม้ส่วนที่เป็นคานมาสอดติดลักษณะเป็นลิ่ม ยึดติดกันให้แน่น จากนั้นเจาะรูเล็ก ๆ ที่ขาตั้งทั้งสองด้าน ระยะห่างกันประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ตลอดขาตั้ง แล้วนำฟันไม้ท่อนเล็กๆ ตอกลงที่รู ซึ่งฟันของหลักเผือจะใช้สำหรับเป็นที่เกาะเส้นด้าย ที่กรอไว้แล้วจากอัก ก่อนที่จะนำเส้นด้ายไปสืบหูก ๕.๕ อัก อัก ทำจากไม้เนื้อแข็ง ประกอบด้วยแท่งไม้ ๔ ตัว (ขาอัก) มีตัวยึดทั้งด้านล่างและด้านบน ตรงกลางแผ่นไม้ที่ยึดขาอักเจาะเป็นรูตรงกันทั้งบนและล่าง เพื่อสอดอักเข้ากับขาตั้ง สำหรับหมุนอักเพื่อกรอด้ายออกจากกงด้าย การเตรียมกรอด้ายเข้าอัก เป็นขั้นตอนที่นำด้ายไปทำเป็นเครือหูก (ด้ายยาวที่จะขึงไปตามเครื่องทอหรือกี่) โดยดึงด้ายจากอักหลายตัวเกาะกับไม้เล็ก ๆ จำนวนหลายตัวที่เสียบกับหลักไม้ ๒ ตัว ที่ตั้งขนานกัน (อีสานเรียกว่า หลักค้นหูก) ขึงไปตามไม้เล็ก ๆ กลับไปกลับมาคล้ายบันไดลิง เมื่อได้ใจด้ายตามต้องการแล้วจึงหยุดและเตรียมเป็นเครือหูก เพื่อที่จะนำไปทำขั้นตอนต่อไป ๕.๖ ไม้คอนอัก ไม้คอนอัก เป็นเครื่องมือใช้คู่กับอัก ใช้สำหรับกรอเส้นไหม ลักษณะของไม้คอนอัก จะมีลักษณะเป็นไม้ตั้งสูงประมาณ ๑ ศอก มีฐานเป็นไม้แผ่นสี่เหลี่ยมสำหรับยึดไม้ให้ตั้งตรง ตรงปลายสุดของไม้เจาะรูสอดไม้ยื่นไปข้างหน้าตั้งฉากกับฐาน โดยส่วนไม้ที่ยื่นออกใช้เป็นที่สำหรับสอดอักสำหรับใช้กรอเส้นไหม นิยมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ๕.๗ หลา หลา เป็นเครื่องใช้จำเป็นสำหรับคนสมัยก่อนเป็นอันมาก ทำจากไม้เนื้อแข็งมีเหล็กไนสอดเข้ากับรูไม้ ๒ ตัว สลักลวดลายทางด้านหัวหลา เหล็กไนจะมีลักษณะหมุนได้และทำหน้าที่ปั่นไหมเป็นเส้นไหมขนาดเล็กใหญ่ได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งซึ่งต่อจากตัวหลาที่เป็นไม้ขนาดยาวประมาณเมตรเศษ มีหลักไม้ ๒ ตัว เจาะรูที่สอดผ่านเพลาของกงหลา ที่ทำจากไม้ไผ่ลักษณะคล้ายล้อเกวียนแต่ขนาดเล็กกว่า เหล็กที่สอดจากรูของเพลาผ่านรูไม้มาด้านหน้าจะยื่นออกมาเป็นที่สำหรับมือจับหมุน กงหลาจะมีเชือกโยงระหว่างกงหลาไปยังเหล็กไน เมื่อเวลาหมุนกงหลา เหล็กไนก็จะหมุนปั่นเส้นไหมไปด้วย โดยใช้มือจับด้ายให้ตึง อีกมือหนึ่งหมุนกงหลา เรียกว่าทำงาน ทั้งสองมือไปพร้อม ๆ กัน ๕.๘ กี่ทอผ้า กี่ทอผ้า จะทำเป็นโครงไม้เนื้อแข็ง โดยไม้ที่นำมาประกอบกันเป็นโครงกี่นั้นจะประกอบด้วย ๑) ไม้ขื่อกี่ ๒) เสา ๓) ไม้ข้างกี่ ๔) ไม้หน้าตัก ๕) แป้นนั่ง ๖) หลักหัวเขา การประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโครงกี่ จะใช้วิธีการเจาะรูเข้าลิ่มยึดไม้ติดกันในแต่ละส่วน โดยโครงกี่แต่ละโครงจะมีความกว้างประมาณ ๒ เมตร และยาวประมาณ ๓ - ๓.๕๐ เมตร ซึ่งกี่เป็นส่วนสำคัญในการทอผ้า เพราะจะใช้เป็นที่สำหรับกางหูก เพื่อทำการทอผ้าต่อไป ๕.๙ กง กง เป็นเครื่องมือที่สำหรับกรอไหม มีลักษณะเป็น ๘ แฉก โดยใช้ไม้ ๔ เส้นวางไขว้ตัดกันตรงกึ่งกลางของไม้ แต่ละแฉกใช้เชือกไนล่อนผูกยึดโยงติดกัน เฉียงสลับแฉกไปมา ตรงกลางของไม้ที่ไขว้กันเจาะรูแล้วใช้เหล็กเส้นสอดผ่านรูทั้ง ๒ ข้าง สำหรับวางพาดกับหลักกง ๕.๑๐ หลักตีนกง หลักตีนกง มี ๒ ข้าง ลักษณะเป็นท่อนไม้หรือเหล็กตั้งตรง ตรงฐานของตีนกงมีแผ่นไม้หนาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวสำหรับยึดติดไม้หรือเหล็กให้ตั้งตรง ๕.๑๑ เล็ง เล็ง ทำด้วยไม้เนื้อแข็งจำนวน ๔ ท่อน ขนาดความยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร แยกเป็น ๒ ด้านละ ๒ ท่อน นำไม้ทั้ง ๔ ท่อน มาเจาะรูตรงกลาง ใช้ ๒ ท่อน มาวางไขว้สลับกัน อีก ๒ ท่อนก็ทำเช่นเดียวกัน ตรงปลายสุดของไม้ ใช้ไม้เนื้อแข็งเหลาเป็นแหล่งสี่เหลี่ยมความยาวประมาณ ๑ ฟุต เจาะรูตรงปลายไม้ทั้ง ๒ ด้าน นำมายึดเข้ากับปลายไม้ที่ทำเป็นแฉก โดยให้แฉกตรงกันทั้งสองด้าน จะได้ ๘ แฉก ๑ ด้านมี ๔ แฉก ตางกลางที่เจาะรูใช้ไม้ไผ่ทะลุปล้องตอกยึดติดแฉกไม้ทั้ง ๒ ด้าน ให้รูตรงกันทั้ง ๒ ด้าน ซึ่งสามารถพับเก็บได้ การใช้งานจะใช้คู่กับขาตั้งที่มีฐานตั้งแข็งแรง และมีไม้ยื่นออกมาสำหรับสอดเข้ากับรูที่เจาะไว้ มีที่ให้จับหมุนเล็งให้หมุนโดยรอบได้ ๕.๑๒ กระบุง กระบุง ทำด้วยไม้ไผ่เหลาเป็นตอก นำมาสานขัดกันเป็นลายตามแต่ต้องการ มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม มีมุมสี่มุม ความสูงประมาณ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร ขอบกระบุงใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นเส้นใช้เชือกไนล่อนมัดยึดติดกับขอบปากกระบุงโดยรอบ ๕.๑๓ เตา เตาที่ใช้ เป็นเตาอั้งโล่ ปั้นจากดินเผา ซึ่งมีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ขนาดของเตาขึ้นอยู่กับความต้องการ ๕.๑๔ หม้อดิน หม้อดิน เป็นภาชนะในการสาวไหม โดยลักษณะของหม้อดินจะมีลักษณะทรงสูง คล้ายกับหม้อนึ่งข้าวของคนอีสาน โดยคุณสมบัติของหม้อดินจะเก็บความร้อนของน้ำที่ต้มได้นาน หม้อดินจะใช้ร่วมกับพวงสาวไหมในการดึงเส้นไหมออกจากฝัก ๕.๑๕ พวงสาวไหม พวงสาวไหม มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม ด้านบนจะมีล่อเป็นริ้ว ๆ ๑๖ ริ้ว สามารถหมุนได้ นิยมทำด้วยไม้ไผ่ และมีขาพวงสาวไหมทำเป็นปากแฉกสำหรับสวมเข้าปากหม้อ ตรงกลางจะมีไม้ยึด และเจาะรูตรงกลางสำหรับสอดเส้นไหมผ่านเวลาสาวไหม ๕.๑๖ จ่อ จ่อมีลักษณะคล้ายกับกระด้ง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ภายในจ่อจะมีไส้ที่ทำจากเส้นไม้ไผ่ โดยไส้จ่อนี้จะมีความสูงประมาณ ๒ - ๓ เซนติเมตร ความสูงเมื่อนำมาวางราบภายในจ่อจะสูงเท่ากับขอบจ่อ ๕.๑๗ กระด้ง กระด้ง เป็นภาชนะสำหรับใส่ใบหม่อน เลี้ยงตัวไหม ขนาดของกระด้งมีขนาดเล็ก ใหญ่ตามความต้องการ ไม้สำหรับทำกระด้ง ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ไผ่บ้านที่มีอายุระหว่าง ๒ - ๓ ปี ซึ่งถือว่าไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ในการทำกระด้ง เริ่มจากคัดเลือกไม้ไผ่ดังที่กล่าวมาแล้ว แล้วนำมาตัดเป็นท่อนยาวประมาณ ๘๐ - ๑๐๐ เซนติเมตร นำมาผ่าออกเป็นซีก แล้วเหลาเป็นเส้นตอก โดยเส้นตอกแต่ละเส้นเหลาเป็นปื้นให้เรียบทั้งสองด้าน โดยแต่ละปื้นจะมีความกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร จำนวนตอกที่ใช้สานกระด้งแต่ละอันจะใช้ตอกประมาณ ๘๐ - ๑๐๐ เส้น วิธีการสานกระด้ง จะนำตอกที่เตรียมไว้แล้วมาสานขัดแตะ เป็นลายสองออกไป เรื่อย ๆ ให้ได้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓๐ - ๕๐ เซนติเมตร จากนั้น นำไม้ไผ่มาทำเป็นขอบกระด้ง โดยขอบกระด้งจะทำเป็นรูปวงกลม ๒ ชั้น นำมาประกบติดกันโดยใช้ปลายของกระด้งที่สานเสร็จแล้ว มาสอดใส่ตรงกลางระหว่างขอบกระด้ง โดยรอบมัดด้วยเส้นตอกเป็นเปลาะโดยรอบให้แน่น ๕.๑๘ แฝงหนู แฝงหนู เป็นสิ่งที่ใช้สำหรับหวีหูกให้มีความลื่น ทำจากเส้นใยตาลที่ละเอียด นำมามัดรวมกัน ตรงที่สำหรับจับจะใช้เศษผ้ามัดรอบ ตรงกลางแฝงหนูใช้เส้นหวายที่มีความเหนียวมาไพล่เส้นตาลให้แยกออกจากกันเหมือนกับการทำไม้กวาด เพื่อให้ง่ายต่อการหวีหูก และทำให้หวีหูกได้ทั่วเส้นไหม ๕.๑๙ ลูกตุ้ม ลูกตุ้ม ใช้ในขั้นตอนการการแกว่งไหม ที่เป็นการทำให้เส้นไหมกลม เป็นเกลียวไม่แตกกระจายจากเส้นไหม ทำจากเหล็กที่มีลักษณะแบน ตรงกลางเชื่อมเหล็กโค้งให้มีรูสำหรับสอดเส้นไหมให้ผ่านไปมาได้ ๕.๒๐ ไม้เหยียบหูก ไม้เหยียบหูก ใช้สำหรับสอดใส่เชือกหูกในขั้นตอนการทอผ้า เพื่อให้เขาหูกอ้า สามารถพอที่จะสอดกระสวยเส้นไหมไปมาได้ ทำจากไม้ไผ่หรือไม้ชนิดอื่นก็ได้ที่มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้ ในการทอผ้าขิดลายลูกหวาย จะใช้ไม้เหยียบหูก ๘ ท่อน โดย ๑ เขาหูก ใช้ไม้เหยียบ ๑ ท่อน ๕.๒๑ โบก โบก มีลักษณะเป็นทรงกระบอกข้าวหลาม ทำจากพลาสติกหรือท่อนไม้ไผ่ก็ได้ ขนาดความยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ตรงกลางจะกลวง ใช้คู่กับหลาในการแกว่งไหมเพื่อให้เส้นไหมกลม ๖. ขั้นตอนกระบวนการผลิต / วิธีทำ (โปรดอธิบายให้เข้าใจ) ในการทอผ้าขิดลายลูกหวาย มีกระบวนการการผลิต ดังนี้ ขั้นเตรียมการ ๑) การเลี้ยงไหม เครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการเลี้ยงไหม ประกอบด้วย ๑) ตัวไหม ๒) ใบหม่อน ๓) กระด้ง ๔) จ่อ ๕) ผ้าคลุม วิธีการเลี้ยงไหม ๑) คัดเลือกไหม โดยคัดผักไหม(รังไหม)ที่แน่นและมีน้ำหนัก จึงจะเป็นตัวเมีย ๒) นำเอาฝักไหมหรือรังไหมที่คัดแล้ว มาใส่กระด้ง คลุมด้วยผ้าให้มิดชิด ทิ้งไว้ประมาณ ๑๒ – ๑๖ วัน ๓) เมื่อครบกำหนดจะได้เป็นตัวผีเสื้อ นำตัวผีเสื้อที่ได้เก็บไว้รวมกันในแผ่นกระดาษสีขาว ชาวบ้านเรียกว่า บ่อนบี้ หรือ บ่อนผีเสื้อ ใช้วัสดุทรงกลมครอบไว้ ๑ - ๒ คืน ผีเสื้อจะวางไข่ แล้วจึงเอาที่ครอบออก ๔) ประมาณ ๕ -๑๐ วัน ไข่จะแตกเป็นตัวไหม ก็เก็บตัวผีเสื้อทิ้งไป ผีเสื้อ ๑ ตัว จะวางไข่ประมาณ ๓๐๐ ฟอง เมื่อผีเสื้อวางไข่เป็นตัวไหมแล้ว ก็นำตัวไหมมาแยกวางใส่กระด้ง เลี้ยงด้วยใบหม่อน วัยของตัวไหมจะมีอยู่ ๕ วัย คือ วัยที่ ๑ (๓ - ๔ วัน) เรียกว่า นอน ๑ วัยที่ ๒ (๓ - ๔ วัน) เรียกว่า นอน ๒ วัยที่ ๓ (๕ - ๖ วัน) เรียกว่า นอน ๓ วัยที่ ๔ (๓ - ๔ วัน) เรียกว่า นอน ๔ วัยที่ ๕ (๕ - ๖ วัน) เรียกว่า นอน ๕ รวมใช้เวลา ๒๕ - ๓๐ วัน ตัวไหมก็จะสุก ๕) เมื่อตัวไหมสุกแล้ว ก็เก็บตัวไหมใส่จ่อ ใช้ผ้าคลุมไว้ ประมาณ ๓ - ๔ วัน ก็เอาผ้าออก รอให้รังไหมแข็งตัว ๑๐ - ๑๒ วัน ก็จะเป็นดักแด้ ๖) เก็บรังไหมไปใช้ในการสาวไหมต่อไป ๒. การสาวไหม หมายถึง วิธีการนำเส้นไหมออกจากรังไหม เครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการสาวไหม ประกอบด้วย ๑) เตา ๒) ฟืน หรือ ถ่าน ๒) หม้อดิน ๓) พวงสาวไหม ๔) ไม้หืบ ๕) กระบุง วิธีการสาวไหม การสาวไหม เป็นขั้นตอนเริ่มต้นในการได้มาซึ่งเส้นไหมหลังจากที่มีการเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมแล้ว โดยวิธีการสาวไหม มีขั้นตอนและรายละเอียด ดังนี้ ๑) ติดตั้งเตาถ่าน หรือใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงก็ได้ นำหม้อดินใส่น้ำให้ถึงขอบปากหม้อ ไม่ถึงกับให้ล้น ๒) ติดตั้งพวงสาวไหม เข้ากับปากหม้อ ๓) เมื่อน้ำอุ่น ไม่ถึงกับให้น้ำร้อนจัด เพราะจะทำให้เส้นไหมเปื่อย ให้นำรังไหมที่เตรียมไว้ลงไปในหม้อที่ต้มน้ำ นำลงไปประมาณ ๑ กำมือ ๓) ใช้มือดึงเส้นไหมออกจากรังไหม ดึงเป็นเส้นยาวพอประมาณที่จะสามารถนำไปเกี้ยวพันเข้ากับพวงสาวไหมได้ เสร็จแล้วนำเส้นไหมที่ดึงได้ มาสอดผ่านตรงช่องกลางรูของไม้พวงสาวไหม ๔) เสร็จแล้วนำไปพันเกี่ยวกับล่อที่เป็นวงกลมที่อยู่ตรงกลางของพวงสาวไหม ซึ่งสามารถหมุนไปมาได้ ๕) ขณะที่สาวไหม จะใช้ไม้หืบห่อนรังไหมที่ต้มไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เส้นไหมหลุดออกมาจากรังไหม ๖) เส้นไหมที่สาวออกมาจะนำมาใส่ไว้ในกระบุง สำหรับนำไปสู่การเล็งไหมต่อไป ๓. การเล็งไหม หมายถึง วิธีการทำเส้นไหมให้เป็นปอยไหมเพื่อนำไปสู่การฟอกไหม เครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการเล็งไหม ประกอบด้วย ๑) กระบุงเส้นไหม ๒) เล็งไหม วิธีการเล็งไหม ในการเล็งไหมเพื่อทำไ

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ศาลากลางจังหวัดยโสธร ชั้น ๕ ถนนแจ้งสนิท อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ๓๕๐๐๐
โทร. ๐ ๔๕๗๑ ๕๑๓๗ โทรสาร ๐ ๔๕๗๑ ๕๑๓๘ e-mail : [email protected]
พัฒนาและดูแลระบบโดย
นางสาวอารีรัตน์ สร้อยสิงห์ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล e:mail : [email protected]

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม