แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว >> สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
การทำบั้งไฟโบราณ บ้านฟ้าห่วน ตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง

วันที่ 29 ส.ค. 2556
 

 

 

 

อำเภอค้อวัง เดิมมีชื่อว่า “บ้านโนนค้อ” ตำบลฟ้าห่วน อำเภอมหาชนะชัย ต่อมามีพระภิกษุกรรมฐานรูปหนึ่งชื่อว่า “หลวงปู่วัง” เดินทางมาจากอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มาบำเพ็ญตนอยู่ ณ บ้านโนนค้อ ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงมีผู้คนอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่มากขึ้น และได้เรียกชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า “บ้านค้อวัง” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นการแบ่งเบาภาระการปกครอง และเป็นการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไป ตลอดจนเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน จึงได้ขอแยกออกจากอำเภอมหาชนะชัย ตั้งเป็นกิ่งอำเภอค้อวัง และเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒ กิ่งอำเภอค้อวังได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ และแบ่งเขตการปกครองอำเภอเป็น ๔ ตำบล คือ ตำบลฟ้าห่วน ตำบลกุดน้ำใส ตำบลน้ำอ้อม และตำบลค้อวัง ซึ่งปัจจุบัน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอค้อวัง คือ นายชำนาญ ชื่นตา ประเพณีบุญบั้งไฟจะทำกันในเดือน ๖ อันเป็นประเพณีเก่าที่มีมาแต่โบราณกาลของหมู่บ้าน “เป็นพิธีสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุจุฬามณีบนดาวดึงส์พิภพ หรือ เป็นพิธีขอฝนจากพญาแถน ให้ตกต้องตามฤดูกาลก่อนจะได้เริ่มลงมือทำนา ทำไร่” ซึ่งเป็นงานหนักประจำปี “นอกจากนี้ก็มักจะมีการบวชนาคพร้อมกันไปด้วย” ในทุกหมู่บ้านจะจัดงานบุญบั้งไฟมิได้ขาด ต่อเนื่องกันมาเป็นประเพณีอันสำคัญยิ่ง สาเหตุของการมีประเพณีบุญบั้งไฟ ๑. แง่ทางศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์มีการเคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีความสำคัญมากในสมัยพระเวทก็คือ พระอัคนี (เทพเจ้าแห่งไฟ) พระอัคนีได้รับความนับถือว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เดชและมีพิธีบูชาอ้อนวอนแทบทุกพิธีกรรม โดยถือว่าพระอัคนีเป็นเทพเจ้าผู้รับการอ้อนวอนเพื่ออำนวยผลแก่ประชาชน และถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้เป็นสื่อนำเครื่องสังเวยจากมนุษย์ไปสู่พระเจ้าด้วย เช่น เครื่องสังเวยต่าง ๆ ต้องโยนเข้ากองไฟเพื่อให้นำไปถวายแด่เทพเจ้าบนสวรรค์ พระอัคนีมีอยู่ ๓ ภาค คือ ภาคสวรรค์ ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ภาคอากาศ ได้แก่ สายฟ้า ไฟฟ้าในอากาศที่เรียกว่า วิทยุ หรือวิชชุ ภาคพื้นดิน ได้แก่ ไฟหุงข้าวต้มแกงนี้เอง การบูชายัญหรือการจุดไฟสมัยโบราญของอินเดียก็สืบมาจากการนับถือพระอัคนี ครั้นศาสนานี้แพร่เข้ามาสู่ดินแดนย่านนี้ในครั้งโบราณ การบูชาพระอัคนีก็คงมีมาด้วย การจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาพญาแถน หรือถวายแถน ตามเรื่องนั้นก็คงจะสืบมาจากประเพณีนี้ ๒. แง่พุทธศาสนา มีหลายท่านสันนิษฐานว่าบุญบั้งไฟเป็นบุญวิสาขบูชา เพราะนิยมทำกันในกลางเดือน ๖ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา ประชาชนในท้องถิ่นนิยมเรียกว่าบุญเดือน ๖ ด้วย ตามเรื่อง ผาแดง – นางไอ่นั้น พระเณรก็จุดบั้งไฟบูชา และเมื่อพญาขอมฉลองบั้งไฟนั้นได้มีการทำบุญให้ทานขนาดใหญ่เลี้ยงสมณชีพราหมณ์ เลี้ยงพสกนิกรไม่เคยเลือกหน้าทั้งยังได้อาราธนาพระเณรมาแสดง พระธรรมเทศนาบอกอานิสงส์แห่งการบูชาด้วย ขณะเดียวกันบางคนก็ยังถือศีล บางคนก็ปั้นพุทธรูป บางคนก็ลูกหลานบวชรักษาศีลซึ่งแสดงถึงการบุญมหากุศลประจำปีทีเดียว จึงน่าจะเป็นบุญวิสาขบูชา อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงไปอีกเป็น ๒ ประการ พวกหนึ่งบอกว่าเป็นการบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ อีกพวกหนึ่งว่าเป็นการของฝนจากเทวดา วัตถุประสงค์นี้ปัจจุบันถือกันมากและทั่วไปแทบทุกจังหวัด ระยะงาน บุญบั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟจะทำกันในในเดือน ๖ หากจะเล่าไปหน่อยก็ต้นเดือน ๗ จากหนังสือเรื่องท้าวผาแดง – นางไอ่ และประเพณีบุญบั้งไฟ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงระยะงานประเพณีบุญบั้งไฟจะทำกันในเดือน ๖ เดือน ๗ ว่า “เข้าใจว่าเพื่อความเหมาะสมหลายประการ ประการแรกบั้งไฟอาจเป็นอันตรายถ้าจุดหน้าฝนอาจจะก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินเมื่อจุดต้นหน้าฝนยังพอมีโคลนบ้างอากาศก็เย็นพอประมาณ ประการที่สอง ถ้าจุดในหน้าฝนจริง ๆ ก็เกิดความเสียหายแก่พืชพันธ์ธัญญาหาร เพราะการเล่นของชาวบ้านก็ดี การที่บั้งไฟตกลงมาก็ดี อาจจะทำความเสียหายแก่ท้องนาได้ดังนั้นฤดูกาลที่เหมาะสมก็คือต้นฤดูฝน แต่ถ้าถือว่าเป็นพิธีวิสาขบูชาแล้วก็ไม่ต้องมีเหตุผลอย่างอื่น เพราะวันวิสาขบูชาก็คือเพ็ญเดือน ๖”

 
อัตลักษณ์ (ที่โดดเด่น)

การเตรียมประเพณีบุญบั้งไฟ การเริ่มพิธีจะเริ่มจากากรที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหรือในคุ้มมารวมกันแล้วแบ่งงานกันว่าใครจะทำอะไร นับตั้งแต่การจัดทำบั้งไฟ การฝึกหัดการฟ้อนรำ ประกอบขบวนบั้งไฟ การจัดหาอาหารสำหรับทุก ๆ คนที่ร่วมกันทำงานบางพวกปลูกปะรำ ปลูกที่พักอาศัยเผื่อเพื่อนบ้านอื่น ๆ จะมาร่วมด้วยบางพวกหาเนื้อหาปลาเตรียมไว้ทำบุญและเลี้ยงแขกในงาน ส่วนพวก แม่บ้านก็เตรียมข้าวปลาอาหาร ทำขนมจีนและตัดชุดรำเซิ้งไว้ให้ลูกหลาน เมื่อถึงวันเซิ้งลูกหลานจะได้ไปร่วมเซิ้งกับเขา ทางอุปัชฌาอาจารย์ก็ตระเตรียมซ้อมนาค เพราะมีผู้นิยมเอาลูกหลานบวชในวันนั้น ก็มาก ตกลงว่าก่อนงานประมาณ ๑ เดือน ทั้งหมู่บ้านต้องเตรียมการกันทุกคนโดยเฉพาะพวกขี้เหล้า เมายาก็เตรียมของกินของแกล้ม และสุรากันไว้ งานนี้แม้จะเป็นงานบุญแต่เขาก็มีโอกาสเล่นสนุกสนานเต็มที่ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ผ่อนสั้นผ่อนยาวให้ เพราะถือเป็นประเพณี” การทำบั้งไฟ เริ่มต้นจากการเตรียมดินปืนโดยอาดินประสิวที่ชาวบ้าน เรียกว่า “ขี้เจีย” มาคั่วผสมกับถ่านซึ่งเผาจากไม้เนื้ออ่อนเมื่อคั้วเสร็จแล้วเอามาตำหรือโขลกให้ละเอียด เรียกว่า “หมื่อ” ซึ่งจะมีสูตรผสมต่างกันไป เช่น ถ้าดิน (ขี้เจีย) หนักบาท มาก (กำมะถัน) หนักเฟื้อง ถ่านหนักสลึง เรียกหมื่อถ่านสาม เป็นต้น การตำจะตำในเวลากลางคืนเพื่อเป็นการปิดบังกันไว้ไม่ให้คนในหมู่บ้านอื่นหรือคุ้มอื่นรู้สูตรในการผสม เมื่อโขลกหมื่อละเอียดดีแล้วก็จะบรรจุหมื่อลงในกระบอกไม้ไผ่หรือเหล็กก็ได้ ขนาดความยาวเป็น ๕ รอบของกระบอกคือเอาเชือกพันรอบกระบอก ๕ รอบ เป็นความยาวของตัวบั้งไฟเจาะให้กลวงตลอดและตรงเสมอ แล้วเอาตอกทำเป็นเชือกขันโดยรอบให้กระบอกไม้แน่น มีแรงบีบมากขึ้นเพื่อกันแตก (ถ้าเป็นท่อเหล็กก็ไม่ต้องพันรอบ) เสร็จแล้วก็ใส่จุกไม้ซึ่งเขาเรียกว่า “เถียด” อุดที่ปากกระบอกแล้วเอาดินหมาด ๆ ใส่เข้าไปชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงเอาดินปืนใส่ แล้วตำให้แน่นเหมือนก้อนหิน เพราะเขาต้องใส่ที่ละ ๓ - ๔ ช้อนเท่านั้นแล้วตำเป็นชั่วโมงเพื่อให้มันอัดกันแน่น บางบั้งต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เมื่อเต็มแล้วก็เอาดินใส่ให้แน่นเช่นกัน แล้วจึงใส่จุกไม้หรือเถียดเป็นอับดับสุดท้าย (เถียดปิดหัวท้าย) ต่อมาก็เจาะรูการเจาะรูเขาเรียก “เอารู” การเอารูนิยมกัน ๒ ชนิด คือ ๓ เหล็ก กับ ๕ เหล็ก คือใช้เหล็กเจาะขนาดต่าง ๆ ลดหลั่นกันไปถึง ๕ ขนาด บั้งเล็กก็นิยม ๓ เหล็ก บั้งใหญ่ก็ ๕ เหล็ก ถ้า ๓ เหล็กมักไม่ทะลุด้านบนคือจุดเข้าทางก้นบั้งไฟ ถ้า ๕ เหล็ก ก็ทะลุด้านบนใส่หัวชนวนเข้าทางหัว ขนาดกว้างของรูถือเอา ๑/๒ ของปากกระบอกบั้งไฟ เช่น ถ้าปากกระบอกกว้าง ๑๐๕ มิลลิเมตร เอา ๓ หาร ได้ ๓๕ มิลลิเมตร แบ่งบั้งไฟเป็น ๕ ช่วง ช่วงแรกกว้าง ๓๕ มิลลิเมตร ยาว ๕ หาร ๓๕ ได้ ๗ เช่นนั้น ช่วงต่อไปก็ลดลงช่วงละ ๗ มิลลิเมตร ก็จะได้ดังนี้ ๓๕ – ๒๘ – ๒๑ – ๑๔ – ๗ ช่วงบนสุดกว้าง ๗ มิลลิเมตร ช่วงล่างสุดกว้าง ๓๕ มิลลิเมตร วิธีนี้เรียกบั้งไฟ ๕ เหล็ก แต่ถ้าเป็นบั้งไฟเล็กปากกระบอกแคบเข้าจะเอา ๕ เหล็ก ก็ไม่สะดวกเขาก็นิยมเอา ๓ เหล็ก และมีกรรมวิธีเช่นเดียวกัน แต่เอา ๓ หาร และรูจะไม่ทุละหัวเวลาจุดจึงเอาชนวนใส่เข้าทางก้น คือด้านล่าง เมื่อเอารูเสร็จแล้วก็ใส่หาง โหวด รอบตั้งบั้งไฟตัดเอากระดาษเป็นสีเป็นรูปต่างๆ ประดับให้สวยงาม การประดับบั้งไฟเขาเรียกว่า “เอ้บั้งไฟ” การประดับมีการประกวดความสวยงามด้วย ถ้า บั้งไฟเล็กก็แบกหามไปถ้าบั้งใหญ่ก็ใส่ล้อหรือเกวียนที่ประดับไว้สวยงาม ปัจจุบันใช้รถแทนเกวียนแล้ว งานบุญนี้กำหนดอย่างน้อย ๓ วัน คือวันสุกดิบหรือวันโฮม วันเล่น หรือวันเซิ้ง และวันจุด อย่างมากก็ ๕ วัน ๗ วัน (๗ วันไม่ค่อยมี) เมื่อเอารูเสร็จแล้วก็ใส่หาง โหวด รอบตั้งบั้งไฟตัดเอากระดาษเป็นสีเป็นรูปต่างๆ ประดับให้สวยงาม การประดับบั้งไฟเขาเรียกว่า “เอ้บั้งไฟ” การประดับมีการประกวดความสวยงามด้วย ถ้า บั้งไฟเล็กก็แบกหามไปถ้าบั้งใหญ่ก็ใส่ล้อหรือเกวียนที่ประดับไว้สวยงาม ปัจจุบันใช้รถแทนเกวียนแล้ว งานบุญนี้กำหนดอย่างน้อย ๓ วัน คือวันสุกดิบหรือวันโฮม วันเล่น หรือวันเซิ้ง และวันจุด อย่างมากก็ ๕ วัน ๗ วัน (๗ วันไม่ค่อยมี) การทำบั้งไฟก็ต้องศึกษามีครูและศิษย์สืบทอดกันมา คนที่เป็นช่างทำบั้งไฟเรียกว่า “ช่างบั้งไฟ” หรือ “ฉบับบั้งไฟ” โดยทั่วไปมักจะถ่ายทอดต่อกันพ่อถึงลูก ลูกถึงหลานหรืออาจารย์ถึงลูกศิษย์บางเป็น เท่านั้นไม่ใช่ทั่วไปคนทั่วไปอยากจะเรียนก็ได้แต่ก็ไม่เก่งเท่ากับที่เขาถ่ายทอดตัวต่อตัว ขนาดของบั้งไฟที่จุดในงาน โดยสรุปแล้ว มี ๓ ขนาด คือ ๑. บั้งไฟร้อยหรือบั้งไฟขนาดเล็ก บางทีเรียกบั้งไฟขนาดธรรมดา มีน้ำหนักดินปืน หรือดินดำ ประมาณ ๘ กิโลกรัม ไม่เกิน ๑๑ กิโลกรัม ๒. บั้งไฟหมื่นเป็นบั้งไฟขนาดกลาง บรรจุดินปืนหนักประมาณ ๑๒ กิโลกรัม หรือ ๑๒ - ๑๒๐ กิโลกรัม ๓. บั้งไฟแสนเป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก ๑๒๐ กิโลกรัม หรือ ๑๒๐ กิโลกรัมขึ้นไป ๕. การจัดงาน กำหนดจัดงานช่วงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม เป็นประจำทุกปี ระยะเวลาการจัด ๑-๒ วัน

 
ความสำคัญและคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน นั้นๆ

งานบุญบั้งไฟจะทำกันในเดือนหก หากช้าไปก็ในเดือนเจ็ด เพื่อความเหมาะสมบางประการ เช่น ถ้าจุดในหน้าร้อนอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้าทำในต้นฤดูฝนก็จะมีน้ำอากาศเย็นบ้าง อีกอย่างหนึ่งถ้าจุดในหน้าฝนก็จะทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชพันธ์ต่าง ๆ เนื่องจากการเล่น ในวันทำบุญชาวบ้านจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาจะแบ่งหน้าที่การงานอันเป็นอย่าง ๆ ไป พวกผู้ชายก็จะปลูกปะรำ เพื่อต้อนรับหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมทำบุญ บางกลุ่มที่จัดจัดอาหารสำหรับทำบุญเลี้ยงแขก บางกลุ่มจะทำ บั้งไฟ พวกนี้ต้องอาศัยความชำนาญและแรงงาน ส่วนแม่บ้านจะเตรียมอาหาร ตัดเสื้อผ้าให้ลูกหลานใส่ในวันรำเซิ้ง ทางวัดจะเตรียมนาคเพื่อบวชในวันบุญบั้งไฟ เพราะมีผู้นิยมบวชมาก ในการเตรียมงานนี้ประมาณ ๑ เดือน” การทำบุญ วันแรกของงานเรียกว่า วันโฮมหรือวันรวมวันนี้จะเป็นวันที่รวมบั้งไฟจากทุกหมู่บ้าน หรือทุกคุ้ม พิธีสงฆ์ในวันนี้ชาวบ้านจะร่วมกันเลี้ยงพระเช้าและพระเพล และจะมีการบวชนาคในวันนี้ด้วย “บางตำราก็ว่าต้องมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ตลอดจนมีการถือน้ำพระพิพัฒน์ต่อพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้าและต่อแผ่นดิน” ครั้นเวลาประมาณบ่าย ๓ โมง ทางวัดจะตีกลองโฮมประชาชนจะพากันนำบั้งไฟของตนมารวมกันที่วัด จัดการแห่บั้งไฟ บั้งไฟแต่ละบั้งจะได้รับการเอ้(ตกแต่ง) อย่างสวยงาม ถ้าช่างบั้งไฟเป็นพระภิกษุสงฆ์เขาจะเอาเตียงมาหามแห่ออกหน้าขบวน เอาหว่อม (หมวกเหลือง) ให้ท่านใส่อีกด้วย ถ้ามีเจ้าเมืองก็หามเจ้าเมืองแห่ไปด้วยตามหลังพระภิกษุ ในขณะนั้นจะดูอะไรก็สวยงามไปทั้งหมด พวกเล่นก็เล่นอย่างสนุกสนาน ขบวนฟ้อนชาย ขบวนฟ้อนหญิงจะเรียงรายร่ายรำดูน่าอรชรอ่อนช้อย พวกฆ้องกลองก็ตีได้จังหวะ พวกนักเล่นก็เล่นตลก ทอดแหหาปลา ขายยา อ่านหนังสือเจียงและเซิ้ง เรื่องสนุกสนานมีให้ดูทุกแบบ น่าดู น่าชม น่านิยมนับถือเป็นยิ่งนัก การฟ้อนเซิ้งเป็นการแสดงศิลปะการร่ายรำพื้นเมืองที่สะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี ท่าทีการฟ้อนเซิ้งแต่ละท่าจะลอกเลียนแบบมาจากกิจวัตรประจำวันของชาวบ้าน” ในขณะที่รำนั้นจะมีการร้องกาพย์เซิ้งประกอบการฟ้อนเซิ้ง ซึ่งในกาพย์เซิ้งนั้นอาจมีการกล่าวถึงมูลเหตุของประเพณีบุญบั้งไฟ หรือกล่าวถึงภาวะของบ้านเมือง เศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันส่วนพวกที่สนุกสนานกับช่วงขบวนอื่น ๆ นั้น ก็จะมีการร้องกาพย์เซิ้งด้วยอาจจะไปขอเงินหรือขอเหล้าก็ได้

 

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ศาลากลางจังหวัดยโสธร ชั้น ๕ ถนนแจ้งสนิท อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ๓๕๐๐๐
โทร. ๐ ๔๕๗๑ ๕๑๓๗ โทรสาร ๐ ๔๕๗๑ ๕๑๓๘ e-mail : [email protected]
พัฒนาและดูแลระบบโดย
นางสาวอารีรัตน์ สร้อยสิงห์ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล e:mail : [email protected]

สายด่วนวัฒนธรรม
Copyright © 2015 m-culture.go.th กระทรวงวัฒนธรรม