สายด่วนกระทรวงวัฒนธรรม


 

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด
 ข่าว/บทความล่าสุด
วันมาฆบูชา (31/10/2017 10:51:27)
ร่วมสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอย่างมีวัฒนธรรมและปลอดภัย (31/10/2017 10:51:09)
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน (04/09/2017 13:29:03)
เสน่ห์มรดกวัฒนธรรมสุโขทัย (04/09/2017 13:23:33)
วันนี้ในอดีต (เหตุการณ์สำคัญเดือนธันวาคม) (04/09/2017 13:22:08)

 


บทความ >> วัฒนธรรม
ประเพณีเลี้ยงผีมเหสักข์

วันที่ 19 ม.ค. 2559

ช่วงเวลา วันที่ 6 เมษายน ของทุกปี

ความสำคัญ
           อำเภอวาริช ภูมิ เป็นชุมชนใหญ่ที่มีชาวผู้ไทยอาศัย อยู่เป็นจำนวนมาก ชาวผู้ไทยเหล่านี้อพยพมาจากเมืองกะปอง ใกล้เมืองตะโปน สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 โดยการชักชวนของพระสุนทรราชวงศา(ท้าว ฝ้าย) เจ้าเมืองยโสธร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ ดูแลเมืองนครพนม และพระประเทศธานี (คำ) เจ้าเมืองสกลนคร แต่มิได้รีบด่วนเข้ามาสนรุ่น ชาวผู้ไทย เมืองวังที่ได้ตั้งเป็นบ้านเป็น เมืองที่เมืองพรรณานิคม

          เมื่อชาวผู้ไทยอพยพ ข้ามโขงเดินทางมาถึงเมืองสกลนคร จึงได้เข้า มาตั้งที่พักชั่วคราวในสนามมิ่งเมืองใกล้ ๆ บ้านเจ้าเมืองสกลนคร โดยมีผู้นำชื่อว่า ท้าวราชนิกูลเป็นหัวหน้าควบคุมผู้คน อพยพเข้ามาใน พ.ศ.2387 ในช่วง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นสมัยที่ชนกลุ่มเมืองต่าง ๆ ได้เรียกร้องขอตั้งเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้น หลายแห่ง ท้าวราชนิกูลซึ่งอดทนมาเป็น เวลาแรมปี จึงขออนุญาตพาไพร่พลออกไป ตั้งบ้านเมือง แต่กลับถูกขัดขวางไม่ยอมยก พื้นที่แห่งหนึ่งแห่งใดให้ตั้งเมือง กลับแต่ง ตั้งให้บุตรท้าวราชนิกูล อีกคนหนึ่ง เป็นนายหมวด นายกองควบคุมชาวผู้ไทยแทน

          ท้าวราชนิกูลเห็นว่าการเจรจาไม่เป็นผล จึงนำอพยพไพร่พลมุ่งไปทางทิศตะวันตก ออกจากเมืองสกลนคร เจ้าเมืองสกลนครได้นำไพร่พล ออกขัดขวางแต่ก็ไม่เป็นผล คงนำไพร พลออกเดินทางไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านหนอง หอย ใกล้กับที่ตั้งอำเภอวาริชภูมิในปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2416 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาว ไทโย้ย ตั้งเมืองวานรนิวาสได้แล้ว

          การตั้งบ้านเรือนที่บ้านหนองหอยในระยะนั้น ถือว่า ยังอยู่ในเขตเมืองสกลนคร และเป็นเมืองที่ยังมิได้รับในตราภูมิอนุญาตให้ตั้งเมือง ด้วย ปัญหาดังกล่าวท้าวสุพรหม บุตรชาวท้าวราชนิกูล จึงได้ขอพึ่งบารมีพระพิทักษ์เขตขันธ์ เจ้าเมืองหนองหาน ท้าวสุพรหม ได้พาบ่าวไพร่ เดินทางไปกรุงเทพฯ เข้ารองเรียนต่อพระยาภูธราภัย เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เพื่อใดโปรดเกล้าฯ แต่ง ตั้งเป็นเจ้าเมืองแต่เนื่องจากไม่มีใบบอก ของเจ้าเมืองสกลนครก็ไม่อาจนำความขึ้นกราบ บังคมทูลได้ ท้าวสุพรหมจึงเดินทางกลับมา และได้รับการยกบ้านป่าเป้าเมืองไพร ใน เขตหนองหาน ให้เป็นเมืองของชาวผู้ไทยแทน ต่อมาเมืองเกิดศึกฮ่อใน พ.ศ. 2418 กองทัพของพระยามหาอำมาติย์ ( ชื่นป เดินทัพขึ้นไปที่หนองคาย ท้าวสุพรหม ได้คุมเลกไพร่ของตน 30 คน เข้าร่วมกับ กองทัพของพระพิทักษ์เขตขันธ์ เจ้าเมืองหนองหาน ในการปราบฮ่อ เมื่องเสร็จศึกฮ่อแล้ว ท้า วสุพรหมได้ทูลขอบ้านผ้าขาวแขวงเมืองสกลนคร เป็นเมืองขึ้น แต่พระยาประจันตประเทศธานีคัดค้าน พระพิทักษ์เขตขันธ์จึงขอตั้งบ้านป่าเป้าเมืองไพร่ เป็นเมืองวาริชภูมิให้ท้าวสุพรหม เป็นพระสุรินทร์บริรักษ์ เจ้าเมืองวาริชภูมิ ขึ้นเมืองหนองหาน เมื่อ พ.ศ.2420

          ในสมัยกรมหมื่นประจักษ์ ศิลปาคม ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการหัว เมือง มณฑลอุดรธานี ได้มีคำสั่งให้เมืองวาริชภูมิ โอนมาทำราชการที่เมืองสกลนคร ใน พ. ศ.2435 โดยได้กรมการเมืองวาริชภูมิยังคง ตำแหน่งเดิมทุกคน ในพ.ศ.2441 (ร .ศ.117) ได้ประกาศยกเลิกตำแหน่งเจ้า เมือง อุปฮาด ราชวงค์ ราชบุตรมาเป็นตำแหน่งข้าราช การส่วนกลางเช่นปัจจุบัน

          ชาววาริชภูมิเชื่อในความ มีจริงของอิทธิฤทธิ์เจ้าปู่มเหสักข์ของตนว่า สามารถเป็นที่พึ่งในยามคับขันให้ตนได้ ทั้งยังมีเรื่องเล่าสืบเนื่องต่อกันมาช้า นานในอิทธิฤทธิ์ของเจ้าปู่ ดังความตอนหนึ่งว่า

          ในสมัยอดีต ขุนเพายาว เจ้าเมืองน้ำน้อย อ้อยหนู มีบุตรชาย 2 คน ชื่อเจ้าหุน และ เจ้าหาญ ขุนเพายาว ได้ปกครองไพร่ฟ้าข้า แผ่นดินด้วยความสุข ผู้คนมีมากด้วยทราย หลายดังน้ำ ต่างก็มีอันจะกิน สร้างบ้าน แปลงเมือง อยุ่มานานหลายปีถึงช่วงระยะหนึ่ง บ้านเมืองประสบภาวะฝนแล้ง ข้าวไร่นาเสียหาย เก็บเกี่ยวไม่ได้ผล ประกอบกับความแห้งแล้ง มี ติดต่อกันมาหลายปี ขุนเพายาวพร้อมครอบ ครัว บ่าว นาย ไพร่ จึงได้อพยพลงมาทางใต้ ขบวนเดินทางรอนแรมผ่านป่า ผ่านเขา เป็นเวลา ช้านานหลายเดือน เนื่องจากขบวนประกอบด้วยผู้คน จำนวนมาก ขบวนเดินเท้าจึงหยุดพักผ่อนตั้งค่าย พักแล้ว จึงเดินทางต่อเป็นอย่างนี้เรื่องมา ช่วงเวลาหนึ่งขอนเพายาวได้สั่งให้ขบวนหยุด พัก ตั้งค่ายพัก ณ ที่แห่งหนึ่งด้วยเห็นเป็น ทำเลที่เหมาะ และในวันหนึ่งขณะที่ผู้คน ต่างออกหาเสบียง เจ้าหาญลูกชายขุนเพายาว ผู้น้อง ยิงกวางตัวหนึ่งจนบาดเจ็บ วิ่งหนี ไปได้ เจ้าหาญจึงได้แกะรอยเข้าไปอย่าง ใกล้ชิด จนไปพบกวางตัวนั้นนอนตายที่ หน้าเจ้าหุนผู้เป็นพี่ ต่างผ่ายต่างเลยเถียง กันว่า กวางตัวนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ต่างฝ่าย โต้เถียงอย่างไม่ละลดไม่ยอมกัน ร้อนถึง ขุนเพายาวผู้เป็นบิดาต้องมาช่วยตัดสิน ปัญหา ขุนเพายาว ตัดสินให้กวางตัวนั้นเป็น กรรมสิทธิ์ของเจ้าหุน ทำให้เจ้าหาญผู้เป็นน้อง เสียใจว่าบิดาไม่รัก ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ เข้าข้างผู้เป็นพี่ชาย
ความรู้สึกน้อยใจ ทำให้เจ้าหาญชักชวนบ่าวไพร่ และผู้รัก ใคร่พร้อมด้วยครอบครัวอพยพออกจากขบวนของบิดา ไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ปรากฎว่ามีผู้ ติดตามไปจำนวนมาก ขบวนอพยพรอนแรมป่าอยู่ หลายวัน ผู้คนได้รับความลำบากเป็นอันมาก จึงได้หันไปพึ่งผีฟ้า ซึ่งชาวผู้ไทย นับถือเช่นเดียวกับชาวฮ่อ เจ้าหาญคิดว่า ต่อไปข้างหน้าขบวนอพยพของตนอาจได้รับ ความลำบากได้รับอันตรายตลอดจนอุปสรรคต่าง ๆ อาจ ถึงมีศึกสงครามเป็นแน่แท้ แต่ก็จนใจ ที่ชาวผู้ไทยไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น เจ้ายึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งทางใจคุ้มภัยให้ เลย ครั้นขบวนอพยพมาถึงธารน้ำแห่งหนึ่ง ด้าน หลังมีภูเขาใหญ่มีหน้าผาสูงชัน แหงน คอตั้งบ่าเจ้าหาญจึงสั่งให้ขบวนหยุดและ ตั้งค่ายพักขึ้น และพาไพร่พลจำนวนหนึ่งสร้าง ศาลขึ้นหลังหนึ่งด้านหลังค่ายพักหน้าผาสูง แห่งนั้นแล้วต่อมากเมื่อเห็นผู้คนหายเหนื่อย แล้ว จึงนำผู้คน บ่าวไพร่ พร้อมใจกันอธิษฐาน อัญเชิญเทพยดาฟ้าดิน เจ้าภูผา เจ้าป่าเจ้า เขา ให้มาสถิตย์อยู่ ณ ศาลนั้น ขอให้เป็น กำแพงคุ้มกันขบวนของชาวผู้ไทยตลอดไป

          ครั้นทำพิธีเสร็จได้พร้อมกันหาดอกไม้ธูปเทียน บูชา จัดสำรับกับข้าวคาวหวานเลี้ยงและเรียกชื่อเทพ สถิตย์อยู่ ณ ศาลแห่งนี้ว่า "เจ้าปู่มเหสักข์ ผู้คนในขบวนต่างก็ร่วมฉลองเป็นการใหญ่

          ขบวนอพยพได้รอนแรมเรื่อยมา ค่ำลง ณ ที่ ใดก็ตั้งค่ายพัก เจอที่เหมาะก็พักหลาย วัน ตั้งค่ายลงที่ใดก็ตั้งศาลเจ้าปู่ ขึ้นไว้ เคารพบูชามิได้ขาด จากนั้นขบวนก็ มุ่งลงใต้เรื่อยมา พอถึงฤดูผนการเดินทาง ลำบากก็หยุดพักขบวน พอเข้าหน้าแล้วก็ออก เดินทางต่อไป ตกบ่ายวันหนึ่งขบวนอพยพผ่าน เข้าไปในป่าใหญ่ อากาศร้อนอบอ้าวมากให้ เกิดไฟป่าโดยมิได้คาดฝัน ไฟได้ไหม้ ลุกล้อมขบวนทุกด้านอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่าง จวนตัวไม่รู้ว่าจะไปทางทิศใด เจ้า หาญเห็นจวนตัวนึกอะไรไม่ออกจึงพนมมือ ตั้งจิตวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อเจ้าปู่มเหสักข์ ว่า "บัดนี้ลูกหลานได้รับความลำบากยิ่ง ถึงคราวจวนตัวไฟป่ามาถึงแล้ว ขอบารมี ท่านช่วยขจัดปัดเป่าช่วยคุ้มภัยช่วยเป็นกำแพง กันไฟป่าให้ลูกหลานด้วย ท่ามกลางเสียงร้องค่ำ ครวญกู่เรียกหา และเสียงกิ่งไม้ถูกไฟป่า เผาผลาญ ปาฏิหารย์ของเจ้าปู่ก็ปรากฏไฟป่าอ่อน ตัวลง บ้างก็ดับ บ้างก็เปลี่ยนทิศทาง ไม่ นานท้องผ้าก็แจ่มใสอากาศโปร่งเป็นที่อัศจรรย์ ยิ่งนัก คนทั้งปวงเป็นนิมิตเป็นมงคล เมื่อตั้ง ค่ายพักแรมในค่ำวันนั้น เจ้าหายจึงให้ จัดพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ขึ้น ดังนั้นการเซ่น สรวงสำหรับผู้ตกทุกข์ขอความช่วยเหลือจึงมีมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          เมื่อชาวผู้ไทยใน สมัยของท้าวสุพรหม ผู้เป็นบุตรของท้าวราช นิกูลได้เป็นเจ้าเมืองคนต่อมา ได้รับ พระราชทานทินนามเป็นพระสุรินทร์บริรักษ์และขอ พระราชทานเมืองหนองหอยขึ้นเป็นเมืองวาริชภูมิ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้อัญเชิญเจ้าปู่ มเหสักข์ แล้วตั้งศาลเจ้าปู่ขึ้นบริเวณที่ดอนซึ่ง เป็นป่ารกทึบ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ก .ม. (คือบริเวณบ้านนายสาย ใกล้ฝน ในปัจจุบัน) และใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ จัดพิธีเซ่นสังเวยเจ้าปู่มเหสักข์ทุกปี แต่ศาล เจ้าปู่แห่งนี้ไม่สะดวกสำหรับชาววาริชภูมิ ที่ ต้องการไปไหว้เจ้าปู่เพราะเป็นป่ารกทึบ จึง ได้สร้างศาลจำลองขึ้นหลังหนึ่งไว้ที่บ้านเจ้า จ้ำ (นายทองเพื่อน เหมะธุลิน) จวบ จนสามารถสร้างศาลเจ้าปู่มเหสักข์จากดอนหอมา ประดิษฐานไว้ในที่แห่งนี้

          ชาวผู้ไทยวาริชภูมิ มีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิของเจ้าปู่มเหสักข์ ว่า นอกจากจะสามารถคุ้มครองป้องกันภัยต่าง ๆ ได้แล้ว การคุ้มครองป้องกันอัคคีภัยไหม้บ้าน เมื่องเกิดเหตุยังสามารถพึ่งบารมีได้อย่างชงัด นอกจากนี้ยังปรากฏนิมิตร่างของเจ้าปู่เป็น สัตว์ต่าง ๆ เช่น เสือพาดกลอน งูใหญ่ สุนัขสี ขาว หรือปรากฏในความฝันว่าเป็นชายร่างใหญ่ ผิวดำ เสียงดัง มีอำนาจ แต่งกายนักรบโบราณ มือ ถือดาบ หน้าอิ่มเป็นลักษณะผู้ดี มีสกุลเป็น ชั้นเจ้าตามบุคลิกของผู้นำที่สามารถ

พิธีกรรม
          ประเพณีในการทำพิธีเซ่นสังเวยเจ้าปู่มเหสักข์ ในสมัยก่อนมักทำในช่วงเดือนมีนาคมของทุก ปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เสร็จ มีเงินทองจับจ่ายอย่างสะดวก เป็นช่วงเวลาที่ เดินทางสะดวกก่อนถึงฤดูฝนและมักจะทำ พิธีสามปีต่อครั้ง ดังที่กล่าวกันว่า " สองปีฮาม สามปีคอบ" โดยการเซ่นสังเวย ในยุคนั้นเชื่อว่า วัว-ควาย ที่ถึงคราว หมดอายุขัยจะมาตายเองที่ศาลเจ้าปู่ ผู้ คนเตรียมเครื่องปรุงอาหารไว้ให้พร้อมเพื่อทำลาบ แดง ลาบขาว เนื้อหาบ เนื้อคอน ถวายเจ้าปู่ก่อน หลังจากนั้น ลูกหลานเจ้าปู่จึงบริโภคให้หมด ให้สิ้นห้ามนำกลับบ้าน

          อย่างไรก็ดี พิธีกรรมดังกล่าวในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปตามกาล เวลา โดยเฒ่าจ้ำและผู้รับภารหน้าที่จะ จัดเครื่องเซ่นสังเวย อาหารคาว พานบายศรี ขันธ์ 5 ขันธ์ 8 ตามธรรมเนียมเพื่อไหว้เจ้าปู่ ในตอนเช้า มีการแสดงเช่นหมอลำให้ประชาชนชมใน ช่วงกลางวัน ส่วนในภาคกลางคืนเป็นการชุมนุม พี่น้องลูกหลานชาวผู้ไทย กะป๋องวาริชภูมิ หน้าศาลเจ้าปู่ มีการแสดงฟ้อนรำผู้ไทย กะป๋อง ฟ้อนบายศรีขณะเดียวกันก็จะมี การผูกข้อต่อแขนให้ศีลขอพรจากผู้ เฒ่าผู้แก่

สาระ
          วันที่ 6 เมษายน ของทุก ปี จึงเป็นวันที่มีความหมายของชาวผู้ ไทยวาริชภูมิทั้งที่อยู่ใกล้และไกลที่จะ ต้องพยายามมา "ตุ้มโฮม" รวมพี่รวมน้อง ชาวผู้ไทยภาพที่ชาวผู้ไทยหลั่งไหลเข้า กราบไหว้บูชารูปปั้นเจ้าปู่มเหสักขำไม่ ขาดสายท่ามกลางเสียงอวยชัยอวยพรของตนนับ หมื่นคนกลางลานหน้าศาลเจ้าปู่มเหสักข์แสดงถึง ความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างหา ได้ยากของสังคมชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี เจ้าปู่มเหสักข์เป็นสายโยงใยให้ศรัทธาความเชื่อ ของผู้คนเหล่านี้มารวมกันได้อย่างน่าสรรเสริญ
สงวนลิขสิทธิ์ © 2558 เลขที่ 666 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด
กรุงเทพมหานคร 10700 อีเมล:  webmaster@m-culture.go.th
FOLLOW: facebook twitter google+ rss กลับขึ้นข้างบน