สายด่วนกระทรวงวัฒนธรรม


 

ข้อมูลอัพเดทล่าสุด
 ข่าว/บทความล่าสุด
ขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมในราชอาณาจักรไทย (01/09/2020 13:31:38)
วันมาฆบูชา (31/10/2017 10:51:27)
ร่วมสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอย่างมีวัฒนธรรมและปลอดภัย (31/10/2017 10:51:09)
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน (04/09/2017 13:29:03)
เสน่ห์มรดกวัฒนธรรมสุโขทัย (04/09/2017 13:23:33)

 


ปราสาทหินเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์



ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทาง ทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 64 กิโลเมตร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน

ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และได้เข้ามาทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2531 แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2539 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2540 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีเปิด
ปราสาทเมืองต่ำเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงอันเดียวกัน การวางผังปราสาทเมืองต่ำ ค่อนข้างแตกต่างจากปราสาทแห่งอื่น ๆที่มีจำนวนองค์ปรางค์เท่ากัน ซึ่งนิยมสร้างองค์ปรางค์ประธานไว้ ตรงกลาง ส่วนองค์ปรางค์บริวารที่เหลืออีก 4 องค์ นั้นจะสร้างไว้ที่มุมของทิศทั้งสี่ เช่น ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น แต่ที่ปราสาทเมืองต่ำจะวางตำแหน่งของปรางค์อิฐทั้ง 5 องค์ เป็น 2 แถวตามแนว ทิศเหนือใต้ แถวแรกจะมีองค์ปรางค์จำนวน 3 องค์ ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ๆ

สันนิษฐาน ว่าปรางค์องค์กลางนี้ คือ ปรางค์องค์ประธานของปราสาทเมืองต่ำ ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง จากแผนผังของปราสาทดังกล่าวแสดง ให้เห็นถึงความชาญฉลาดของสถาปนิกสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งปรางค์แต่ละองค์และองค์ประกอบอื่น ๆที่ยังคงสภาพเหลืออยู่ในปัจจุบันมีรายละเอียด ดังนี้

ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีขนาดใหญ่กว่างปรางค์บริวารองค์อื่น ๆ มีสภาพให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น โดยมีผนังเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 7 x 7 เมตร แม้องค์ประธานจะมีสภาพพังทลายลงเหลือเฉพาะส่วนฐานก็ตาม แต่ลักษณะโครงสร้าง โดยรวมนั้นมีลักษณะ เหมือนกับปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ จะต่างกันก็เพียงแต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้า ส่วนปรางค์บริวารไม่มี ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และเป็นด้านที่มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลืออีก 3 ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกนั้น ทำเป็นรูปประตูหลอก เปิดปิดเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์ไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเหตุผลทางด้านความมั่นคงแข็งแรงขององค์ปรางค์ ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุก่อสร้างที่กดทับลงมาจากส่วนยอดหรือ ชั้นเชิงบาตร

จากการขุดค้นเพื่อทำการบูรณะปราสาทเมืองต่ำของกรมศิลปากร ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุขปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ เหนือข้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล ลักษณะของซุ้มหน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16
ปรางค์บริวารแถวหน้า ตั้ง อยู่สองข้างของปรางค์ประธาน มีขนาดเท่ากัน คือ กว้างและยาวประมาณ 5 เมตร เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ หรือตัวอาคาร ก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูทางเข้าออกทางเดียวที่ด้านทิศตะวันออก ส่วนด้านอื่น ๆ ทำเป็นประตูหลอกเหนือเรือนธาตุขึ้นไป เป็น ส่วนหลังคาหรือส่วนยอด ทำเป็นรูปเรือนธาตุวางซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ขนาดลดหลั่นกันไปรวม 5 ชั้น แต่พังทลายลงเหลือเพียงสองชั้น ที่ยอดบนสุดของ ปรางค์แต่ละองค์จะประดับด้วยหินทรายแกะสลักเป็นรูปบัวกลุ่มซึ่งปัจจุบันพัง ทลายลงมากองอยู่บริเวณพื้นด้านล่าง

ปรางค์บริวารแถวหลัง ปรางค์บริวารแถวหลังของปราสาทเมืองต่ำเป็นปรางค์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 4 x 4 เมตร ลักษณะโดยรวมของปราค์ เหมือนกับปรางค์ประธานและปรางค์บริวารแถวหน้า ทับหลังปรางค์บริวารองค์ด้านทิศเหนือจำหลักเป็นภาพพระกฤษณะและโควรรธนะ พระกฤษณะ นี้ในคัมภีร์ศาสนาฮินดูกล่าวว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นเทพเจ้าสูงสุด 1 ใน 3 องค์ ของศาสนาฮินดู กล่าวกันว่าพระกฤษณะได้ ระงับวิธีบูชาพระอินทร์ของเหล่าคนเลี้ยงโค ทำให้พระอินทร์พิโรธบันดาลให้พายุกรวดทรายตกลงมาใส่หมู่บ้านคนเลี้ยงโค พระกฤษณะจึงยกเขา โควรรธนะขึ้นป้องกัน โดยข้างกายพระองค์จำหลักเป็นภาพคนเลี้ยงโคและโคเข้าหลบกำบังพายุ ข้างใต้ลงไปเป็นรูปหน้ากาลจับพวงมาลัยมีอุบะแบ่ง เสี้ยวแถบบนทับหลังมีแถวกรอบรูปสามเหลี่ยมคล้ายกลีบบัวจำนวน 8 กลีบ ส่วนทับหลังปรางค์บริวารด้านทิศใต้ จำหลักเป็นภาพพระวรุณเทพเจ้า แห่งฝนฟ้า และเทพรักษาทิศตะวันตก ประทับนั่งท่ามมหาราชลีลาสนะบนหงส์สามตัวแบกอยู่เหนือกาล มือหน้ากาลจับท่อนพวงมาลัยทีมีอุบะแบ่ง เสี้ยว แถบบนทับหลังสลักเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายกลีบบัวจำนวน 13 กลีบ
บรรณาลัย บรรณาลัย หรืออาคารหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทางทิศตะวัน ออกเฉียงใต้ หันหน้า เข้าสู่กลุ่มปราสาท คือ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก สร้างด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ทับหลังของอาคารทั้งสองสลักภาพอย่าง เดียวกัน คือ สลักภาพตรงกลางเหนือหน้ากาลเป็นรูปเทพประทับนั่งในท่ามมหาราชสีลาสนะ หัตถ์ขวาถือวัตถุลักษณะ น่าจะเป็นกระบองหรือคทา อยู่บนแท่นภายในซุ้มเหนือหน้ากาลที่คาบท่อนพวงมาลัย ไม่มีอุบะเสี้ยว ตามแบบศิลปะเขมรแบบบาปวน ในครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16
ระเบียงคด เป็น สิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องยาว ๆ ล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยผืนผ้า ก่อด้วยหินทรายเป็น ห้องแคบ ๆขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ต่อกันโดยรอบ ปูพื้นด้วยศิลาแลงผนังของระเบียงคดทั้งด้านนอกและด้านนอกและด้านใน มีหน้าต่างเป็น ระยะ ๆ ผนังด้านในเป็นหน้าต่างโล่ง ส่วนผนังด้านนอกเป็นลูกกรงทำด้วยหินทรายกลึง เรียกว่า ลูกมะหวด ช่องละ 7 ต้น
สระน้ำและลานปราสาทระหว่างกำแพงคดกับระเบียงแก้ว ถัดจากระเบียงคดออกไปทั้ง 4 ด้าน มีลานกว้างคั่นอยู่ และที่มุมลานทั้ง 4 มี สระน้ำเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงที่ว่างระหว่างสระทั้ง 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เป็นทางเดินเชื่อมระหว่างซุ้มประตูทางเข้า ทั้ง 4 ทิศของระเบียงคด
กำแพงแก้วและซุ้มประตู กำแพง แก้วปราสาทเมืองต่ำนี้ก่อสร้างด้วยศิลาแลงสูงประมาณ 2.70 เมตร มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ 120 เมตร ยาวประมาณ 127 เมตร บนสันกำแพงแก้วตกแต่งด้วยบราสีหินทราย บริเวณกึ่งกลางของกำแพงแก้วทั้ง 4 ทิศ มีซุ้มประตูทางเข้า ก่อด้วย ศิลาทรายมุงกระเบื้อง เครื่องไม้ซุ้มประตูกำแพงแก้วทั้ง 4 ด้าน มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย คือ ซุ้มประตูทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตก จะ ชักปีกจากห้องกลางทั้ง 2 ข้าง มีประตูและบันไดขึ้นลงทั้งห้องกลางและห้องปีก ส่วนที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือและทิศใต้ชักปีกออกไปทั้งสองข้างเช่น กัน มีแต่บันไดให้ขึ้นลงเฉพาะห้องกลางเท่านั้น
บาราย บา รายเป็นแหล่งน้ำที่ขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการชลประทานของ ชุมชน ปัจจุบันเรียกกันว่า ทะเลเมืองต่ำ ตั้งอยู่ทาง ทิศเหนือของปราสาทเมืองต่ำ มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาว 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง 36 ชั้น บนขอบสระ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ประมาณ 6.90 เมตร ยาว 17 เมตร ปูด้วยศิลาแลงลาดไปยังฝั่งน้ำซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลาดลงสระ จำนวน 5 ขั้น บารายนี้น่าจะมีทางรับน้ำด้านทิศตะวันตกจากภูเขาไปรบัด และภูเขาพนมรุ้งและระบายน้ำออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้
pic
pic
pic
pic
สงวนลิขสิทธิ์ © 2558 เลขที่ 666 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด
กรุงเทพมหานคร 10700 อีเมล:  webmaster@m-culture.go.th
FOLLOW: facebook twitter google+ rss กลับขึ้นข้างบน